ข่าว

'บิ๊กตู่'ห่วง!ม็อบแรง-ปัดตอบส.ว.คว่ำนิรโทษ

'บิ๊กตู่'ห่วง!ม็อบแรง-ปัดตอบส.ว.คว่ำนิรโทษ

06 พ.ย. 2556

'ประยุทธ์'ปัดตอบ'ส.ว.'คว่ำร่าง'พ.ร.บ.นิรโทษกรรม'เผยจับตาสถานการณ์ ห่วงไม่อยากให้มีความความรุนแรง ลงใต้ติดตามผลงาน'กอ.รมน.'กำชับจนท.ดูแล'น.ร.-ครู'ช่วงเปิดเทอม

                6 พ.ย.56 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ส.ว.เลือกตั้ง 10 คน นำโดยนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา แสดงจุดยืนว่า จะไม่มีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ในที่ประชุมวุฒิสภาวันที่ 11 พ.ย.นี้ว่า เรื่องนี้ขอไม่ตอบ เพราะบอกแล้วว่าตนจะไม่ขอตอบเรื่องพวกนี้ ขอให้ไปสอบถามเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการ ส่วนเราจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและจัดลำดับการปฏิบัติงานของทหารให้ดี ไม่อย่างนั้นจะสับสนและวุ่นวาย ตนมีความเป็นห่วงว่าไม่อยากให้สถานการณ์มีความรุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งต้องระมัดระวัง

                เมื่อถามว่า ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ได้ทำหนังสือขอให้ทหารช่วยสนับสนุนกำลังดูแลสถานการณ์หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่มี ศอ.รส.มีแผนงานอยู่แล้ว ที่ผ่านมาได้มีการประชุมร่วมกันและบูรณาการด้านการข่าวร่วมกันตลอดเวลา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลสถานการณ์ได้ตามกฎหมาย อีกทั้งยังไม่มีแนวโน้มจะเกิดความรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตามเราก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

                

 


ลงใต้ติดตามผลงานกอ.รมน.กำชับจนท.ดูแลน.ร.-ครูช่วงเปิดเทอม 

               
                พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส โดยมีพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม พร้อมนายทหารชั้นผู้ใหญ่เดินทางร่วมคณะว่า เป็นการไปติดตามการทำงานของ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ที่บูรณาการร่วมกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และหน่วยงานอื่น ๆ ในช่วงที่ผ่านมามีผลการปฏิบัติงานในทุกด้าน โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย การติดตามผู้ที่มีหมายจับ ซึ่งได้ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม เพื่อจะได้นำไปแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ขณะนี้ทราบตัวบุคคลที่ลอบวางระเบิดทำร้ายเจ้าหน้าที่และประชาชน จำนวนหลายรายด้วยกัน และมีการควบคุมตัว ซึ่งบางคนก็ได้สารภาพ ทำให้การสอบสวนก้าวหน้าไปตามลำดับ

                นอกจากนี้ ได้มีการสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนและกำลังทุกภาคส่วนเพิ่มขึ้น ส่วนความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ตอนนี้เริ่มดีขึ้น เพราะมีการจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงาน แต่ติดในเรื่องงบประมาณในปี 57 ก็ต้องใช้เวลา และต้องจัดหาตามความเร่งด่วนของการใช้งาน เช่น เครื่องมือที่ใช้ในการตัดสัญญาณระเบิด ชุดเครื่องแต่งกายอีโอดี ซึ่งมีอายุการใช้งาน เรามีการจัดซื้อจัดหาตามห้วงเวลาอยู่แล้ว เพียงแต่งบประมาณที่ได้มาไม่สามารถจัดซื้อได้ภายในครั้งเดียว

                พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ได้สั่งกำชับให้กำลังพลให้ดูแลความปลอดภัย เด็กนักเรียน และครูในเรื่องของการรักษาความปลอดภัย โดยเราพยายามในการปรับรูปแบบการทำงานตลอดเวลา ขณะเดียวกันผู้ก่อความไม่สงบได้ปรับวิธีการก่อเหตุเช่นกัน อย่างไรก็ตาม  เจ้าหน้าที่ยังคงเป็นเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูง  เพราะมีข้อกำหนดในห่วงระยะเวลาในการเปิด-ปิดโรงเรียนที่เป็นเวลาปกติ ที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้มากนัก

                พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่ได้มีการพบปะหารือกับพล.อ.ราจา โมฮาเหม็ด อัฟฟันดี บิน ราจา โมฮัมเหม็ด นอร์ ผบ.ทบ.มาเลเซียว่า  หารือปัญหาตามแนวชายแดน  และความมั่นคงภายในที่ส่งผลกระทบทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งผบ.ทบ.มาเลเซียรับปากว่า จะเพิ่มความเข้มข้นในทุกมิติให้มากกว่าเดิม ซึ่งมีปัญหาอยู่บ้างตามแนวชายแดน เรื่องการสกัดกั้น เพราะมีระยะทางที่กว้างไกล ทั้งทางน้ำ และทางบก  ซึ่งผบ.ทบ.มาเลเซีย ยังให้การสนับสนุนการพูดคุยสันติภาพระหว่างไทยกับกลุ่มบีอาร์เอ็น พร้อมทั้งแสดงความชื่นชมวิธีการแก้ปัญหาที่สันติ และแสดงความเห็นใจ เพราะประเทศไทยมีพื้นที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก และมีปัญหาที่หลากหลายซึ่งยากต่อการปฏิบัติงาน  พร้อมทั้งสนับสนุนการแก้ปัญหาทุกอย่างเพื่อให้เกิดผลดีทั้ง 2 ประเทศ

                เมื่อถามว่า ในกรณีที่กลุ่มบีอาร์เอ็นจะดึงกลุ่มพูโล เข้ามาร่วมในการพูดคุยในครั้งที่ 4 นั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตามยุทธศาสตร์เราได้เปิดให้ทุกกลุ่มที่เห็นต่างเข้ามาพูดคุย ทั้งนี้ต้องยึดกรอบกฎหมาย และรัฐธรรมนูญของไทย เพื่อแสวงหาทางออกที่สันติวิธี  ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างสภาวะแวดล้อมเพื่อให้เกิดบรรยากาศ ในการพูดคุย ถ้าหากมีความรุนแรงขึ้นอยู่การพูดคุยก็ไปต่อไม่ได้ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ก็ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติการเพิ่มขึ้น เน้นปฏิบัติการเชิงรุก พร้อมทั้งระมัดระวังไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสากล  

 

 

สั่งเพิ่มมาตรการเข้มลดความเสี่ยงกระทบกระทั่งพื้นที่ตึงเครียดบางจุด 

 

               พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ก่อนที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลกจะอ่านคำพิพากษาวันที่ 11 พ.ย.นี้ว่า คงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป ที่ผ่านมารัฐบาลได้ประชุมร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ  ฝ่ายความมั่นคง กองทัพไทย เหล่าทัพต่างๆ  เพื่อพยายามหาทางปฏิบัติที่ดีที่สุดภายใต้กรอบสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ  ขณะที่ กองทัพภาคที่ 2 มีแผนเตรียมความพร้อมในพื้นที่อยู่แล้ว  นอกจากนั้น กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ  ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ดำเนินการคู่ขนานมาโดยตลอด

                “ชายแดนเรากว้างไกลต่อเนื่อง เชื่อมโยงกันหมด เมื่อมีการปฏิบัติตรงไหนก็ตามก็จะมีผลกระทบกับตรงอื่นด้วย เพราะเรามีช่องทางผ่านแดนทั้งชั่วคราว และถาวร จำนวนหลายร้อยแห่ง มีการสัญจรไปมาของผู้คน  เมื่อสถานการณ์มีความตึงเครียดก่อนบางจุด บางพื้นที่ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น  เจ้าหน้าที่ก็ต้องเพิ่มมาตรการในการลาดตระเวน การสร้างความเข้าใจ เพิ่มความร่วมมือระหว่างกัน  เราต้องทำในทุกมิติ  ขณะเดียวกันเราต้องสร้างความเข้มแข็งกำลังของเราด้วย ซึ่งกำลังของเราก็มีความพร้อมในการดูแลอธิปไตยตามแนวชายแดนของเราอย่างเต็มที่ “ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

                 เมื่อถามว่า ที่บอกว่าบางพื้นที่สถานการณ์ตึงเครียดมีจุดใดที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทุกจุด เพราะมีเส้นเขตแดนต่อกันระหว่างไทยกับ ประเทศเพื่อนบ้านทุกด้าน ปัญหาแต่ละด้านไม่เหมือนกัน ไม่ได้แค่เฉพาะเฝ้าระวังจากผลคำพิพากษาของศาลโลกเท่านั้น ด้านอื่นก็มีภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทุกหน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรมที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันแก้ไข  และหารือร่วมกัน ในฐานะที่เราเป็นเพื่อนบ้านกับทุกประเทศ จะไม่ยุ่งเกี่ยวกิจการภายในระหว่างกัน  ต้องอยู่บนพื้นฐานความไว้วางใจซึ่งกันและกัน  ไม่หวาดระแวง  ถ้าใช้กำลังก็ไม่มีสิ้นสุด ไม่เกิดความสงบตามแนวชายแดน คนที่เดือดร้อนคือ ประชาชน เพราะฉะนั้นเราต้องแก้ไขปัญหาอย่างดีที่สุด ต้องเตรียมการทุกมิติ

                ส่วนที่มีข่าวว่า ฝ่ายกัมพูชาเสริมกำลังตามแนวชายแดนเพิ่มขึ้นนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กัมพูชามีการผลัดเปลี่ยน และโยกย้ายกำลังอยู่บ้าง  เพื่อไปฝึกหัด หรือทำงาน ทุกประเทศทำเหมือนกันหมด  ในส่วนของไทยก็ทำ อย่าถือว่าเป็นการยั่วยุ หรือกดดันกัน    อย่างไรก็ตาม เราก็ทำหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุด มีการติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา ต่างฝ่ายต่างก็มีการติดตามสถานการณ์ของแต่ละฝ่ายอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวล