
'ประชา'ถก'มาเลย์'เตรียมคุยสันติภาพ
'ประชา' วอน 'ปชป.' หยุดปลุกมวลชนค้านนิรโทษ-เคารพวุฒิชี้ขาด ถก อดีตผอ.ข่าวกรองมาเลย์ 'เลขาฯสมช.' คาดเปิดคุยสันติภาพครั้งต่อไปต้นเดือน ธ.ค.นี้
6 พ.ย. 56 พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี ร่วมหารือกับดาโต๊ะ ซรี อาห์มัด ซัมซามิน ฮาซิม อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติมาเลเซีย ในฐานะผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุยสันติภาพระหว่างฝ่ายไทยและกลุ่มขบวนการ ที่เดินทางเข้าพบเพื่อหารือถึงความคืบหน้าการพูดคุยสันติภาพ มีหน่วยงานเกี่ยวข้อง ประกอบด้วย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าทีมพูดคุยสันติภาพ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม เข้าร่วม โดยใช้เวลาพูดคุยนานกว่า 1 ชั่วโมง
จากนั้น พล.ต.อ.ประชา กล่าวภายหลังการหารือ ว่า เนื้อหาการพูดคุยได้พูดถึงสิ่งที่ดำเนินการมาในอดีตและหลักการดำเนินการต่อไปในอนาคต ทั้งประเด็นที่เรายื่นข้อเสนอไปถึงผู้อำนวยความสะดวกหรือมาเลเซีย ให้รวบรวมกลุ่มที่มีความเห็นต่างๆ มาร่วมเจรจา ทั้งกลุ่มบีอาร์เอ็น กลุ่มพูโล รวมทั้งกลุ่มขบวนการปลดปล่อยปัตตานี (บีไปพีพี) ซึ่งสำเร็จเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ถือว่ามีความคืบหน้าที่น่าพอใจ ส่วนตัวบุคคลที่จะเป็นตัวแทนในการพูดคุยนั้น ฝ่ายไทยยังเป็นชุกเดิมที่มี พล.ท.ภราดร เป็นหัวหน้าทีม ขณะที่จัวแทนกลุ่มต่อต้าน ขึ้นอยู่กับผู้อำนวยความสะดวกจะจัดเข้ามาเจรจา อาทิ ตัวแทนจากกลุ่มบีอาร์เอ็น จำนวน 4 คน กลุ่มพูโล 2 คน กลุ่มบีไอพีพี 1 คน ที่เหลือเป็นสัดส่วนตัวแทนนักวิชาการและภาคประชาสังคม ซึ่งรวมทั้งหมดไม่เกิน 15 คน เพราะหากมากเกินไปจะหาข้อสรุปไม่ได้
เมื่อถามว่าจะมีตัวแทนจากกลุ่มอาร์เคเค ซึ่งเป็นฝ่ายปฏิบัติการ เข้าร่วมเจรจาด้วยหรือไม่ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นพูดคุยกัน ซึ่งกลุ่มเจรจาก็จะเป็นในส่วนของตัวแทนการเจรจาจากฝ่ายประเทศร่วมพูดคุยมากกว่า หากถามว่าการพูดคุยครั้งนี้ได้ข้อยุติหรือยัง ขณะนี้บนพื้นฐานสำคัญๆ นั้นมีความคืบหน้าไปมากแล้ว เมื่อไปถึงขั้นตอนการลงนามตามเจตนารมณ์ จึงจะถึงว่ายุติและสมบูรณ์ที่สุด ขณะนี้ยังไม่ได้ยื่นข้อเสนอใด เพียงแต่มีการพูดคุยเบื้องต้นก่อนเท่านั้น
ขณะที่ พล.ท.ภราดร กล่าวว่า เนื้อหาหลักของการพูดคุยวันนี้คือเราต้องการให้กลุ่มที่มีความเห็นแตกต่าง ซึ่งยังมีอีกหลายกลุ่มเข้ามานั่งพูดคุย จากเดิมที่มีเพียงกลุ่มบีอาร์เอ็นเป็นหลักเท่านั้นและขณะนี้มีความชัดเจนว่าจะกลุ่มพูโลและบีไอพีพีจะมาร่วมด้วย ส่วนการกำหนดข้อตกลงและการจัดสรรที่นั่งให้แต่ละกลุ่ม ทางฝ่ายผู้อำนวยความสะดวกจะรับไปดำเนินการว่าจะจัดสรรให้ใครบ้าง เพราะเราระบุที่นั่งไปให้แล้วขึ้นอยู่กับว่าเขาจะไปตกลงให้ใครเป็นตัวแทนมาคุย สำหรับวัน เวลา ในการพูดคุยคาดว่าต้องเลื่อนจากเดิมที่หารือกันว่าจะพูดคุยภายในเดือน พ.ย.จะขยับเลื่อนไปเป็นช่วงต้นเดือน ธ.ค.ที่ประเทศมาเลเซีย เนื่องจากต้องรอประสานงานของทุกฝ่ายให้พร้อมกัน เพราะภายในกลุ่มพูโล เขาต้องไปคุยกันภายในของเขาที่ยังมีกลุ่มย่อยประมาณ 3 กลุ่ม ที่จะต้องไปจัดตัวแทนจาก 3 กลุ่มย่อยให้เหลือผู้แทนเพียง 2 ที่นั่ง เพื่อเข้าร่วมเจรจา ส่วนกลุ่มบีอาร์เอ็นก็ได้ขอเวลาเพื่อจัดทีมคณะพูดคุยกันใหม่ เพราะตัวเนื้อหาพูดคุยจะเปลี่ยนไป
เมื่อถามว่าการเข้าร่วมเจรจาหลายกลุ่มจะเป็นการลดอำนาจของกลุ่มบีอาร์เอ็นด้วยหรือไม่ พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ถือว่าเป็นการสร้างความสมดุลมากกว่า เพราะเราต้องยอมรับก่อนว่ากระบวนการพูโลถือกำเนิดมาก่อน ซึ่งเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ มีเครือข่ายต่างประเทศ ถึงแม้ในปัจจุบันกองกำลังอาจลดน้อยลงบ้าง แต่ว่าในเครือข่ายต่างประเทศกลุ่มดังกล่าวยังมีอิทธิพลอยู่
ต่อข้อถามว่าการที่บางกลุ่มเช่นกลุ่มอาร์เคเค ไม่ได้เข้าร่วมเจรจาด้วย จะส่งผลกระทบอะไรหรือไม่ เลขาฯสมช.กล่าวว่า เรื่องนี้คงต้องเป็นพัฒนาการไป เพราะขบวนการบีอาร์เอ็น ยืนยันว่าเมื่อมีความชัดเจนเรื่องทิศทางการเจรจา จะทำให้สื่อสารไปถึงกลุ่มอาร์เคเคเพื่อมาร่วมเจรจาในครั้งต่อไปได้
เมื่อถามว่าฝ่ายไทยคาดหมายเรื่องการลงนามตามเจตนารมณ์ร่วมกันหลังการพูดคุยกับกลุ่มต่างๆ อย่างไรบ้าง พล.ท.ภราดร กล่าวว่า คงต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรที่จะไปถึงขั้นตอนนั้น ซึ่งการพูดคุยครั้งนี้เราพยายามจะให้ฝั่งขบวนการต่างๆ มีการลงมือร่วมระหว่างกันเองด้วย เพื่อให้การเจรจาชัดเจนมากขึ้น โดยจุดประสงค์ของการลงนามคือการสร้างเจตนารมณ์ร่วมกันกับกลุ่มต่างๆ ให้เร็วที่สุด โดยเงื่อนไขต่างๆ ต้องเป็นไปในทางเดียวกันทั้งสองฝ่าย โดยที่ฝ่ายไทยยืนยันชัดเจนว่าจะไม่แบ่งแย่งดินแดนแน่นอน จากเดิมที่มีการลงนามมีเพียงกลุ่มบีอาร์เอ็นเท่านั้น ส่วนขบวนพูโลก็มีการสั่งสัญญาณมาโดยตลอดว่าประสงค์จะเจรจากับฝ่ายไทย ทั้งการประสานงานกับฝ่ายไทยโดยตรง การพูดคุยผ่านผู้อำนวยความสะดวก ให้ทราบว่าที่ผ่านมาอดีตทำไมเขาถึงทำแบบนั้น ดังนั้นเมื่อเราดึงกลุ่มดังกล่าวได้เข้ามาอยู่ในเวทีพูดคุยก็จะสามารถพูดคุยได้ง่ายขึ้น
เมื่อถามว่าประโยชน์ของการดึงกลุ่มบีอาร์เอ็นและกลุ่มบีไอพีพี เข้าร่วมเจรจาคืออะไร พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ได้ประโยชน์แน่นอน เพราะเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้เกิดจากกลุ่มบีอาร์เอ็นเพียงกลุ่มเดียว แต่เป็นเหตุที่เกิดจากกลุ่มอื่นๆ หากเราดึงทุกๆ กลุ่มเข้ามาร่วมพูดคุยกัน ก็จะทำให้สถานการณ์ทั้งหมดลดความรุนแรงลง ส่วนที่ถามว่าเหตุความไม่สงบจะลดลงเมื่อใดบอกได้ว่าในทางปฏิบัติ ทางฝ่ายไทยเริ่มแยกแยะออกว่าต้นเหตุของแต่ละเหตุการณ์มาจากกลุ่มใดบ้าง เช่น เป้าหมายของกลุ่มอาร์เคเค พุ่งไปที่เจ้าหน้าที่รัฐมากกว่า ซึ่งเราต้องทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่และเริ่มมีความชัดเจนขึ้นว่าเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ที่สามารถระบุตัวคนทำได้ เช่น กรณีเสียชีวิตของร้อยตำรวจตรีแชน วรงคไพสิฐ เมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมาก็ยังคงเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาร์เคเคเช่นเดียวกัน
วอน 'ปชป.' หยุดปลุกมวลชนค้านนิรโทษ-เคารพวุฒิชี้ขาด
พ.ต.อ.ประชา กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆ หลังจากรัฐบาลยอมถอยการออกร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยมอบให้เป็นอำนาจของวุฒิสภาพิจารณา ว่า รัฐบาลติดตามสถานการณ์การชุมนุมมาตลอด และยอมรับว่าในการแสดงออกของพี่น้องประชาชนคนไทย เพราะเป็นสิทธิตามธรรมนูญ อีกทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้ความชัดเจนเรื่องนี้แล้วว่ากฎหมายนี้ต้องให้วุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งและแต่งตั้งตัดสินใจ รัฐบาลไม่สามารถไปชี้นำได้ จึงต้องให้สิทธิของวุฒิสมาชิกพิจารณา และประธานวุฒิและส.ว.เลือกตั้ง ออกมาแถลงแล้วว่าต้องหยุดร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ภาษาชาวบ้านเรียกว่าประกาศคว่ำหากกฎหมายฉบับนี้จะไปสร้างความแตกแยกให้พี่น้องคนไทย ขณะที่พรรคเพื่อไทยเองก็แถลงชัดว่าพร้อมยอมรับหากวุฒิสภาจะหยุดกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเราพยายามจะสื่อสารไปว่ารัฐบาลหยุดแล้ว แต่ขั้นตอนของกฎหมายยังต้องเป็นไปตามขั้นตอนของวุฒิสมาชิกต่อไป
เมื่อถามว่าแต่พรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่ปักใจเชื่อตามรัฐบาลและต้องการให้ถอนร่างพ.ร.บ.ออกจากการพิจารณา เพราะเกรงว่าวุฒิสภาฯจะยืนยันร่างเดิม พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า เราแสดงออกไปชัดแล้วว่ายอมรับฟังความเห็นของประชาชน เมื่อสะท้อนมาว่าควรจะหยุดเพราะหากเดินต่ออาจจะแตกแยกกันได้เราก็หยุด เมื่อเราหยุดกฎหมายนิรโทษกรรมแล้ว ต้องขอร้องฝ่ายที่เคลื่อนไหวและพรรคประชาธิปัตย์จะหยุดได้หรือไม่ ในเมื่อรัฐบาลหยุดแล้ว รัฐสภาก็พูดชัดเจนแล้ว จึงเชื่อว่าทุกคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี คำพูดของแต่ละคนย่อมเชื่อถือและรับฟังได้
"การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี ประกาศต่อสู้จนกว่าประชาชนจะได้ชัยชนะ ทำให้ตนคลางแคลงใจว่าคำว่าประชาชนจะได้ชัยชนะหมายถึงอะไร หมายถึงประชาชนหรือประชาธิปัตย์ ถ้าหมายถึงพรรคประชาธิปัตย์จะเอาชนะทำไมไม่รอให้มีการเลือกตั้งและเข้ามาโดยชอบตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งคงไม่นานเกินรอ เพราะขณะนี้รัฐบาลอยู่มาสองปีเศษ และเหลือเวลาปีเศษ จะรอเพื่อลงสู่สนามเลือกตั้งไม่ได้หรืออย่างไร ถ้ารอสู้ในสนามเลือกตั้งหากชนะก็เข้ามาเป็นรัฐบาล และต้องยอมรับในกติกาเพราะเราปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่การนำมวลชนมาบีบเพื่อล้มรัฐบาลตนถือว่าไม่ใช่ประชาธิปไตย จึงขอฝากไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ ว่าเราหยุดแล้วเพื่อรับฟังความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่"
ต่อข้อถามว่ารัฐบาลจะทำอย่างไรหากกลุ่มราชดำเนินยังชุมนุมอยู่ รองนายกฯ กล่าวว่า การชุมนุมเป็นสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมายสามารถแสดงออกได้ไม่เป็นไร ส่วนกลุ่มอื่นๆ ที่เคลื่อนไหวนั้นต้องประเมินสถานการณ์เป็นช่วงๆ และจะดูแลสถานการณ์ทั้งเรื่องจราจร และความปลอดภัยให้เป็นไปอย่างเรียบร้อยที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย แต่ขอร้องว่าอย่ามาที่ทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา ขณะที่การชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศ ที่แยกอุรุพงษ์ ซึ่งประกาศเคลื่อนในวันที่ 7 พ.ย.นี้ เราไม่ได้ห้ามแต่ให้เข้ามาในทำเนียบไม่ได้ ทั้งนี้เชื่อว่าผู้ที่ไปร่วมชุมนุมยังมีความคิดว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควร หากเรียกร้องเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม ตอนนี้ แล้ว รัฐบาลก็ถอย วุฒิสภาก็หยุด ก็น่าจะพอใจและควรจะสลายได้แล้ว
เมื่อถามว่ามองอย่างไรที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวกับคนเสื้อแดงในประเทศนอร์เวย์ โดยมั่นใจว่าจะได้กลับประเทศไทยแน่นอน พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า ตนเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบดีว่าควรจะมาหรือไม่มา มาได้หรือไม่ได้ หากกฎหมายไม่ให้มาก็มาไม่ได้แล้วจะทำอย่างไรได้ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้มาเกี่ยวข้องอะไรกับรัฐบาล เพราะขณะนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นผู้บริหารและแสดงจุดยืนชัดแล้ว
ด้าน พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า เราประเมินว่าผู้ชุมนุมที่มีภาคการเมืองสนับสนุนอยู่นั้น มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการเคลื่อนไหว หลังจากรัฐบาลแถลงเจตนารมย์เรื่องการปรองดองอย่างชัดเจน ประเด็นที่เขานำมาใช้ยกระดับการชุมนุมก็ถูกลดระดับลงไป จึงต้องกำหนดกลยุทธ์ใหม่ เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นให้มวลชนเข้าใจว่าสิ่งที่รัฐบาลพูดเชื่อถือไม่ได้ เพื่อให้เกิดความฮึกเหิมอยู่ตลอด และให้ถึงมวลชนว่าให้รอดูว่าจะเป็นไปตามที่รัฐบาลพูดหรือไม่ ไปจนถึงวันที่ 11 พ.ย.นี้ ขณะที่บางกลุ่มก็เริ่มที่จะเปลี่ยนประเด็นไปว่าต้องการปฏิรูปประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแล้ว และคาดว่ากลุ่มต่างๆ มีความพยายามที่จะทำให้การชุมนุมยืดเยื้อ แต่ตนเชื่อว่าหากวุฒิสมาชิกมีท่าทีออกมาชัดเจนจะทำให้บรรยากาศบรรเทาลง ส่วนประเด็นเรื่องปราสาทพระวิหารน้ำหนักในการเรียกมวลชนน้อยกว่าเรื่องการนิรโทษกรรม เพราะเชื่อว่าประชาชนเข้าใจและรอฟังคำพิพากษาอย่างใกล้ชิดด้วยความสงบ
เมื่อถามว่าหลายฝ่ายมองว่านายกรัฐมนตรีสับขาหลอก ไม่พูดความจริงเรื่องพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เลขาธิการสมช. กล่าวว่า ไม่ใช่การสับขาหลอก แต่เป็นการเคารพซึ่งกันละกัน ขณะนี้กระบวนการไปอยู่ที่วุฒิสภาแล้วฝ่ายบริหารไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ และเชื่อว่าเมื่อวุฒิสมาชิกรับทราบจุดยืนของรัฐบาลแล้วว่าต้องการปรองดอง ก็จะรับฟังความเห็นของกลุ่มต่างๆ เพื่อนำไปพิจารณาต่อไป เมื่อผลออกมาอย่างไรก็พร้อมยอมรับ
ต่อข้อถามว่าหากวุฒิสภามีมติคว่ำร่างในวันที่ 11 พ.ย.นี้ สมช.มองแนวโน้มของกลุ่มที่จะออกมาเคลื่อนไหวอย่างไร พล.ท.ภราดร กล่าวว่า คาดว่าจะบรรเทาลง เพราะตอนนี้เหลือเพียงกลุ่มที่สุดโต่ง ส่วนกลุ่มชนชั้นกลาง หรือกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ต้องการออกมาแสดงทัศนะเรื่องนิรโทษกรรม ก็ออกมาแสดงตามที่ต้องการและเริ่มกลับเข้าไปที่ตั้งแล้ว แต่เรายังเฝ้าระวังสถานการณ์อยู่ตลอดโดยไม่ประมาทเพราะการชุมนุมของคนจำนวนมากมีโอกาสที่จะเกิดเหตุขึ้นใด และเชื่อมั่นว่าจะดูแลความปลอดภัยได้
ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าสมช.ประเมินฝ่ายตรงข้ามทั้งท่าทีและจำนวนคนผิดพลาด นั้น พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ไม่ผิด การประเมินก็ใกล้เคียง เพราะเราคำนวณตามวิทยาศาสตร์และถ่ายภาพพื้นที่และจำนวนคนที่จะอยู่ในพื้นที่ได้



