ข่าว

มองข้ามม็อบ'พท.-ปชป.'ใครได้ใครเสีย

มองข้ามม็อบ'พท.-ปชป.'ใครได้ใครเสีย

08 พ.ย. 2556

มองข้ามม็อบ'เพื่อไทย-ปชป.'ใครได้ใครเสีย : ศรายุทธ สายคำมีรายงาน

              ดูเหมือนว่า ถ้อยแถลงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มีขึ้นในช่วงบ่าย ภายหลังผู้ชุมนุมได้ย้ายสถานที่ชุมนุมมาประชิดทำเนียบรัฐบาลนั้นแทบจะไม่ได้ทำให้สถานการณ์การชุมนุมคลี่คลายลงได้เลย ถึงแม้ว่า นายกรัฐมนตรีจะยืนยันอีกครั้งว่า ได้ขอให้ถอนร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนิรโทษกรรมทั้ง 6 ฉบับ ออกจากวาระการประชุมสภาแล้ว และจะไม่แตะต้องร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่อยู่ในชั้นวุฒิสภาอีกต่อไป

              พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลแสดงให้เห็นว่าถอยจน "เกือบ" สุดทาง เพราะเล็งเห็นแล้วว่า การชุมนุมของประชาชนในประเทศ ขอย้ำ..ประชาชนในประเทศกำลังลุกลามยิ่งกว่าโรคระบาด

              ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ ที่ต่อยอดประเด็นไม่ล้างผิดคนโกงได้อย่างมีเหตุมีผล ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษาที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายพากันกังวลกับหลักสูตรการศึกษาที่หากกฎหมายล้างผิดคนโกงออกมาแล้วจะพร่ำสอนลูกศิษย์กันอย่างไร นอกจากนี้ ยังมีบุคลากรแพทย์และพยาบาล รวมทั้งมวลชนในต่างจังหวัดอีกมากมาย

              จนน่าเชื่อว่า นี่คือการชุมนุมของคนไทยต่อปมปัญหาเพียงประเด็นเดียวที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาตร์เลยก็ว่าได้

              เกมการเมืองที่เลวร้ายรุนแรงแค่ไหนก็ไม่อาจปลุกเร้าพลังประชาชนคนไทยทั้งประเทศให้ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านได้มากขนาดนี้

              คนไทยไม่ให้อภัย ไม่ขอล้างผิดให้คนโกง !

              นั่นเป็นเหตุผลให้พรรคเพื่อไทยและนายกรัฐมนตรีออกมาแถลงยกเลิกผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนิรโทษกรรม เพื่อลดระดับความเข้มข้นของการชุมนุม และยังได้อีกต่อคือ ผลักภาระการดูแลมวลชน โดยเฉพาะคนเสื้อแดงที่ยังอยู่ในระหว่างการควบคุมตัวไปให้พลพรรคประชาธิปัตย์ ที่ปลุกม็อบจนเป็นสาเหตุให้ฝ่ายรัฐบาลต้องยินยอมถอนร่างกฎหมายนิรโทษกรรมออกจากสภา

              เราจึงได้เห็นการแก้เกมของประชาธิปัตย์ทั้งในเวทีรัฐสภาที่พยายามเสนอทางออกในเรื่องนี้ก็คือ ให้ วุฒิสภารับร่างแล้วตั้งกรรมาธิการเต็มสภา กำหนดเนื้อหากฎหมายช่วยเหลือผู้ที่มาชุมนุมทางการเมือง ไม่ใช่แกนนำหรือคนสั่งการ โดยให้พิจารณา 3 วาระรวด

              สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำคนสำคัญ ก็ยังเอาเรื่องนี้ไปประกาศบนเวทีที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

              เบื้องต้นประธานวุฒิสภาทำท่าว่าจะเอาด้วย แต่เมื่อหันไปทางกลุ่ม 40 ส.ว. ที่บัดนี้กลายเป็นเสียงส่วนใหญ่กลับยืนกรานว่า นั่นมันเป็นแค่เรื่อง "สับขาหลอก" ทางเดียวในวันนี้คือ คว่ำร่างกฎหมายล้างผิดคนโกง พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลยุติบทบาท เพราะขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว

              แต่จะว่าไปแล้วหากรัฐบาลจะยุบสภาในวันนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายนักสำหรับพรรคเพื่อไทย เพราะมวลชนในพื้นที่แม้จะเสียรังวัดไปบ้าง เพราะดันจนสุดซอยแล้วทำเสียเรื่อง ทำเอาญาติพี่น้องคนเสื้อแดงยังคาอยู่ในคุก แต่ฐานเสียงเดิมก็น่าจะพอเอาตัวรอด

              แต่หากปล่อยเวลาให้เนิ่นนานไปกว่านี้ ปล่อยให้โรคระบาดไม่ล้างผิดคนโกงทอดเวลาออกไปจนครบ 180 วัน สถานการณ์อาจจะเลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่

              ผู้คนในประเทศไม่ว่าจะเป็นภาคไหน อาจกลายเป็น "สิ่งแปลกปลอม" ที่ไม่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมล้างผิดคนโกง

              ต้องไม่ลืมว่า สถาบันการศึกษาแทบทุกสถาบันได้เปิดตัวต่อต้านแบบไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมกันแล้ว ข้าราชการหลายกระทรวงก็ทนไม่ไหวกับการย่ำยี "หลักนิติธรรม" กันแล้ว ที่ยังไม่ออกมาในวันนี้ นับว่าอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

              ยังไม่นับปมปัญหาที่ฝ่ายรัฐบาลทำร้ายตัวเองด้วยการบั่นทอนความน่าเชื่อถือหลายครั้งหลายครา ทั้งสับขาหลอก ปิดปากฝ่ายค้าน แล้วดันสุดซอยจนเสร็จตอนตี 4 ครึ่ง ทั้งที่เคยตกปากรับคำจะถกกัน 2 วันสำหรับร่างกฎหมายเจ้าปัญหาฉบับนี้

              ทำให้ในวันนี้ คำพูดของ นายกรัฐมนตรี มีคนเชื่อถือน้อยลงทุกขณะ

              ยิ่งบอกว่าถอนร่างกฎหมาย 6 ฉบับ แต่ฉบับตัวการนั้นยังคาอยู่ที่วุฒิสภา ยังต้องรออีก 180 วันถึงจะส่งกลับมายังสภาผู้แทนราษฎร ถึงวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่า เมื่อส่งกลับมาแล้ว ประธานที่ประชุมถามสมาชิกว่า ติดใจอะไรกับการยับยั้งร่างกฎหมายฉบับนี้ของวุฒิสภาหรือไม่ (ถ้าวุฒิสภาคว่ำจริง) แล้วเกิดเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎรกลับลำ เพราะเห็นว่าม็อบอ่อนแรงแล้ว เลยฉวยโอกาสเดินสุดซอย

              พูดง่ายๆ บอกว่าถอย แต่คนเขาไม่เชื่อว่าถอยจริง !

              เพราะนี่คือหนทางเดียวที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นพี่ชาย จะได้กลับบ้านอย่างเท่ๆ ไร้มลทินติดตัว

              สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ถึงแม้ว่าจะปลุกมวลชนจน "จุดติด" แต่ก็ใช่ว่าจะพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า นั่นเป็นผลงานของพรรค เพราะหากภาคเอกชนไม่มากระตุ้นในเรื่องไม่ล้างผิดคนโกง กลิ่นอายการเมืองคงจะอบอวลจนยากจะเรียกมวลชนได้มากมายขนาดนี้

              ที่สำคัญก็คือ ต่อให้การชุมนุมได้รับชัยชนะ และสุดท้ายมีการเลือกตั้งใหม่ ก็ใช่ว่าผู้คนที่ออกมาชุมนุมที่นั่นที่นี่จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์จนถล่มทลายเหมือนกับที่เคยเลือกพรรคไทยรักไทย

              ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ การสลายความเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทย โดยใช้ปม "ล้างผิดคนโกง" ให้ซึมซับไปในหัวใจคนไทยทั้งประเทศ

              เมื่อแกนนำคนเสื้อแดง รวมทั้งนักวิชาการแดงเริ่มแสดงท่าทีชัดเจนแล้วว่า การพึ่งพิงทุนใหญ่อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นไม่อาจนำพาไปสู่วันที่ฟ้าสีทองผ่องอำไพ...ได้ นั่นย่อมเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับประชาธิปัตย์

              เช่นเดียวกับวันที่มวลชนเห็นว่า ปัญหาปากท้องของพวกเขาจะยังไม่ได้รับการแก้ไข ตราบใดที่อิสรภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทย ก็ย่อมเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับประชาธิปัตย์

              แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่ "สัญญาณดี" เพราะไม่ได้หมายความว่าผู้คนเหล่านั้นจะหันมาเลือกประชาธิปัตย์ ถึงกระนั้นก็ตาม การไม่เลือกประชาธิปัตย์และไม่เลือก "เพื่อไทย" แต่หันไปเลือกพรรคอื่น ก็ย่อมเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับประชาธิปัตย์เช่นกัน

......................................

(หมายเหตุ : มองข้ามม็อบ'เพื่อไทย-ปชป.'ใครได้ใครเสีย : ศรายุทธ สายคำมีรายงาน)