ข่าว

สติ

สติ

08 พ.ย. 2556

สติ : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล

             ณ นาทีนี้ ที่กระแสต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอยหรือยกเข่งกำลังแพร่สะพัดไปในวงกว้าง โดยมีประชาชนออกมาร่วมชุมนุมเพื่อคัดค้าน พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นจำนวนมาก ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด นั้น สิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการต่อสู้ก็คือการมีสติ

             สติที่จะตระหนักรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ และผลที่จะติดตามา สติที่จะย้ำเตือนถึงเหตุอันเป็นที่มาของสิ่งที่ตนกำลังกระทำ และสติในการใคร่ครวญ ยับยั้งชั่งใจ ไม่ไหลเรื่อยไปตามกระแสซึ่งบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไปจากเจตนารมณ์ที่แท้จริงของตน และสติย่อมก่อให้เกิดสันติ อันเป็นแนวทางของการต่อสู้แบบอหิงสา และเป็นที่ปรารถนาของสังคม แต่หากขาดสติเสียแล้ว ย่อมยากที่จะเกิดสันติได้ และการขาดสติจะนำไปสู่ความรุนแรง และการสูญเสียที่มิอาจประเมินได้

             เราต้องยอมรับความจริงประการหนึ่งว่า คนที่มาร่วมชุมนุมนั้น แม้ส่วนใหญ่จะมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ จากจิตสำนึกและความรู้สึกในทำนองเดียวกัน โดยมิได้มีประโยชน์ส่วนตนหรือเจตนาอื่นเคลือบแฝง แต่ก็มีบางคนที่อาจจะคิดอะไรนอกเหนือไปจากนี้ และฉวยโอกาสใช้การชุมนุมอันบริสุทธิ์เป็นเครื่องมือไปสู่สิ่งที่เขาต้องการ

             การเมืองไทยในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมานั้น วนเวียนเป็นวัฏจักรซ้ำๆ ซากๆ จากการมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สู่ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ความวุ่นวายทางการเมือง รัฐประหาร แล้วก็กลับไปสู่รอบใหม่ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อจบลงด้วยปัญหาและความวุ่นวายเช่นเดิม เหมือนละครน้ำเน่า แต่ที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างมากก็คือ ตัวละครในละครการเมืองไทยนั้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนหน้าเดิม หรือกลุ่มเดิมๆ ที่แสดงบทบาทเดิมๆ แต่คนไทยก็ยังทนดูละครโรงเก่าที่เล่นเรื่องเก่าๆ อยู่ได้เรื่อยๆ

             การที่พี่น้องประชาชนออกมาแสดงประชามติคัดค้านการกระทำที่ไม่ถูกต้องของรัฐบาลและ ส.ส.นั้น เป็นสิ่งที่ถูกที่ควรตามระบอบประชาธิปไตย ทั้งเป็นสิทธิและหน้าที่โดยชอบธรรม แต่การที่นักการเมืองจะสวมรอยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้นเป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งประชาชนพึงต้องมีสติเพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อปลายเบ็ดของนักการเมืองประเภทชุบมือเปิบ เพราะผลประโยชน์และเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนกับนักการเมืองนั้น มักจะแตกต่างกันเสมอ

             ผมเชื่อว่าไม่มีประชาชนที่ออกมาร่วมชุมนุมคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคนใด ต้องการเห็นความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้านเมืองอันเป็นที่รักของเรา แต่ผมไม่เชื่อใจนักการเมืองไม่ว่าหน้าไหนทั้งนั้น ว่าพวกเขาจะรักบ้านเมืองเท่ากับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อย้อนกลับไปมองเหตุการณ์ทางการเมืองของไทยในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา

             ดังนั้น เพื่อมิให้เป็นการเตะหมูเข้าปากหมา หรือปิดประตูตีหมาป่าแล้วเปิดประตูรับหมาจิ้งจอกเข้ามาในบ้าน จึงขอให้พี่น้องประชาชนมีสติในการแสดงจิตสำนึกในทางการเมือง และใช้สติในการพิจารณาข้อมูลข่าวสารต่างๆ ไม่ปล่อยตัวให้เรื่อยไหลไปตามกระแสที่ถูกปลุกปั่น ทั้งนี้ ก็เพื่อให้การชุมนุมอันบริสุทธิ์เป็นไปโดยสันติ

             ซึ่ง สติ สันติ และความบริสุทธิ์ใจ จะเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ในการต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกไม่ต้อง และความชั่วร้ายทั้งปวง