ข่าว

'ขรก.คลัง-บินไทย-ส.อ.ท.'ร่วมค้านนิรโทษ

'ขรก.คลัง-บินไทย-ส.อ.ท.'ร่วมค้านนิรโทษ

08 พ.ย. 2556

ขรก.และจนท.คลัง 500 คน สหภาพฯ-พนักงานการบินไทยกว่า 1 พันคนชุมนุมคัดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม พร้อมแสดงจุดยืนต่อต้านทุจริตคอรัปชั่นทุกรูปแบบ ส.อ.ท.มีมติคัดค้านด้วย


              8พ.ย.2556 ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังประมาณ 500 คน ใช้เวลาช่วงพักเที่ยงออกมารวมตัวประท้วงเพื่อคัดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมของรัฐบาล พร้อมชูป้ายแสงดข้อความคัดค้านพร้อมเป่านกหวีดและเดินขบวนบริเวณถนนเรียบคลองประปาด้านหน้ากระทรวงการคลัง  โดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที


สหภาพฯ-พนักงานการบินไทยกว่า1พันคนค้าน

              สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย (สร.กบท.) นัดพนักงานของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ชุมนุมเวลา 12.00 น. ที่บริเวณประตูทางเข้า ใกล้สระน้ำ หน้าสำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยพนักงานได้เริ่มทยอยไปรวมตัวกันตั้งแต่เวลา 11.30 น. จนกระทั่งเวลาประมาณ 12.00 น. มีพนักงานเข้าร่วมชุมนุมเต็มบริเวณด้านหน้าประมาณ 1,000 กว่าคน โดยมีการเป่านกหวีดส่งเสียงสนับสนุนตัวแทนพนักงานที่กล่าวโจมตีรัฐบาลและคัดค้าน พ.ร.บ.ดังกล่าว ขณะเดียวกันยังมีชูป้ายคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวด้วย โดยการชุมนุมในครั้งนี้มี น.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำเสื้อหลากสีได้มาร่วมด้วย โดยการชุมนุมใช้เวลา 1 ชั่วโมง หรือจนถึงเวลาประมาณ 13.00 น. จึงแยกย้ายกันไปทำงานกันตามปกติ

              นายดำรงค์ ไวยคณี ประธาน สร.กบท. เปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวในครั้งนี้เพื่อแสดงจุดยืนของพนักงานการบินไทยที่ต้องการเรียกร้องให้ทำทุกวิถีทางให้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมตกไปและไม่สามารถนำกลับมาพิจารณาได้อีก หากรัฐบาลยังไม่ดำเนินการอะไรก็อาจจะต้องยกระดับไปสู่การขับไล่รัฐบาลต่อไป โดยแนวทางการเคลื่อนไหวของ สร.กบท.จะยึดตามสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.)เป็นหลัก

              ทั้งนี้ในกรณีรัฐบาลและวุฒิสภาประกาศยอมถอยทุกวิถีทางนั้น จะรอดูสถานการณ์และดูผลการพิจารณาของวุฒิสภาก่อน โดยจะหยุดเรียกร้องเมื่อร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวตกไปหรือตายไปเลยเท่านั้น เนื่องจากขณะนี้ไม่เชื่อมั่นในท่าทีของรัฐบาล ส่วนการใช้พื้นที่ภายในบริษัทการบินไทยชุมนุมนั้น สร.กบท.ได้หารือกับฝ่ายบริหารที่เกี่ยวข้องกับการักษาความปลอดภัยของการบินไทยแล้ว ซึ่งได้ข้อสรุปว่าให้ชุมนุมได้ จากเดิมที่ฝ่ายบริหารขอความร่วมมือไม่ให้พนักงานเข้าร่วมชุมนุมในพื้นที่ของบริษัท

              นายดำรงค์ กล่าวถึงแถลงการณ์ของ สร.กบท. ว่า สหภาพฯ ประกาศจุดยืนเข้าร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ให้แก่ผู้กระทำการทุจริตฉ้อโกงชาติและประชาชน และไม่ใช่การต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่ประชาชนทุกภาคส่วน ตลอดจนภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นไปตามครรลองระบอบประชาธิปไตยและยึดมั่นในหลักจริยธรรม ธรรมาภิบาล หลักนิติธรรมและนิติรัฐ

              ทั้งนี้ สร.กบท.มีนโยบายชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและรัฐวิสาหกิจ คัดค้านเผด็จการทุกรูปแบบ ต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น คดีต่างๆต้องเป็นไปตามกระบวนยุติธรรม ดำเนินการตามหลักนิติรัฐ ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการสร้างสมานฉันท์ในชาติตามครรลองระบอบประชาธิปไตย

              ด้านนายสรจักร เกษมสุวรรณ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย กล่าวว่า ไม่ได้สั่งห้ามพนักงานการบินไทยชุมนุมคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่ยอมรับว่าในส่วนที่เกี่ยวข้องได้ขอความร่วมมือ โดยมีการออกเอกสาร ซึ่งตนไม่ได้เห็นรายละเอียดดังกล่าว แต่หลังจากผู้บริหารที่เกี่ยวข้องได้หารือกับตัวแทนสร.กบท. เมื่อวันที่ 7 พ.ย. จึงได้ข้อยุติว่าการชุมนุมจะใช้เวลา 1 ชั่วโมง ระหว่างช่วงพักเที่ยง ซึ่งไม่ได้กระทบกับการทำงาน ซึ่งทาง สร.กบท.ยืนยันว่าเป้าหมายหลักของการชุมนุมดังกล่าว คือ ต้องการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นทุกรูปแบบ ซึ่งตนก็เห็นว่าเป็นแนวทางที่ดีและสอดคล้องกับนโยบายของการบินไทยอยู่แล้ว


ส.อ.ท.มีมติคัดค้านเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่น
    
              นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ส.อ.ท.เห็นชอบร่วมกันว่าไม่เห็นด้วยกับการทุจริตทุกรูปแบบ จึงไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพราะจะมีการนิรโทษกรรมให้กับความผิดที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่น
    
              อย่างไรก็ตามการชุมนุมในปัจจุบัน มองว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมือง ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบทุกฝ่ายต้องเร่งทำให้บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
     
              นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า เนื่องจาก ส.อ.ท.เป็นองค์กรที่ไม่ฝักใฝ่ทางการเมือง แต่หากมีเหตุการณ์ความเดือดร้อนกระทบต่อผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ ส.อ.ท.ต้องร่วมทำให้ปัญหาคลี่คลาย เพราะที่ผ่านมาภาคเอกชนมีความกังวลมาตลอด รัฐบาลและทุกหน่วยงานต้องเร่งทำให้เหตุการณ์สงบ  หากเหตุการณ์ยืดเยื้อจนถึงปลายเดือนพ.ย.นี้ จะกระทบต่อการความเชื่อมั่นและคำสั่งซื้อสินค้า เนื่องจากไตรมาส 4 เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น หากไม่มีปัจจัยรุนแรงเพิ่มเติมมองว่าจีดีพี ปี 2557 จะขยายตัวได้ถึง  5% ตามแนวโน้มเศรษฐกิจของอาเซียนที่คาดว่าจะขยายได้  5.2%


องค์กรต้านคอร์รัปชันยังไม่วางใจ

              นายประมนต์ สุธีวงศ์  ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เปิดเผยภายหลังการประชุมใหญ่สามัญสมาชิกองค์กรต่อต้านคอรัปชั่น เพื่อสรุปความคืบหน้าของการคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ว่า แม้รัฐบาลจะแถลงการณ์ถอนร่างพ.ร.บ 6 ฉบับ แต่ยังมีกฎหมายนิรโทษกรรมที่ทุกฝ่ายคัดค้านคงค้างอยู่ในระบบของรัฐสภาอีก  1  ฉบับ ซึ่งหากวุฒิสภาไม่รับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก็จะต้องส่งกลับมาให้สภาผู้ปทนราษฎรกลับมาพิจารณาใหม่ ในระยะเวลา 180 วัน หลังจากนั้นสามารถประกาศใช้ พ.ร.บ.ดังกล่าว ในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้ได้ทันที่ ดังนั้นองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ จึงจะเดินหน้าคัดค้าน พ.ร.บ.ฉบับนี้ต่อไป จนกว่ารัฐบาลจะแสดงการกระทำที่ชัดเจนว่าจะไม่นำ พ.ร.บ.ฉบับนี้ เสนอต่อรัฐสภาอีกต่อไป
    
              โดยแผนงานขั้นต่อไปขององค์กรฯ ทางที่ประชุมลงมติร่วมกัน 5 ข้อ ได้แก่ 1.เรายืนยันเห็นชอบกับแนวคิดของปปช. ว่า ร่างพ.ร.บ. นี้ไม่ใช่เรื่องการนิรโทษกรรมแต่เพียงอย่างเดียว แต่แฝงด้วยเรื่องการล้างผิดให้กับคดีโกง เพราะหากพ.ร.บ นี้ผ่าน คดีที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด โดยคณะบุคคลหรือองค์กร ที่จัดตั้งขึ้นภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 น่าจะหมายถึง 1. คตส ทั้งคณะ 2. คณะกรรมการ ปปช. ชุดปัจจุบัน ซึ่งบุคคลเหล่านี้ ยังคงปฎิบัติหน้าที่มาถึงปัจจุบัน 3. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ คตง. 4. ผู้ตรวจการแผ่นดิน 5. คณะกรรมการเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้คดีความทั้งหมดที่พิจารณาจากหน่วยงานเหล่านี้จะพ้นผิดทั้งหมด
    
              2. องค์กรฯจะจับตาการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพราะการยกเลิก พ.ร.บ ไม่ได้หมายถึงการล้มเลิกความพยายาม ดังนั้นองค์กรฯ จะไม่ยอมให้มีการสอดแทรกการล้างผิดคดีโกงขึ้นอีกในรูปแบบใดๆทั้งสิ้น และพร้อมจะต่อสู้เคียงข้างประชาชนทันทีในการต่อต้านการกระทำมิชอบที่มีผลต่อการส่งเสริมให้เกิดโอกาสการทุจริตคดโกง
    
              3. องค์กรฯ เชื่อมั่นว่าการคัดค้านครั้งนี้ เป็นการกระทำที่ถูกต้องตามหลักกฎหมายสากล และเป็นไปอย่างสันติวิธี โดยไม่ได้ใช้ความรุนแรงหรือก่อเหตุการณ์ความไม่สงบกับประเทศแต่อย่างใด ดังนั้นหากประชาชน นิสิต นักศึกษาผู้ซึ่งที่ทำหน้าที่พลเมืองของประเทศที่ออกมาเรียกร้องความถูกต้อง ในการต่อต้านคอร์รัปชัน ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำที่ไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม องค์กรฯ พร้อมที่จะออกมาปกป้องประชาชน และจะเรียกร้องให้นานาชาติเห็นถึงการกระทำที่ไม่ยุติธรรม และจะประณามการกระทำดังกล่าวไปทั่วโลก ซึ่งองค์กรฯ หวังว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น และขอยืนยันว่าจุดยืนขององค์กรฯ คือการต่อต้านคอร์รัปชัน ไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง
    
              4. องค์กรจะดำเนินการต่อต้านคอร์รัปชันต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะถึงแม้ว่ารัฐบาลจะประกาศยกเลิกร่างกฎหมายพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าการโกงกินจะหมดไป ยังมีโครงการของรัฐบาลอีกมากมายที่สังคมยังเคลือบแคลง เช่น เช่นโครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลขาดทุนปีละ  2 แสนล้านบาท เงินงบประมาณป้องกันน้ำท่วม 3.5 แสนล้าน โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศงบประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท และโครงการอื่นๆ
    
              5. องค์กรฯ ขอยืนยันอีกครั้งว่าจุดยืนขององค์กรฯ ไม่ใช่การต่อต้านรัฐบาล หรือต่อต้านการปรองดอง แต่คือการต่อต้านคอร์รัปชัน แม้ว่ารัฐบาลจะแถลงการณ์ยกเลิกพ.ร.บ. แต่กลับไม่ทำให้การชุมนุมคลี่คลาย เสียงของประชาชนแสดงให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่น ในความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล  องค์กรฯ จึงต้องการให้รัฐบาลทบทวนบทบาทของตนเอง และพิจารณาเร่งออกมาตรการ และปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน อีกทั้งต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจให้กับกระบวนการยุติธรรมของประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนคนไทยและสังคมโลก ให้เห็นถึงความชอบธรรมในการบริหารประเทศ
    
              โดย ในวันจันทร์ที่ 11 พ.ย.นี้ จะเดินสายไปยื่นหนังสือคัดค้าน พ.ร.บ.ฉบับนี้ ที่สถานทูตของสหภาพยุโรป และประเทศอื่นๆต่อไป ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดในแผนการดำเนินงานขององค์กรฯ ต่อจากนี้ไป จึงขึ้นอยู่กับท่าทีของรัฐบาล ซึ่งองค์กรฯ ประชาชนคนไทยและสังคมโลก ทุกคนรอบทพิสูจน์จากการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและความจริงใจของรัฐบาลในการขจัดการคอร์รัปชันให้หมดไปจากประเทศไทย และกู้ชื่อเสียงศักดิ์ศรีของประเทศชาติกลับคืนมา
    
              ทั้งนี้ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ขอขอบคุณพลังเสียงของคนไทยทุกคนที่ออกมาร่วมยืนหยัดต่อสู้การคัดค้านล้างผิดคดีโกงในพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศที่พลังมวลชนได้ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านความไม่ชอบธรรม และคัดค้านการล้างผิดคดีโกงโดยไม่ได้มีการปลุกระดม หากเกิดขึ้นด้วยจิตสำนึกรู้ผิดรู้ชั่วและความห่วงใยในอนาคตของประเทศ
    
              อย่างไรก็ตาม การที่องค์กรฯ ได้ดำเนินการส่งจดหมายคัดค้านไปยังสถานทูตนานาชาติ และได้มีการยื่นแถลงการณ์ คัดค้านกฏหมายที่ให้โอกาสล้างความผิดจากการทุจริตคดโกงต่อสถานเอกอักคราชทูตสหรัฐอเมริกา สวีเดน สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และองค์การสหประชาชาตินั้น เพื่อต้องการให้นานาชาติเห็นว่าองค์กรฯ มีความตระหนักถึงปัญหาคอร์รัปชันซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจและการลงทุน  อีกทั้งยังต้องจับตาท่าทีของรัฐบาลไทยในการดำเนินการเรื่องการปฏิบัติตามอนุสัญญาขององค์การสหประชาชาติเพื่อการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. 2003 (UNCAC 2003) ซึ่งในการยื่นคัดค้านต่อบรรดาสถานทูตต่างๆ นั้น ได้รับการสนับสนุนจากนานาประเทศเป็นอย่างดี ในการรับเรื่องพิจารณาและหารือแนวทางการจับตาการทำงานของภาครัฐ
    
              ส่วนความคืบหน้าการลงชื่อคัดค้านล้างผิดคดีโกงผ่านเว็บไซต์ Change.org นับเป็นปรากฏการณ์แรกของประเทศไทยที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม  ปัจจุบัน ณ เวลา 12.00 วันที่ 8 พ.ย. มีผู้ลงชื่อคัดค้านมากกว่า 596,586 คน เป็นการแสดงการมีส่วนรวมของเสียงประชาชนที่สูงสุดเท่าที่เคยมีการรณรงค์กันมา ซึ่งเมื่อครบ 1 ล้านเสียง ทางองค์กรฯ จะนำไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญและวุฒิสมาชิก  เพื่อตอกย้ำว่าประชาชนผู้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่มีผู้ใดยอมรับการล้างผิดคดีโกง