
สื่อนอกจับตาศาลโลกตัดสิน'พระวิหาร'
สื่อนอกจับตาคำตัดสินศาลโลก เรื่องข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร ระหว่างไทย-กัมพูชา หลังคำพิพากษาเมื่อปี 2505 เคยทำให้สัมพันธ์สองประเทศสะบั้นมาแล้ว
7 พ.ย. 56 สำนักข่าว dpa ของเยอรมนี รายงานว่า ปัญหาข้อพิพาทเรื่องปราสาทพระวิหาร ที่ตั้งอยู่บนหน้าผาบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ได้นำไปสู่การตัดความสัมพันธ์ทางการทูต , การปะทะกันด้วยอาวุธ และการประท้วง
หลังจากล้มเหลวในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ในการอ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของวิหารศักดิ์สิทธิ์ของฮินดู ที่สร้างเมื่อศตวรรษที่ 11 ทั้งสองประเทศก็นำปัญหานี้ ส่งมอบศาลโลก หรือ ICJ เป็นผู้ตัดสินเมื่อ 50 ปีก่อน และในวันที่ 15 กรกฎาคม ปี 2505 ศาลโลกได้ตัดสินให้ตัววิหารตกเป็นของกัมพูชา แต่ไม่ได้ตัดสินไปถึงเรื่องการปักปันเขตแดนบริเวณพื้นที่รอบปราสาท
เหมือนเป็นการละเลยโดยเจตนา ทั้งสองฝ่ายไม่ได้รับการร้องขอให้มีการปักปันเขตแดน ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดข้อพิพาทขึ้นอีกในอนาคต โดยทั้งสองประเทศ ต่างใช้แผนที่ของตนเองในการอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบตัวปราสาท ซึ่งการได้ครอบครองบริเวณนี้ จะช่วยตักตวงผลประโยชน์จากการเป็นแหล่งดึงดูดการท่องเที่ยวที่สำคัญ
การพิพาทระหว่างกันเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2551 เมื่อกัมพูชา เสนอชื่อพระวิหาร เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก โดยปราศจากการแก้ไขปัญหาขัดแย้งเรื่องอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ที่อยู่ติดกัน โดยที่ไทยยังไม่ได้ยินยอม และทำให้เกิดการประท้วงขึ้นในประเทศไทย และมีการปะทะกันด้วยอาวุธที่ชายแดน และทำลายความสัมพันธ์ของสองชาติเพื่อนบ้าน
เมื่อเดือนเมษายน ปี 2554 กัมพูชาได้รื้อคดีปราสาทพระวิหารด้วยการยื่นขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษา เมื่อปี 2505 เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งศาลจะตัดสินในวันจันทร์นี้ และเป็นช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งนายไพ สีพัน โฆษกคณะรัฐมนตรีกัมพูชา บอกว่า ปี 2505 กับปีนี้ มีความแตกต่างกัน เพราะทั้งกัมพูชาและไทย ต่างก็เห็นชอบร่วมกันว่า จะให้เป็นไปตามคำตัดสินของศาลโลก ซึ่งความแตกต่างนี้ เป็นผลมาจากความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐบาลพรรคประชาชนกัมพูชา ของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน กับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่เป็นเสมือนตัวแทนของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ โดยทั้งฮุนเซน และ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ชื่อว่าเป็นทั้งเพื่อน และพันธมิตรกัน
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางออกจากประเทศไทย เมื่อปี 2551 เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจำคุก 2 ปี ในข้อหาใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ในขณะที่นางอองซาน ซูจี ต้องใช้เวลาถึง 15 ปี ถูกกักบริเวณไว้ในบ้านพักฐานต่อต้านอำนาจรัฐบาลทหาร นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีปัญหาขัดแย้งเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม ที่จะล้างผิดในข้อหาคอร์รัปชั่นให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งก่อให้เกิดการประท้วงของมวลชนหลายกลุ่ม ในช่วงที่ร่างกฎหมายกำลังเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ และเป็นวันเดียวกับที่ศาลโลกจะมีคำตัดสินเรื่องพระวิหาร
อาจารย์ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า เรื่องพระวิหารเป็นอีกตัวเร่งของเกมการเมืองไทย ถ้าคำตัดสินออกมาไม่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายไทย ก็สามารถคาดการณ์ได้เลยว่า จะยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟให้กับผู้ประท้วงที่ต่อต้านทักษิณ
จากความเห็นของแหล่งข่าวในกระทรวงต่างประเทศของไทย ระบุว่า ศาลโลกมีทางออกให้ 4 แนวทาง คือ ตัดสินเข้าข้างแผนที่ของกัมพูชา , ตัดสินเข้าข้างแผนที่ของไทย , ไม่รับตีความตามที่กัมพูชาร้องขอ หรืออธิบายคำตัดสินเมื่อปี 2505 ให้ชัดเจนขึ้น ก่อนจะสั่งให้ไทยกับกัมพูชาไปตกลงกันเรื่องปักปันชายแดนกันเอง
รัฐบาลไทยให้คำมั่นว่า จะน้อมรับคำตัดสินของศาลโลก แม้ว่า จะถอนสมาชิกภาพจากศาลโลก หลังจากคำตัดสินเมื่อปี 2505 ก็ตาม ซึ่งแหล่งข่าว ระบุว่า คิดว่าทั้งสองฝ่ายได้ตระหนักแล้วว่า นี่คือผลประโยชน์ของทั้งคู่ในภาพรวม เนื่้องจากไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต่างก็ไม่สามารถแยกจากกันได้ แต่นายซอน เจย สมาชิกพรรคฝ่ายค้าน กู้ชาติกัมพูชา บอกว่า คำตัดสินใดๆ ที่ออกมาจากกรุงเฮ้ก ดูเหมือนกัมพูชาจะยอมรับได้มากกว่าไทย และเขาไม่มีคิดว่าจะมีการประท้วงในกัมพูชา เพราะคิดว่าถึงอย่างไรก็ต้องอยู่ร่วมกัน
-------------------------
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AP)



