ข่าว

ไม่คิดว่า'วันสุดท้าย'จะมาถึงเร็วเท่านี้

ไม่คิดว่า'วันสุดท้าย'จะมาถึงเร็วเท่านี้

07 พ.ย. 2556

บทเรียนชีวิต ไม่คิดว่า'วันสุดท้าย'จะมาถึงเร็วเท่านี้ : คอลัมน์เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เรื่อง-สุชาติ สูงเรือง // เรียบเรียง-เสาวลักษ์ คงภัคพูน

                ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศเย็นสบาย สายลมเอื่อยๆ หอมข้าวในท้องทุ่ง ผ่านเข้ามาให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงความสุขที่ล่องลอยมาในสายลมแสงแดด เป็นธรรมชาติที่เกิดมาคู่กับโลกใบนี้ หมุนผ่านวัน เวลาไปเรื่อยๆ

                แต่สำหรับ "สุลาวัลย์ (สุ) อาร์เทมอป" ในวัย 40 ปี กลับรับรู้ถึงสายลมหนาวของเดือนตุลาคมในอีกด้านหนึ่ง ด้านที่หนาวยะเยือกจนรู้สึกอ้างว้างเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ของชีวิตที่ผ่านมาในเดือนตุลาคมปี 2555 น้ำตาก็ไหลพร่างพรู หัวใจยังเย็นเฉียบกับข่าวร้ายที่ปลายทางแจ้งว่า "อีกอร์ อาร์เทมอป " สามีวัย 53 ปีของเธอเสียชีวิตแล้วที่บ้านเกิดในประเทศรัฐเซีย ด้วยอาการป่วยของมะเร็งกระดูก

               แม้จะทำใจมาระยะหนึ่ง แต่เมื่อมัจจุราชเดินทางมาถึงคงยากที่ใครจะยอมรับความจริงได้ ชีวิตคู่ของ "สุ-อีกอร์ " สิ้นสุดสถานะลงตั้งแต่วันนั้น มีเพียงลูกน้อยที่ขณะนั้นเพิ่งจะขวบเดียว เป็นสิ่งมีค่าที่สามีทิ้งไว้ให้เท่านั้น

                ชะตาชีวิตของ "สุ" มิใช่เพียงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเท่านั้น ยังมีขวากหนามมากมายผ่านเข้ามาอยู่เสมอ สาวน้อยลูกข้าราชการ ซึ่งน่าจะมีความเป็นอยู่อย่างชนชั้นกลาง แต่ "ความตาย" ก็เข้ามาให้เธอรู้จักลิ้มรสของมันเป็นครั้งแรก เมื่อต้องสูญเสียพ่อไปอย่างกะทันหัน ครอบครัวที่เหลือกันอยู่เพียง 3 คน แม่ พี่สาวและตัวเธอ จึงเคว้งคว้างในวันไม่มีเสาหลัก เพราะพ่อคือทุกอย่างในบ้าน

                การเรียนก็ต้องสะดุด หยุดอยู่แค่ชั้น ม.3 จึงต้องจากบ้านในจังหวัดอำนาจเจริญ ไปทำงานห้างสรรพสินค้าที่กรุงเทพฯ มีหนุ่มๆแวะเวียนมาขอคบหา แต่เธอปฏิเสธ ด้วยกลัวว่าจะได้ผู้ชายที่มีแต่เปลือก ยิ่งจะสร้างภาระให้เธอและครอบครัว อยู่คนเดียว ดูแลตัวเองได้ก็น่าจะพอแล้ว

                แต่เมื่อช่วงเวลา "วัยรุ่น" ของเธอผ่านไป วัยสาวก็กำลังจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว อายุเข้าสู่เลข "3" ความคิดก็เริ่มเปลี่ยน อยากหาเพื่อนที่รู้ใจเข้าใจมาช่วยดูแลกันไปจนแก่เฒ่า สุจึงเริ่มเปิดใจกว้าง เปิดตามองคนที่เข้ามาทำความรู้จักมากขึ้น แต่ก็ยังไม่พบคนที่ถูกใจเสียที

                จวบจนเลข "3" กำลังจะโบกมือลา วันหนึ่งสุไปเที่ยวที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน ขณะกำลังเดินเที่ยวเพลินๆ ในคณะทัวร์ รู้สึกได้ว่าเหมือนมีคนแอบมอง เมื่อมองตอบก็พบฝรั่งผมทองคนหนึ่งส่งยิ้มมาให้ เป็นธรรมชาติของคนไทยเมื่อยิ้มมาก็ยิ้มตอบรับไมตรี มิตรภาพจึงเริ่มขึ้นนับแต่บัดนั้น

               "อีกอร์" ผู้ตรวจบัญชีสถาบันการเงินแห่งหนึ่งในประเทศรัสเซีย เดินทางมาท่องเที่ยวเพื่อรักษาแผลใจจากการหย่าร้างกับคู่ชีวิตมาหมาดๆ เห็นสาวไทยพูดคุยกับเพื่อน มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ทำให้โลกนี้สดใสขึ้น จึงอยากรู้จัก ยิ่งเมื่อได้พูดคุยด้วยทำให้ความทุกข์ที่มีอยู่บรรเทาลง เหมือนได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทาง

               คบหากันแค่ปีเดียวทั้งคู่ก็รู้สึกว่า "ใช่" อีกอร์จึงพาครอบครัวเดินทางมาขอสาวไทยแต่งงานที่บ้านเกิดใน จ.อำนาจเจริญ จดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายและประเพณี ด้วยหวังว่าทำงานเก็บเงินอีกระยะหนึ่งแล้วจะเกษียณก่อนกำหนดมาปักหลักใช้ชีวิตในชนบทเมืองไทยที่มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย อากาศดี ผู้คนเป็นมิตร ทั้งสองไม่ได้คิดเผื่อไว้เลยว่าวันเวลาที่จะได้ใช้ชีวิตด้วยกันมันสั้นนัก

                "ช่วงแต่งงานใหม่ๆ มีความสุขมาก ไปฮันนีมูนกัน 1 เดือน แล้วเขาก็กลับไปทำงาน จะกลับมาหาทุกครั้งที่มีโอกาส กระทั่งท้องและคลอดลูกชายในช่วงปลายปีถัดมา เขาดีใจมากเห่อลูก กลับมาหาบ่อย พาไปเที่ยวกันอย่างมีความสุข ไปทะเลไปไหนด้วยกันต้องขึ้นเครื่องบินทุกครั้ง ไม่อยากให้ลูกเมียเหนื่อย เขามีความสุข กอดหอมลูกน้อยตลอดเวลา เตรียมวางแผนจะพาลูกเมียไปอยู่ที่รัสเซียด้วยกัน ลาออกจากงานเมื่อไหร่ค่อยกลับมาที่อำนาจเจริญ แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น"

                จู่ๆ อีกอร์มีอาการปวดหลังอย่างรุนแรง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ สุและญาติๆ ต้องหามส่งโรงพยาบาลอุบลราชธานี แพทย์ลงความเห็นว่าเป็นมะเร็งกระดูกระยะสุดท้าย น้ำตาของอีกอร์ร่วงพรู เมื่อรู้ว่าตัวเองจะไม่มีโอกาสได้อยู่กับลูกและเมียอีกแล้ว อาการของอีกอร์เริ่มทรุด เขาตัดสินใจให้ลูกเมียพาเดินทางกลับไปรักษาตัวที่บ้านเกิดประเทศรัฐเซีย หวังใช้ชีวิตบั้นปลายสุดท้ายกับครอบครัว

               "สุ" เฝ้าดูแลสามีอย่างดีที่สุด กราบขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวดาฟ้าดินขอให้หายป่วย เงินทองที่หามาได้ถูกนำไปรักษาอีกอร์จนร่อยหรอ สถานการณ์นับวันเริ่มเลวร้ายลง พ่อและแม่ของอีกอร์ที่ชรามากแล้วก็เริ่มเครียด ที่สุดได้เอ่ยปากให้ลูกสะใภ้พาหลานชายกลับเมืองไทยก่อน เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในบ้าน แต่ได้ส่งข่าวอาการป่วยมาให้ทราบเป็นระยะ กระทั่งวันสุดท้ายของอีกอร์มาถึง วันที่ 30 ตุลาคม 2555

               นับจากวันนั้น สุต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง ไม่ได้ติดต่อกับครอบคัวของสามีอีกเลย แม้จะมีทะเบียนสมรสด้วยกันที่เมืองไทย แต่ทั้งคู่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสที่ประเทศรัสเซีย ทำให้สุไม่ได้รับสิทธิ์ใดๆ ของอีกอร์ ซ้ำร้ายกว่านั้นสามียังไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร ลูกจึงไม่ได้รับสิทธิ์หรือค่าเลี้ยงดูใดๆ ทั้งสิ้น

               "สะไภ้อินเตอร์ทั้งหลาย อยากให้มองเรื่องนี้เป็นบทเรียน เพราะถึงเราจะถือทะเบียนสมรสของไทย แต่ถ้าไม่จดที่ประเทศเขา กฎหมายก็ครอบคลุมไม่ถึง จะจ้างทนายดำเนินการก็แพง"

                ทุกวันนี้สุต้องฝากลูกให้แม่ช่วยเลี้ยงที่อำนาจเจริญ ส่วนตัวเองไปทำงานกับเพื่อนที่พัทยา เอาความสามารถในการสื่อสารภาษาต่างชาติช่วยสอนเพื่อนให้หัดพูดได้บ้าง มีเงินเดือนและทิปพอส่งให้แม่ได้เลี้ยงดูหลาน ในวันเหงา สุมักนั่งมองภาพครอบครัวที่อยู่กันพร้อมหน้า คิดถึงวันเวลาแห่งความสุขแม้จะสั้นนัก แต่ก็เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวชีวิตให้มีกำลังใจจะสู้และเดินต่อไป หวังว่า "อีกอร์" ที่อยู่บนฟ้าจะรับรู้ได้

 

...............................

 (บทเรียนชีวิต ไม่คิดว่า'วันสุดท้าย'จะมาถึงเร็วเท่านี้ : คอลัมน์เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เรื่อง-สุชาติ สูงเรือง // เรียบเรียง-เสาวลักษ์ คงภัคพูน)