ข่าว

เปิดอกคนร่วมบ้านวัน'สุเทพ'พร้อมตายคาเวที

เปิดอกคนร่วมบ้านวัน'สุเทพ'พร้อมตายคาเวที

09 พ.ย. 2556

เปิดอกคนร่วมบ้าน'หัวหน้าม็อบ' วัน'สุเทพ'พร้อมตายคาเวที : หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณรายงาน

              พลันที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป่านกหวีดนัดรวมพลคว่ำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม ฉบับกลายพันธุ์ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ทั้ง “ไทยเฉย-ไทยเงียบ” ต่างลุกขึ้นมาส่งเสียง-แสดงพลังต้านร่างกฎหมายดังกล่าวทั่วทุกหัวระแหง

              จากที่เคยเดินหน้า “นิรโทษกรรมสุดซอย” คนในฟากฝั่งรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ภายใต้การบงการของ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีผู้พี่ จึงต้องยอมถอยทะลุซอย

              ก่อนวัน ว. เวลา น. ในการเป่านกหวีดจะมาถึง “สุเทพ” ซุ่มคิดยุทธศาสตร์ในการต่อสู้ โดยนัดประชุมร่วมกับ “ลูกพรรคคนสนิท” ไม่กี่คนแทบทุกวัน

              แต่สำหรับการประชุม “ลูกบ้าน” นัดสุดท้ายเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารค่ำที่บ้านพักของเขาย่านพุทธมณฑล โดยมีสมาชิกอยู่พร้อมหน้าทั้ง 3 คนคือ “ศรีสกุล พร้อมพันธุ์” ผู้เป็นภริยา “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” ลูกชายคนที่ 2 ของศรีสกุล และ “ธีราภา พร้อมพันธุ์” ลูกสาวคนเล็กของศรีสกุล ทว่าไม่มีคำสั่งลาใดๆ หลุดจากปาก “สุเทพ” ราวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นคือปกติวิถีของชายวัย 64

              “เราไม่เคยพูดกันว่าวันไหน มันเหมือนรู้กันอยู่แล้วว่าสักวันวันนี้ต้องมาถึง คุณแม่ (ศรีสกุล) ก็ช่วยกันคิดกับคุณลุง (สุเทพ) ตลอดว่าจะทำอะไรอย่างไร” เข็ม ธีราภา กล่าว

              ขณะที่ "ขิง เอกนัฏ" เสริมว่า “บ้านของผมเหมือนมีการประชุมกันทุกวันอยู่แล้ว คุยการเมืองกันทุกวัน จึงไม่ต้องเรียกประชุมที่บ้านก่อนที่ท่านจะออกมา พวกเรารู้ว่าพอคุณลุงทำเวที “ผ่าความจริง” และประกาศหลายครั้งว่าหากรัฐบาลผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม วาระ 3 เมื่อไร จะออกมาลุยกับประชาชน ดังนั้นสัญญาณมันมีตลอด เวลาท่านพูดกับประชาชน ก็เหมือนท่านกำลังบอกเราด้วย ก็ทำใจกันไว้แล้ว”

              เมื่อแผนรบถูกเรียบเรียงอย่างเป็นระบบ เสียงนกหวีดของ “สุเทพ” จึงดังขึ้นในเวลา 18.00 น. ของวันที่ 31 ตุลาคม ที่ “สถานีสามเสน” โดยมีคนนับหมื่นมาร่วมชุมนุม ก่อนที่เขาจะเป่านกหวีดอีกครั้งในวันที่ 4 พฤศจิกายน เคลื่อนขบวนจากสามเสนไปวัดพระแก้ว แล้วย้ายไปปักหลัก “สถานีราชดำเนิน” ยึดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นฐานที่มั่น

              ในวันนั้น “สุเทพ” เดินเท้าตลอดเส้นทางกว่า 15 กิโลเมตร โดยมี “ขิง-เข็ม” ร่วมขบวนอยู่ไม่ห่าง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาต้องการร่วมแสดงพลัง “ม็อบนกหวีด” ขณะที่อีกส่วนเพื่อจะได้คอยสอดส่องดูแล “ผู้อาวุโสประจำบ้าน”

              การที่บทบาทของ “หัวหน้าครอบครัว” เปลี่ยนไป ส่งผลให้กิจวัตรประจำวันของสมาชิกถูกปรับให้สอดคล้อง “ขิง” ซึ่งเป็น ส.ส.กทม. ปชป. ได้รับคำสั่งจาก “สุเทพ” ให้ประจำการที่เวทีชุมนุมในฐานะโฆษก คู่กับ “ม.ล.อภิมงคล โสณกุล” ส.ส.กทม. อีกคน คอยให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชน นอกจากนี้ “ขิง” ยังเป็น “ขาประจำ” ที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีราชดำเนินช่วง 05.00 น. เพื่อปลุกให้ผู้ชุมนุมตื่นจากการหลับใหล และรักษาเวทีไม่ให้สุ่มเสี่ยงต่อการถูกตำรวจสลายในช่วงรุ่งสาง

              ขณะที่หลังเวทีมี “ศรีสกุล” โผล่มาเป็น “ผู้ประท้วงวีไอพี” เกือบทุกวัน เพื่อให้กำลังใจ “สุเทพ” ก่อนขึ้นประกาศท่าทีสำคัญในช่วงหัวค่ำ หลังส่งลูกสาวอย่าง “เข็ม” มาช่วยขนของยกของ และประสานงานเล็กๆ น้อยๆ ด้านหลังเวทีตลอดทั้งวัน โดยวิศวกรสาวยื่นจดหมายลางานโดยไม่ขอรับเงินเดือนเป็นเวลา 1 สัปดาห์

              ส่วนทายาท “สุเทพ” กับภริยาเก่าอีก 2 จาก 3 คนคือ “น้ำทิพย์” กับ "แทน เทือกสุบรรณ” จะแวะมาให้กำลังใจบิดาเป็นครั้งคราว เนื่องจากต้องดูแลกิจการที่ จ.สุราษฎร์ธานี วันไหนที่ตัวไม่มา “แทน” ก็จะติดตามข่าวสารของ “ม็อบนกหวีด” ผ่านการถ่ายทอดสดของบลูสกาย ทีวี และส่องเฟซบุ๊กของพี่น้องเพื่อนฝูงที่มาร่วมชุมนุมอยู่เกือบตลอด

              “ผมก็แวะเวียนมาเวทีนี้บ้าง แต่หลักๆ ต้องประจำการที่สุราษฎร์ฯ เพราะที่สุราษฎร์ฯ ก็มีเวทีนี่นา อาหารดีกว่านี้อีก” แทนกล่าวทีเล่นทีจริง

              “ขิง” กล่าวเสริมว่า “พอมีเวทีชุมนุมนี้ก็เหมือนกับพวกเราได้เจอกันมากขึ้น แต่มาเจอกันที่เวที แทนที่จะกลับไปเจอกันที่บ้าน (หัวเราะ) เพราะในช่วง 2 ปีที่ผมเป็น ส.ส. ต้องทำงานพื้นที่ตลอด ไม่ค่อยได้คุยกับคุณลุง (สุเทพ) มาก ขนาดอยู่บ้านเดียวกันแท้ๆ มันต่างจากสมัยที่ท่านเป็นรองนายกฯ และผมเป็นเลขานุการท่าน เราทำงานด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะช่วงมีการชุมนุมคนเสื้อแดงปี 2553 ที่ต้องไปนอนค้างในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ที่ตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือศอฉ.) กว่า 70 วัน พอมีเวทีนี้ ผมจึงได้กลับไปช่วยงานคุณลุงมากขึ้น แต่ที่มาช่วยไม่ได้ช่วยในฐานะคนบ้านเดียวกัน แต่ช่วยด้วยใจ”

              ยามสถานการณ์ปกติ ลูกๆ บอกว่า “สุเทพ” มักตื่นนอนเวลา 05.00-06.00 น. นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ติดตามข่าวสารบ้านเมือง หากไม่มีภารกิจอะไรด่วน ก็จะรับประทานอาหารกับ “ศรีสกุล” เวลาว่างชอบดูหนังแอ็กชั่น และอ่านหนังสือได้ทุกประเภทไม่เว้นกระทั่งแฮร์รี่ พอตเตอร์ โดยมี “แทน” ทำหน้าที่จัดให้พ่อ

              “พ่อไม่เคยเครียดนะ ไม่เคยแสดงให้เห็น แต่เวลาสบายใจก็จะนั่งผิวปาก แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป่านกหวีดแทนแล้วมั้ง” แทนบอก

              แม้ต้องบัญชาการเกมต่อสู้ ต้องเปลี่ยนแผนรบเป็นรายชั่วโมงตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม แต่ “หลังบ้านหัวหน้าม็อบ” ประสานเสียงยืนยันว่า “สุเทพ” ไม่เครียด เพราะช่วงเวลาที่ชวนให้ “สุเทพ” อึดอัดใจแบบสุดๆ น่าจะเป็นช่วงที่ยังไม่ออกมาเคลื่อนไหวบนถนนมากกว่า

              “ก่อนจะออกมา เราไม่รู้เลยว่าข้างหน้าคืออะไร ประชาชนจะเข้าใจเราไหมว่าเราต่อสู้เพื่อรักษาบ้านเมืองนะ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เมื่อกระแสตอบรับดี ทุกกลุ่มออกมาร่วมต่อต้านกฎหมายล้างผิดมากขนาดนี้ ท่านก็หายเครียด สำหรับเข็ม มันเหมือนกับเราชนะแล้วนะที่ทำให้คนกล้าออกมาแสดงจุดยืนได้ขนาดนี้ จากที่เคยเงียบๆ เฉยๆ และนี่คือกำลังใจที่ดีที่สุดสำหรับคุณลุง” เข็มกล่าว

              อย่างไรก็ตาม พวกเขายอมรับว่าเป็นห่วงสุขภาพของ “สุเทพ” นั่นเป็นที่มาของคำสั่งจาก “ศรีสกุล” ในฐานะ “นายหญิงใหญ่ประจำบ้าน” ให้ “หัวหน้าม็อบ” กลับไปนอนบ้านทุกวัน เพราะถ้านั่งเลียบๆ เคียงๆ อยู่หลังเวทีประหนึ่งเป็น “บ้านหลังที่ 2” ก็ไม่มีทางได้พักผ่อนอย่างแท้จริง

              “พวกเราห่วงท่านเรื่องสุขภาพ แต่ของอย่างนี้อยู่ที่ใจมากกว่า ผมรู้จักท่าน ผมรู้ว่าครั้งนี้ท่านทุ่มจริงๆ ตั้งใจจริงๆ มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา มีเท่าไรใส่เต็มที่ ต่อให้ต้องตายคาเวที ท่านก็ยอม” “ขิง” กล่าว

              เมื่อให้ประเมินว่าอีกนานแค่ไหนการต่อสู้ครั้งนี้จะจบ? “เข็ม” ตอบเบาๆ ว่า “คงไม่ได้คิด” ทำให้ “แทน” กล่าวเสริมว่า “เราจะไปคิดได้อย่างไร ขนาดพ่อยังไม่เคยคิดเลย แต่เรารู้ว่าเรามีเป้าหมายชัดเจนคือประเทศชาติต้องสงบ”

              ถึงนาทีนี้เกมต่อสู้บนถนนซึ่งนำโดย “สุเทพ” ถูกมองว่าไปไกลเกินกว่าคว่ำ “กฎหมายนิรโทษเหมาเข่ง” แล้ว แต่เดิมพันสูงถึงขั้น “เนรเทศยกโคตร” นั่นทำให้ “ชัยชนะ” มีความหมายยิ่งต่อครอบครัว จึงน่าสงสัยว่าท่ามกลางการ “เสี่ยงเป็น-เสี่ยงตาย” สัดส่วนของ “ความกล้า-ความกลัว” ของคนใกล้ตัว “สุเทพ” เป็นอย่างไร

              “เข็ม” บอกว่า “ไม่รู้สึกกลัว เพราะเราก็เหมือนประชาชนคนหนึ่ง ที่เราออกมาก็เหมือนเป็นตัวแทนประชาชนที่ทนไม่ไหวแล้วกับพฤติกรรมของรัฐบาล กับระบอบทักษิณ หากเราแพ้ นั่นหมายถึงประชาชนก็แพ้ทั้งหมด”

              ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงหลายปีมานี้ ยังไม่มีใครรบแล้วชนะ “ตระกูลชินวัตร” ได้ เคยคิดหรือไม่ว่าคนตระกูล “เทือกสุบรรณ-พร้อมพันธุ์” จะยืนอยู่ตรงไหนในฉากสุดท้ายของสงครามครั้งนี้?

              คำตอบของ “เข็ม” คือถ้ามั่นใจว่าได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทำอย่างจริงใจ จะไปกลัวอะไร คนที่กลัวเพราะทำสิ่งไม่ดีไว้ก็เลยระแวง

              “ยืนยันได้คือพวกเรามีความตั้งใจจริงๆ ในการต่อสู้เพื่อรักษาระบบนิติรัฐ เพื่อประเทศ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง หรือเพื่อวงศ์ตระกูลของเรา วันนี้ที่พวกเราออกมายืนตรงนี้ ยืนอยู่ที่เวทีราชดำเนิน ก็ไม่ใช่เพราะเราเป็นครอบครัว แต่เรามาร่วมกับประชาชนในฐานะผู้ชุมนุมคนหนึ่งด้วย ดังนั้นไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราก็หวังว่าจะมีประชาชนยืนอยู่ข้างๆ เรา” เข็มกล่าวทิ้งท้าย

..........................

(หมายเหตุ : เปิดอกคนร่วมบ้าน'หัวหน้าม็อบ' วัน'สุเทพ'พร้อมตายคาเวที : หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณรายงาน)