ข่าว

สร้างสรรค์เมนู "ส้มตำ" สู่นานาชาติ

สร้างสรรค์เมนู "ส้มตำ" สู่นานาชาติ

17 มิ.ย. 2552

ถ้าจะพูดกันถึงอาหารไทย เชื่อแน่ว่า "ส้มตำ" ต้องเป็นอาหารจานโปรดของใครหลายคนอย่างแน่นอน ยิ่งถ้าได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพครบครัน บวกกับรสชาติที่จัดจ้านกลมกล่อมด้วยแล้ว ทำเอาน้ำลายสอกันเลยทีเดียว

  แต่ในปัจจุบันไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้นที่นิยมกินส้มตำ ชาวต่างชาติต่างก็หันมาให้ความสนใจอาหารจานเด็ดนี้เช่นเดียวกัน จากเหตุผลดังกล่าว ทางสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และโรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต จึงได้จัด โครงการแข่งขันส้มตำ สร้างสรรค์เพื่อเยาวชนไทยไปสู่ระดับสากล ขึ้น เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนวิชาชีพประเภทวิชาคหกรรมด้านอาหาร ให้ทันสมัยก้าวทันเทคโนโลยีให้ไปสู่ความเป็นมืออาชีพในระดับสากล และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของแรงงานฝีมือที่ผลิตออกมาตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานภาคธุรกิจบริการในสาขาอาหาร

 โดยงานนี้ได้ นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศึกษาธิการ ร่วมเปิดการแข่งขันโดยประเดิมตำส้มตำเป็นครกแรก ในสูตรมาตรฐานแต่เพิ่มความเปรี้ยวด้วยการใส่มะยม แล้วต่อครกสองกับส้มตำสูตรอินเตอร์ ด้วยการใส่เชอร์รี่ลงไปเพิ่มรสชาติ ซึ่งจานนี้เจ้าตัวการันตีว่าอร่อยมากๆ

 สำหรับการแข่งขันการปรุงเมนูส้มตำ จะแข่งขันคนละ 2 เมนู คือส้มตำคาวและส้มตำหวาน ภายในเวลา 1 ชั่วโมง โดยให้ผู้เข้าแข่งขันได้ประยุกต์ และสร้างสรรค์ขึ้นเอง โดยเลือกใช้วัตถุดิบหลักที่หาได้ตามท้องตลาดทั่วไป ซึ่งการแข่งขันแบ่งออกเป็น 6 ครั้งตามภาคต่างๆ ซึ่งครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นภาคแรกจากนักเรียนโรงเรียนอาชีวะกรุงเทพฯ และภาคตะวันออก

 หลังจากคณะกรรมการทั้ง 5 ท่านได้แก่ เฉลียว อยู่สีมารักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา Mr. Gary Cromie จากโรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต กฤษณะ เนตรเอี่ยม จากโรงแรม ดุสิต ปริ๊นเซส ประไพ ไกรษรโกวิทย์ จากนสพ.บางกอกโพสต์ และ รพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์ กูรูชื่อดังด้านอาหาร ได้ชิมผลงานของน้องๆทั้ง 10 ทีม และพิจารณาด้วยสีหน้าหนักใจ ผลการตัดสินก็ออกมาอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ "น้องหนุ่น" จุฬาวดี สมสะอาด อายุ 16 ปี นักเรียนชั้นปวช.2 จากคณะคหกรรม อาชีวศึกษาเอี่ยมละออ คว้ารางวัลชนะเลิศในการแข่งขันครั้งนี้ เป็นตัวแทนอาชีวะกรุงเทพฯ และภาคตะวันออก ไปร่วมแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศต่อไป

 โดย รพีพรรณ หนึ่งในคณะกรรมการบอกว่า วันนี้ตัดสินใจยากมาก คะแนนสูสีกันทั้งในเรื่องรสชาติ การนำเสนอ โภชนาการและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ถึงต้องมาตัดสินกันในเชิงพาณิชย์ ที่จะนำไปขายต่อได้ ไม่ใช่แค่เพียงทำกินที่บ้านเท่านั้น ถ้าพูดไปในเชิงพาณิชย์แนวใหม่ การนำส้มตำมาใส่ในกรวยแป้งอย่างนี้ ซึ่งผู้ชนะเลิศทำ จะถือกินได้ง่ายและใช่ที่สุด ดูเป็นโมเดิร์นไทย ความคิดของเขาสุดยอดมาก

 สำหรับเมนูที่ "น้องหนุ่น" เอาชนะใจกรรมการในวันนี้ เมนูส้มตำคาวคือ "นางฟ้าแปลงกาย" ส่วนเมนูส้มตำหวานคือ "ส้มตำซ่อนรูป"

 "นางฟ้าในที่นี้หมายถึง นางฟ้าของสุขภาพที่มีคุณค่าทางอาหารและมีสีสันโดดเด่น ชวนให้อยากรับประทานอาหาร นางฟ้าแปลงกายเป็นการนำผัก 7 สี 7 อย่าง ได้แก่ บรอกโคลี กะหล่ำดอก พริกเหลือง พริกเขียว กะหล่ำม่วง มะเขือเทศ และแครอท มาคลุกเคล้ากับน้ำส้มตำ แล้วนำมาบรรจุลงในกรวยแป้ง ให้สะดวกกับการกิน ซึ่งหนูมองว่าวัฒธรรมของตะวันตกเข้ามามีบทบาทในบ้านเรามากขึ้น สังเกตได้จากคนกรุงเทพฯ มักจะทำอะไรเร่งรีบและแข่งกับเวลา อย่างเมนูส้มตำที่คิดขึ้นจึงเป็นแบบกรวยซึ่งถือกินได้เลย ส่วนเมนูส้มตำหวานคือส้มตำซ่อนรูป มีจุดเด่นอยู่ที่รสชาติเปรี้ยวอมหวาน  โดยนำน้ำปรุงรสส้มตำผสมกับวุ้น เมื่อแข็งตัวแต่งหน้าด้วยโยเกิร์ตกับนม กินแล้วสดชื่นและยังช่วยชะลอความแก่ด้วย" น้องหนุ่นอธิบายด้วยอาการที่ยังแฝงความตื่นเต้น