
ขอบคุณทุกฝ่ายที่เห็นแก่ชาติบ้านเมือง
ขอบคุณทุกฝ่ายที่เห็นแก่ชาติบ้านเมือง : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn
ดังได้เขียนเตือนรัฐบาลไปในบทความฉบับก่อน ถือว่าการออกมาแถลงต่อสาธารณชนร่วม 10 นาทีของ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลยัง "ฟังเสียงประชาชน" ซึ่งมีความหวังดีต่อชาติบ้านเมืองทุกกลุ่ม ส่วนการเสียความนิยมหรือการที่พรรคฝ่ายค้านจะได้รับคะแนนนิยมเพิ่มพูนขึ้นมา ขอให้รัฐบาลถือเป็นบทเรียนสำคัญต่อการคิดการใดในอนาคตว่า ไม่พึงตั้งอยู่บนความประมาทหรือประเมินพลังบางส่วนของภาคประชาชนต่ำเกินกว่าความเป็นจริง
โดยส่วนตัวได้แสดงความคิดเห็นผ่านทั้งคอลัมน์นี้และในหลายวาระโอกาสว่า ไม่ขัดข้องกับการมีกฎหมายนิรโทษกรรม เพราะมีความเห็นใจและเข้าใจประชาชนบางส่วน ซึ่งได้รับผลกระทบจากการถูกจับกุมดำเนินคดีอันเนื่องมาจากการชุมนุม และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนให้มีความรุนแรงขยายตัวกระทั่งมีการบาดเจ็บล้มตาย หรือแม้แต่ผู้สั่งการ ซึ่งบางฝ่ายอาจเชื่อลึกๆ ว่าอาจเอาผิดได้ยาก แต่ในเมื่อทั้ง คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศชัดเจนที่พร้อมจะขึ้นศาล ผมก็อยากทราบบรรทัดฐานและความคิดเห็นของศาลเช่นกันว่าจะมี "บรรทัดฐาน" ในเรื่องดังกล่าวอย่างไรบ้าง
ที่ผ่านๆ มา เราเบื่อหน่ายกับการกระทำความผิดโดยผู้มีอำนาจของรัฐที่พยายามแสวงหาแนวทางมาตรการเพื่อ "ลบล้างความผิดอย่างปราศจากเงื่อนไข" ทำให้สังคมขาด "การเรียนรู้" ต่อเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์การเมืองสำคัญๆ หลายต่อหลายครั้งต่างจากประเทศอื่นอีกหลายประเทศ ที่แม้จะไม่มีการเอาโทษทัณฑ์กับผู้กระทำความผิด แต่ได้มี "การชำระความ" เปิดเผยข้อมูลความจริงให้ปรากฏเพื่อให้สังคมเกิดการเรียนรู้หลาบจำและเป็น "ตัวช่วย" ในการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ผมถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคราวนี้อย่าไปคิดว่าใครได้หน้าเสียหน้า แต่อยากให้มองว่า ทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนไปตามบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ ผู้ชุมนุมได้ดำเนินการไปตามสิทธิ อยู่ในกรอบของกฎบัตรกฎหมาย สถาบันการศึกษาชั้นนำหลายแห่งมีส่วนในการสร้างบรรยากาศและกระตุ้นเตือนให้สังคมเกิดการตระหนักรู้ ผนึกกำลังร่วมกันแสวงหาทางออกทางสังคมที่น่ายกย่อง
สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นการร่วมกันเรียนรู้ "ทฤษฎีสัญญาประชาคม" ได้อีกคำรบหนึ่ง ทั้งรัฐบาลในฐานะผู้ได้รับมอบหมายจากปวงชนให้เข้ามาบริหารชาติบ้านเมืองอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม และภาคประชาชนจะต้องเข้ามาตรวจสอบการทำงานของรัฐ ให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม และเพื่อความเป็นธรรมในสังคมคงจะเร็วเกินไปที่จะกล่าวได้ว่าใครเป็น "ฮีโร่" หรือเป็นผู้แก้ไขวิกฤติการณ์ในครั้งนี้ได้ ยังต้องจับตามองไปที่วุฒิสมาชิกว่าจะดำเนินการต่อร่างกฎหมายดังกล่าวอย่างไร
การเปิดให้ "ฟรีโหวต" เชื่อว่าสังคมจะจับตามองและจดจำการทำหน้าที่ของแต่ละบุคคลไว้อีกนานเท่านาน จึงขอให้ท่านทั้งหลายมีความรอบคอบระมัดระวังและช่วยกันเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ทางการเมืองไทย ที่ทุกฝ่ายในเวลานี้ทั้งรัฐบาลและทุกภาคส่วน หากช่วยกันหาทางแก้ไขวิกฤติของชาติบ้านเมืองได้สำเร็จ ย่อมถือเป็นวีรบุรุษตัวจริงเสียงจริงด้วยกันทุกฝ่าย



