
ยืนคุก8เดือน!'บก.เว็บประชาไท'หมิ่น
ศาลอุทธรณ์ยืนคุก 8 เดือน 'บก.เว็บประชาไท'หมิ่นเบื้องสูง ปรับ 20,000 บาท รอลงอาญา 1 ปี
8 พ.ย.56 เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.1167/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้ดูแลเว็บไซต์ (เว็บมาสเตอร์) ประชาไท อายุ 41 ปี เป็นจำเลยนความผิดฐาน กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 และ 15
โดยคดีนี้อัยการยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2553 ระบุความผิดจำเลย สรุปว่า เมื่อวันที่ 15 เม.ย. - 3 พ.ย.2551 ต่อเนื่องกัน จำเลยซึ่งเป็นผู้ดูแล (Web master) เว็บไซต์ประชาไท ได้จงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการโพสต์ข้อมูลที่มีเนื้อหาเป็นการดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร จำนวน 10 กระทู้ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งอยู่ในความควบคุมของจำเลย เหตุเกิดที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แขวงจอมพล เขตจตุจักร, แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร และทั่วราชอาณาจักรไทย เกี่ยวพันกัน จำเลยให้การปฏิเสธ
ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2555 ว่า จำเลยมีความผิด ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯ มาตรา 14 อนุ 3 และ 15 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 30,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาบ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยไว้เป็นเวลา 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท และเนื่องจากจำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญา 1 ปี ต่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานหนักและไม่รอการลงโทษ ขณะที่จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดี
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้ว เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ดูแลเว็บไซต์ประชาไท มีหน้าที่เก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์และมีความใกล้ชิดกับเนื้อหาข้อมูล แต่จำเลยกลับยินยอมให้มีการนำข้อความอันไม่เหมาะสมมาเผยแพร่ลงบนเว็บไซต์ เห็นว่าหากจำเลยใส่ใจในการตรวจสอบตามหน้าที่ หากพบข้อมูลที่ไม่เหมาะสมก็ควรจะต้องลบทิ้งออกไปตามกรอบระยะเวลาที่สมควร แต่จำเลยกลับปล่อยให้มีข้อมูลที่ไม่เหมาะสมเผยแพร่อยู่บนเว็บไซต์ถึง 9 ครั้ง รวมเป็นระยะเวลาถึง 20 วัน แม้จำเลยจะอ้างหลังการรัฐประหารปี 2549 มีประชาชนมาใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า มีผู้โพสต์ข้อความถึงวันละกว่า 1 ล้านข้อความ ทำให้เจ้าหน้าที่กลั่นกรองตรวจสอบไม่เพียงพอ แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เข้าตรวจสอบข้อมูลในเว็บไซต์ประชาไท พบว่า มีเนื้อหาข้อความหมิ่นสถาบันถึง 4 ครั้ง วันที่ 1 ส.ค.2551 , 25 ส.ค.2551 , 23 ก.ย.2551 และ 24 ก.ย.2551 ซึ่งได้ส่งจดหมายถึงจำเลยในฐานะผู้บริหารเว็บไซต์แล้ว 4 ฉบับ ประกอบกับจำเลยมีอายุ 41 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนมาโดยตลอด จึงควรตระหนักว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักของประเทศชาติและสังคมไทยเพื่อไม่ให้สังคมแตกแยก การดูแลปกป้องสถาบันจึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน ซึ่งจำเลยควรจะต้องดูแลเอาใจใส่มากกว่านี้ โดยอาจจะจัดหาลูกจ้างผู้ดูแลเพิ่มเติมหรือโปรแกรมคัดกรองข้อความที่ไม่เหมาะสมในฐานะผู้ควบคุมดูแลเว็บไซต์ แต่จำเลยกลับไม่กระทำการดังกล่าวและยินยอมให้ข้อมูลปรากฏขึ้นบนเว็บไซต์เป็นเวลานาน จึงมีความผิดตาม ม.14 อนุ 3 และ มาตรา 15 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ
ส่วนโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานหนักและไม่รอการลงโทษนั้น เห็นว่า กฎหมายได้กำหนดอัตราโทษไว้ให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 1 ปี และปรับ 30,000 บาท แต่ทางนำสืบจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีจึงลดโทษให้ 1 ใน 3 นั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจากพฤติการณ์แห่งคดีถือว่าเหมาะสมแล้ว
ส่วนที่โจทก์ขอไม่ให้รอการลงโทษ เห็นว่า คดีนี้จำเลยมีความผิดในฐานะตัวกลาง คือ เป็นผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ไม่ใช่เป็นผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตที่กระทำการโพสต์ ที่มีความผิดโดยตรงตามความมุ่งหมายกฎหมายที่จะให้ได้ตัวมารับโทษ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจควรจะติดตามจับกุมผู้ที่โพสต์ข้อความไม่เหมาะสมมารับโทษ ประกอบกับจำเลยไม่เคยได้รับโทษมาก่อนจึงสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้รอการลงโทษนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเหมาะสมแล้ว
อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน
ภายหลัง น.ส.จีรนุช ผู้ดูแลเว็บไซต์ประชาไท กล่าวว่า เนื่องจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาตามศาลชั้นต้น ตามกฎหมายหากจะยื่นฎีกาจะต้องขออนุญาตจากผู้พิพากษาก่อน ซึ่งน่าจะมีความยุ่งยาก ขณะที่ ส่วนตัวคิดว่าไม่ติดใจที่จะยื่นฎีกาอีก เนื่องจากที่ผ่านมาต้องใช้เวลา 3-4 ปี ในการมาขึ้นศาล อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ก็จะทำหน้าที่ของตัวเองในการดูแลเว็บไซต์ประชาไทต่อไป



