ข่าว

'วิสุทธิ์'ลั่น'ขอกลับไปทำนาที่บ้านนอก'

'วิสุทธิ์'ลั่น'ขอกลับไปทำนาที่บ้านนอก'

08 พ.ย. 2556

'วิสุทธิ์'เอาตำแหน่งรับประกัน คำพูด 'พรรคเพื่อไทย' ไม่ยืนยันร่างกม.ล้างผิดสุดซอย หากกลับคำพร้อม'ลาออกกลับไปทำนาที่บ้านนอก' 'มศว'แนะนัดชุมนุมคงยังไม่พอต้องเฝ้าดู

               8 พ.ย.56 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 เรียกร้องให้ ส.ว.เข้าร่วมการประชุมวุฒิสภา นัดพิเศษ ในวันนี้ ที่จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ วาระแรก ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า จะมีการคว่ำร่างกฎหมายดังกล่าวออกจากการพิจารณาเสมือนเป็นการดึงฟืนออกจากกองไฟ และทำให้ประเทศชาติสงบ ส่วนที่หลายฝ่ายตั้งข้อกังขาว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่ทำตามคำพูด คือ ไม่ยืนยันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หลังจากพ้น 180 วันนับแต่ที่ส.ว.มีการลงมติไม่รับหลักการของร่างกฎหมายนั้น ตนขอเอาตำแหน่ง ส.ส.เป็นเดิมพัน หากพรรคกลับมติและยืนยันร่างกฎหมาย ตนจะลาออกกลับไปทำนาที่บ้านนอก

 

'มศว'แนะนัดชุมนุมคงยังไม่พอต้องเฝ้าดูส.ว.ว่าแก้ไขหรือไม่

              ว่าที่ร้อยเอก ดร.วฤษฏิ์ อินทร์มา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกฎหมาย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า การชุมนุมของประชาชนในพื้นที่หลายๆ ถือเป็นกระแสที่ดี แต่ไม่ได้มีส่วนที่จะทำให้รัฐบาลหยุดพ.ร.บนิรโทษกรรม ตอนนี้เมื่อเรื่องกลับไปสู่สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งมี 3 แนวทางคือ ยอมรับ คว่ำ และยอมรับหลักการและแก้ไข ประเด็นที่จะยอมรับคงไม่มีโอกาส ส่วนถ้าเลือกแนวทางการคว่ำ จะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเขนว่าห้ามยกขึ้นมาพิจารณาใน 180 วัน แต่หลังจากนั้นถ้าสมาชิกสภาราษฏร (ส.ส.)แค่ 20 คน สามารถเสนอร่างพ.ร.บ.ฉบับไหนก็ได้ ถือเป็นฉันทานุมัติ แล้วส.ส.จำนวน 500 คน พิจารณาสนับสนุนเกินครึ่ง เป็นการเห็นชอบและเราจะทำอะไรไม่ได้

              การที่ประชาชนออกมาชุมนุมเป็นจำนวนมากในหลายๆ พื้นที่ทั้งกทม.และต่างจังหวัด ตนมองว่าเป็นประโยชน์และจะเป็นประโยชน์ในกรณีที่ส.ว.ต้องรับหลักการ พอรับหลักการแล้วแก้ไข และต้องตัดในสิ่งที่ประชาชนไม่ต้องการให้มีในพ.ร.บ.ออกไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มทหาร คนที่จะได้รับการนิรโทษกรรมคือประชาชน คนอื่นๆ ที่ยังดูหมิ่นเหม่ยังไม่ควร ในพ.ร.บ.ฉบับนี้ต้องนิรโทษกรรมให้ประชาชนได้รับการนิรโทษ อะไรที่ไม่เกี่ยวกับประชาชนให้แยกออกไปและตัดทิ้งไป

              “หากถ้ามีคนบอกว่านักการเมืองก็คือประชาชนคนหนึ่งและจะขอนิรโทษกรรม ผมไม่เห็นด้วย เมื่อไหร่ก็ตามที่เราใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญคือ คน แต่คนอย่างเช่นข้าราชการ นักการเมือง แม้เขาจะเป็นประชาชนก็จริง แต่เขามีอำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในตัวเอง สิทธิของเขาไม่ใช่สิทธิประชาชนโดยแท้ เป็นสิทธิในการแสวงหาอำนาจด้วย ในประมวลกฎหมายอาญามันจึงเขียนเอาไว้ว่า เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือพนักงานปฏิบัติละเว้นโดยมิชอบ เพราะฉะนั้นคนๆ นี้จึงไม่ใช่สิทธิโดยแท้ ฉะนั้นมันจึงต้องแยกออกจากกันระหว่างการนิรโทษกรรมให้ประชาชนและบรรดาผู้มีอำนาจ หน้าที่ ดังนั้นหน้าที่ประชาชนต้องบอกให้ส.ว. ยอมรับหลักการและแก้ไขในส่วนที่ประชาชนไม่ต้องการออกไป จากนั้นก็จะย้อนกลับมาที่ส.ส.ว่า ส.ส.จะยอมรับหรือไม่ ถ้าส.ส.ไม่ยอมรับ ต้องตั้งกรรมาธิการร่วม ในสัดส่วนที่เท่ากัน แล้วพิจารณาร่วมกัน จึงได้มาเป็นกฎหมาย 1 ฉบับ ยังต้องย้อนกลับไปให้ส.ส.และส.ว.ดูอีกครั้ง ถ้าส.ส.และส.ว.ดูและต่างก็ยอมรับเหมือนกัน ถือเป็นการเสร็จสิ้นในกระบวนการ แต่ถ้าส.ว.ไม่ยอมรับแต่ส.ส.ยอมรับก็ถือว่าส.ส.ชนะอยู่ดี" ว่าที่ร้อยเอก ดร.วฤษฏิ์  กล่าวและว่า

              ตอนนี้ประชาชนต้องออกมาบอกว่า ประชาชนต้องการอย่างที่ส.ว.มีมติและต้องบอกว่าห้ามส.ส.ไปแก้ไขอะไรอีกแล้ว แล้วส.ส.ก็ต้องยอมรับ เมื่อยอมรับนายกรับมนตรีก็จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ตนคิดว่าก่อนจะมีการทูลเกล้าฯคงจะมีประชาชนไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ขัดหรือไม่ขัด ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องวินิจฉัยแล้วกรองอีกรอบ ก่อนจะทูลเกล้าฯ พระบามสมเด็จพระเทจ้าอยู่หัว ยังมีพระราชอำนาจยับยั้งอีกรอบหนึ่ง แต่เราคงไม่ทำทำให้ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท

              ว่าที่ร้อยเอก ดร.วฤษฏิ์ อินทร์มา กล่าวอีกว่า ในขณะที่ประชาชนร่วมชุมนุมเพื่อยับยั้งพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นจำนวนมาก เราจะต้องทำให้มันเสร็จสิ้นลง และต้องมุ่งไปที่เรื่องการนิรโทษกรรมประชาชนเท่านั้น คราวนี้เราจะเห็นว่าพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่มันเกี่ยวข้องกับนักการเมือง เมื่อส.ส.หยิบขึ้นมา ส.ส.จะมีปัญหา และไม่สามารถนำประชาชนมาบังหน้าได้อีกแล้ว แล้วเราก็จะเห็นว่าส.ส.รับใช้ใคร

              ตอนนี้ฝ่ายค้ายเตรียมจะยืนต่อศาลรัฐธรรมนูญว่ากระบวนการพิจารณาพ.ร.บ.นิรโทษกรรมไม่ชอบ ฝ่ายวาระ 1 วาระ2 วาระ3 ด้วยความเร่งรีบ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 บอกว่า กระบวนการพิจารณาอะไรก็ตามต้องทำตามหลักนิติธรรม คือทำอะไรก็ได้ที่ไม่เกิดความเสียหาย แต่เมื่อพ.ร.บ.ผ่านวาระ2 วาระ3 ในคืนเดียวกันคำถามคือทำไม่ต้องเร่ง ที่เร่งมีเหตุทำเป็นอะไร แต่เมื่อเร่งเพราะไม่อยากให้ฝ่ายค้านแปรญัตติ ยิ่งทำให้เห็นว่าไม่มีความชอบธรรมตามหลักนิธิธรรม เทียบเคียงกันถ้าเมื่อไหร่ส.ว.ยอมรับและส.ว.เร่งโดยให้เหตุผลว่าจำเป็นด้วยเหตุต้องการแก้ไขความขัดแย้งในสังคม จะเป็นเหตุผลที่อาจจะรับได้ แต่ถ้าเป็นกระบวนการเดียวกันแล้วเร่งๆ โดยไม่มีเหตุผลและต้องการให้เรื่องที่เกิดขึ้นจบ จบลงไป อย่างนี้มีปัญหา เหตุผลจึงต้องชัดและต้องอยู่บนหลักนิติธรรม อย่างในวันที่ 7 พ.ย.2556 ประธานวุฒิสภา ออกมาเลื่อนการประชุมจากวันที่ 11 พ.ย.56 มาเป็นวันที่ 8 พ.ย.56 ซึ่งเป็นการเร่งให้เร็วขึ้น

              ตนยังไม่แน่ใจว่าองค์ประชุมมีจำนวนครบหรือไม่ ในช่วงนี้ส.ว.สรรหาไม่อยู่กัน โอกาสนี้จึงเป็นโอกาสของส.ว.เลือกตั้ง แล้วประธานวุฒิยังพูดว่า ส.ว.สรรหาคนไหนที่ไม่เข้ามาประชุมในวันที่ 8 พ.ย.2556 ถือเป็นส.ว.ที่ไม่พัฒนาประเทศ ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นคำพูดที่ไม่ค่อยดีอย่างยิ่ง เนื่องจากมีการนัดหมายกันในวันที่ 11 พ.ย.2556 แต่มีการเลื่อนให้เร็วขึ้นอย่างกะทันหัน ตรงนี้เป็นเกมล์การเมืองที่ต้องชิงไหวชิงพริบกัน แต่อย่างไรก็ตามต้องตอบให้สังคมรู้ว่าเพราะอะไรต้องเร่ง

              “ตอนนี้ผมว่านิสิต นักศึกษา ครูอาจารย์ นักวิชาการ คนในวัยทำงาน ต้องร่วมกัน โดยกลุ่มนิสิต นักศึกษาเป็นกลุ่มที่น่าสนใจเพราะพวกเขามีแรงกายแรงใจ และมีแรงบันดาลใจมากมาย แต่เราต้องให้ข้อมูลกับกลุ่มนิสิตนักศึกษาให้เขาเข้าใจถูกต้องว่า การออกมาคัดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเราคัดค้านฉบับนี้ แต่เราไม่คัดค้านในฉบับที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และต้องสนับสนุนที่มีการนิรโทษประชาชนเพื่อให้ปรองดองในระดับล่าง แต่ในระดับบนคนมีอำนาจเราต้องไม่ยอมรับ สิ่งที่นิสิต นักศึกษา ครูอาจารย์และคนทำงานต้องทำคือหาข้อมูล พูดคุยกันจากนั้นเอาข้อมูลที่ถูกต้องบอกคนอื่นๆ ให้รับรู้รับทราบด้วย โดยอาจเริ่มจากคนในครอบครัว เพื่อนและขยายออกไปให้มากขึ้น"  ว่าที่ร้อยเอก ดร.วฤษฏิ์  กล่าว