
'หลานปู'ชี้เป้าม็อบค้าน'นิรโทษ'ล้มรบ.
หลานสาว 'นายกฯ' ชี้เหตุสารพัดม็อบค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มีเป้าหมายล้มล้างรัฐบาล
7 พ.ย. 56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหลานสาว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ส่งบทความถึงสื่อมวลชนวันนี้ เรื่อง " ค้านนิรโทษกรรมเพื่อ 'ประชาธิปัตย์' ? " ว่า ...
ได้มีโอกาสอ่านบทความจากเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ ประจำวันที่ 6 พฤศจิกายน เรื่องของพลังโซเชียลมีเดีย ปลุกกระแสมวลชนต้าน 'นิรโทษ' ได้จริงหรือ ? บทความดังกล่าวได้ตั้งคำถามว่า 'คุณคัดค้านการนิรโทษกรรมแบบไหน ?' พร้อมกับแบ่งสาเหตุการคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ไม่ว่าจะเป็น แบบนิติราษฎร์ ที่ค้านการนิรโทษฯ ผู้สั่งฆ่าประชาชนและแกนนำ , แบบไม่เอาทักษิณ , แบบให้ทักษิณมาสู้คดีตามปกติ , แบบนิรโทษฯคดี 112 , แบบค้านนิรโทษฯ เสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง หรือแบบค้านเพราะเกลียดนักการเมืองในสภา
การรณรงค์ปลุกกระแสมวลชนต้าน 'นิรโทษ' ในครั้งนี้ 'ผู้จัดแคมเปญ' การสื่อสารทางการเมือง (Political Marketing) ได้แบ่งวิธีการสื่อสารด้วย 'ข้อความหลัก' (Key Message) ถึงกลุ่มต่างๆ ได้ 2 ประเภท ดังนี้
ประเภทที่ 1 ข้อความหลักถึงกลุ่มคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ แบบเกลียดการทุจริต คอร์รัปชั่น และการกระทำผิดกฎหมาย โดย 'ผู้จัดแคมเปญ' ใช้ข้อความ รักชาติ ปกป้องประเทศ ปกป้องสถาบัน ด้วยการสร้างวาทกรรมแห่งการเกลียดชัง (Hate Speech) ให้ 'ทักษิณ' และครอบครัว เป็นผู้ร้าย หรือแพะรับบาป หรือที่เรียกว่า เทคนิค 'Scape Goat' ให้ผู้รับสารฟังแล้วเกิดความรู้สึกต้องการอยากปกป้องประเทศ ปกป้องสถาบันจากตัวละครตัวร้ายนี้ ด้วยเหตุผล 2 ประการว่า 1. เป็น พ.ร.บ.ที่ร่างขึ้นเพื่อเปิดช่องในการคืนเงิน 4.6 หมื่นล้าน 2. เป็น พ.ร.บ.ที่ล้างผิดคนโกง โดยจะมีคดีเกี่ยวกับการ ทุจริต คอร์รัปชั่น ของนักการเมืองที่ได้รับอานิสงค์หลายคดี
โดยทั้ง 2 เหตุผลที่ 'ผู้จัดแคมเปญ' พร่ำพูดซ้ำๆ โดยที่ไม่ได้บอกผู้รับสารว่า การคืนเงิน 4.6 หมื่นล้านบาท ได้ถูกหักล้างด้วย ถ้อยแถลงของ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าด้วยท่าทีต่อ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ว่า "การบิดเบือนนั้นทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายการเงิน เพราะหากเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรีต้องลงนามรับรอง ซึ่งดิฉันไม่เคยลงนามใดๆ"
ส่วนเรื่อง การล้างผิดคดีทุจริต คอร์รัปชั่น 'ผู้จัดแคมเปญ' และผู้สนับสนุนทั้งหลาย ก็ได้กระหน่ำข้อความ ภาพอินโฟกราฟฟิค ในโลกโซเชียล ให้เห็นว่าใครจะได้รับอานิสงค์จากการทุจริต-คอร์รัปชั่นบ้าง โดยที่ไม่เคยบอกผู้รับสารเลยว่า คดีที่จะได้รับการนิรโทษฯ ส่วนใหญ่เป็นคดีที่เป็นผลพวงของการรัฐประหารทั้งสิ้น ดังคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ว่า "ที่สำคัญมีความพยายามที่จะบิดเบือนว่ากฎหมายจะกลบเกลื่อนการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ยกโทษให้ผู้ได้รับผลพวงทางการเมือง การรัฐประหารที่ไม่อยู่ในหลักนิติธรรม รวมทั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน"
มากไปกว่านั้น เมื่อ 'ผู้จัดแคมเปญ' กำหนด 'ข้อความหลัก' ย่อมต้องมีการวางแผน และคาดหวังผลใดจากผู้รับสาร โดยเฉพาะจุดมุ่งหมายในการที่จะขับเคลื่อนทางการเมือง กล่าวคือ 'วัตถุประสงค์' ของการส่งสารของ 'ผู้จัดแคมเปญ' หรือแกนนำ ซึ่งออกตัวขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเต็มกำลังนั้น เป็นไปเพื่อสร้างโอกาสให้ได้กลับมาเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งหรือไม่ ? เพราะหากเป็นเช่นนั้น คงต้องพิจารณากันให้ชัดเจนว่า การปกป้องประเทศชาติจากการทุจริต คอร์รัปชั่น ถูกใช้เป็นแคมเปญในการสื่อสารนั้น ต้องปกป้องด้วยการให้ 'ผู้จัดแคมเปญ' กลับมาได้สิทธิถือครองอำนาจรัฐ คือคำตอบที่ถูกต้องแล้วหรือไม่?
ประเภทที่ 2 ข้อความหลักถึงกลุ่มที่คัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษฯ ที่เป็นกลุ่มคนเสื้อแดง โดยเน้นเรื่องการนิรโทษฯ ให้กับผู้สั่งฆ่าประชาชนและแกนนำ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ว่าผู้สูญเสียและนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อาจยังไม่สามารถทำใจยอมรับได้ ณ เวลานี้ อย่างไรก็ตาม 'ผู้จัดแคมเปญ' ที่สื่อสารข้อความหลักประเภทนี้ ก็ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุม ปี 2553 แต่อย่างใด และไม่ได้มีความต้องการในการสร้างกระแสสังคมเพื่อนำไปสู่หนทางที่ประเทศจะยกระดับประชาธิปไตยที่ดีขึ้น มิหนำซ้ำ 'ผู้จัดแคมเปญ' ยังมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองซ่อนเร้นในการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อีกครั้งใช่หรือไม่? และถ้าเป็นเช่นนั้น การชุมนุมอยู่ในขณะนี้นั้นคงไม่ใช่หนทางในการนำประเทศไปสู่การคืนความยุติธรรมให้กับประชาชน และส่งเสริมการปกครองระบบประชาธิปไตยให้ดีขึ้นได้
และท้ายที่สุด การชุมนุมครั้งนี้ ก็คงไม่ต่างจากการชุมนุมที่มีเป้าหมายในการล้มล้างรัฐบาลเหมือนทุกครั้ง โดยเฉพาะในขณะนี้ที่ 'ผู้จัดแคมเปญ' ยังไม่ยุติการปลุกระดม ในขณะที่ทุกฝ่ายได้ส่งสัญญาณการรับฟังและพร้อมที่จะรักษาบรรยากาศของประเทศและบรรยากาศของความเป็นประชาธิปไตย ซ้ำร้าย 'ผู้จัดแคมเปญ' ยังคงสร้างเงื่อนไขใหม่ เพื่อไปสู้เป้าหมายที่ซ่อนเร้นเอาไว้ภายใต้การปลุกระดมที่ชัดเจนมากขึ้น
ทั้งๆ ที่ล่าสุด นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ได้ออกมาแถลงอย่างชัดเจนแล้วว่า " ขอยืนยันว่ารัฐบาลรับฟังเสียงความรู้สึกของประชาชนเพราะมาโดยประชาชน ยึดเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเป็นสำคัญ และจะไม่ทำลายความรู้สึกของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลมุ่งหวังมาตั้งแต่แรก ไม่มีทิฐิ ขอเพียงให้บ้านเมืองเกิดความสงบและสันติสุขเท่านั้น ทั้งนี้เรามีหลายขั้นตอนที่ช่วยเหลือประชาชน โดยไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ แม้พ้นระยะเวลา 180 วันไปแล้ว พรรคเพื่อไทยขอยืนยันว่าจะไม่หยิบยกกฎหมายฉบับนี้มาพิจารณาอีก "



