ข่าว

กองทัพพร้อม'กำลังรบ'เฝ้าระวัง'จุดไฟ'ใกล้พระวิหาร

กองทัพพร้อม'กำลังรบ'เฝ้าระวัง'จุดไฟ'ใกล้พระวิหาร

06 พ.ย. 2556

กองทัพเตรียมพร้อม'กำลังรบ'เฝ้าระวัง'จุดไฟ'ใกล้พระวิหาร : รายงาน

                ต้องยอมรับว่าถึงนาทีนี้ คดีปราสาทพระวิหารกลายเป็นความเปราะบางในสถานการณ์การเมืองไทยมากกว่าที่คาดเอาไว้เดิม...

              หนึ่งสัปดาห์ก่อนสิ้นเดือนตุลาคม ที่ประชุมหน่วยงานความมั่นคงสรุปรายงานถึงรัฐบาลหลังประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านแล้วว่า กระแสคดีปราสาทพระวิหารจุดไม่ติด ปลุกไม่ขึ้น และจะไม่ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างแน่นอน ด้วยเหตุผลที่ว่า
    
              1.รัฐบาลเปิดเกมช่วงชิงการให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชนก่อน
    
              2.รัฐบาลแสดงท่าทีโอนอ่อนเข้าหากัมพูชา ไม่ใช้ท่าทีแข็งกร้าวหรือเอาแพ้เอาชนะในทางคดี

              3.กัมพูชารับปากว่าจะไม่หยิบคดีปราสาทพระวิหารขึ้นมาเป็นประเด็นทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลสมเด็จฮุน เซน หรือฝ่ายค้านของนายสม รังสี เพราะกัมพูชามีแต่ชนะกับเสมอ ขณะที่ไทยมีแต่เสมอกับแพ้ แต่กลับเล่นบทเด็กดียอมรับคำพิพากษาทุกกรณี
    
              มีรายงานว่าหน่วยงานความมั่นคงของไทยบางหน่วยที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับ นายสม รังสี ต่อสายถึงผู้นำฝ่ายค้านของกัมพูชารายนี้ เพื่อสำทับความเข้าใจกันอีกครั้งว่าจะไม่ใช้ประเด็นปราสาทพระวิหารมาปลุกกระแสล้มรัฐบาลแน่ๆ ปรากฏว่าได้รับคำยืนยันอย่างหนักแน่นจากเจ้าตัว

              ทุกอย่างดูจะเข้าทางรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปเสียหมด แต่แล้วจู่ๆ ก็มีการดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าสู่การพิจารณาวาระ 2 ของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 31 ตุลาคม ซ้ำยังใช้เสียงข้างมากโหวตผ่านวาระ 3 ไปอย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาพิจารณาแค่วันเดียว ทำให้กระแสต้านกฎหมายล้างผิดแบบสุดซอยทำท่า “จุดติด” ส่งผลให้คดีปราสาทพระวิหารที่จะอ่านคำพิพากษากันในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ กลับมาถูกจับตาอีกครั้ง
    
              โดยเฉพาะหากรัฐบาลดวงแตก ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) เกิดตัดสินให้กัมพูชาครอบครองพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรซึ่งเป็นบริเวณโดยรอบปราสาทพระวิหารที่ไทยเองก็อ้างสิทธิ์มาตลอด ย่อมกลายเป็นตัวเร่งขยายฐานมวลชนโค่นล้มรัฐบาลได้ง่ายและเร็วขึ้น
    
              ถึงนาทีนี้ อะไรที่คิดว่าแน่จึงไม่แน่อีกต่อไป !

ตรึงกำลังในเขตอธิปไตย

              ตั้งแต่กัมพูชายื่นฟ้องคดีต่อศาลโลกเมื่อ 28 เมษายน 2554 กองทัพก็เตรียมการรับมือและทำงานตามหน้าที่มาตลอด ตั้งแต่ตั้งคณะทำงานขึ้นมาทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูล และส่งคนเข้าร่วมในคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญร่วมกับหน่วยงานอื่น

              ต่อมา 18 กรกฎาคม 2554 เมื่อศาลโลกออกมาตรการชั่วคราว โดยเฉพาะขีดเส้นที่เป็น “เขตปลอดทหาร” บริเวณโดยรอบปราสาทพระวิหาร ฝ่ายกองทัพไทยก็ได้ตั้ง “คณะทำงานร่วม 2 ฝ่าย ไทย-กัมพูชา” หรือ เจดับเบิลยูจี (Joint Working Group) เพื่อดำเนินการสับเปลี่ยนกำลังร่วมกัน และภายหลังยังตั้งคณะทำงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ร่วมกันด้วย
แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า กองทัพได้เตรียมข้อมูลอย่างเป็นระบบ เข้มข้น เมื่อรัฐบาลชุดนี้เข้ามา (รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์) ก็เดินหน้าเรื่องเจดับเบิลยูจี จัดการพื้นที่เขตปลอดทหารตามมาตรการชั่วคราวของศาล ส่วนพื้นที่นอกเขตปลอดทหารก็ยังคงมีกำลังทหารตามขอบเขตใต้อธิปไตยของไทย เส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน ทหารก็อยู่ตรงนั้น
    
              ตลอดมามีการปะทะกันประปราย ส่วนใหญ่เป็นความเข้าใจผิด เผอเรอ และอุบัติเหตุ
    
              “ต้องบอกว่าการที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาถือเป็นจุดเปลี่ยนของสถานการณ์ เพราะความสัมพันธ์ระดับผู้นำประเทศดีกว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว แต่ปัจจัยนี้เป็นคนละเรื่องกับการรักษาผลประโยชน์ กล่าวคือไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่ารัฐบาลใดรักษาผลประโยชน์ของชาติมากกว่ากัน เพียงแต่สถานการณ์ตามแนวชายแดนคลายความตึงเครียดลง ปฏิบัติการใดๆ ของทหารจึงไม่น่ากังวลทั้งสิ้น ยังอยู่ในที่มั่น ต่างคนต่างอยู่ ณ ที่ตั้งที่ตัวเองเคยอยู่” แหล่งข่าวระบุ
สั่งเตรียมพร้อมกำลังรบ!
    
              สำหรับการเตรียมการของฝ่ายทหารเพื่อรองรับคำพิพากษาของศาลโลกนั้น มี “กองทัพไทย” เป็นเจ้าภาพ โดย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ได้ตั้งคณะทำงานที่มีตัวแทนจากทุกเหล่าทัพ และมีเสนาธิการทหารเป็นประธาน

              แหล่งข่าวระดับสูงจากหน่วยงานทางทหาร กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่เป็นภารกิจของทหาร คือ การเตรียมพร้อมกำลังรบ ซึ่งได้มีการวางแผนรับมือเอาไว้สำหรับทุกสถานการณ์ เริ่มตั้งแต่หากมีการปะทะประปราย จะต้องทำอย่างไร หากมีการปะทะกันขยายวงกว้างขึ้นต้องทำอย่างไร และหากสถานการณ์บานปลายถึงขั้นรบกัน ต้องทำอย่างไร ทั้งหมดเป็นไปตามแผนปฏิบัติทางทหาร
    
              “มีการวางซีนารีโอต่างๆ ตั้งแต่ดีที่สุดสำหรับไทย ถึงเลวร้ายที่สุดสำหรับไทย หากต้องรบจะใช้กำลังระดับไหน ความพร้อมรบอยู่ในระดับใด ทั้งในแง่กำลังพล ไปจนถึงกระสุนและน้ำมัน กระทั่งงบประมาณที่ต้องเตรียมไว้ด้วยเช่นกัน”
    
              “แผนงานเหล่านี้เป็นหน้าที่โดยตรงของทหาร ฝ่ายรัฐบาลไม่จำเป็นต้องทราบทั้งหมด แต่ฝ่ายทหารต้องมีแผนของตัวเองว่าหากสุดท้ายเกิดต้องรบขึ้นมาจริงๆ จะต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งแต่ละเหล่าทัพก็เสนอแผนของตนขึ้นมาด้วย ทั้งกองทัพบก เรือ อากาศ”

ส่งรายงานพร้อมแผนที่ถึงรัฐบาล
    
              ส่วนแนวโน้มคำพิพากษาของศาล ฝ่ายทหารประเมินเหมือนกับหน่วยอื่นๆ คือมี 4 แนวทาง จึงได้จัดทำรายงานเป็นตุ๊กตาขึ้นมาว่า หากศาลพิพากษาแนวทางที่ 1 จะเกิดอะไรขึ้น แนวทางที่ 2-3-4 จะเกิดอะไร โดยแต่ละแนวทางมีแผนที่แนบเสนอรัฐบาลไปด้วยว่าไทยจะเสียอะไร แค่ไหน เพราะทางได้ไม่มีเลย
    
              “เราแนบแผนที่ไปพร้อมกับรายงานการประเมินผลคำพิพากษาแต่ละแนวทางว่าถ้าศาลตัดสินแบบนี้จะเสียพื้นที่เท่าไร และเปรียบเทียบกันระหว่างแต่ละแนวทาง แต่ไม่ได้ให้น้ำหนักแนวทางไหนเป็นพิเศษ และไม่ได้เสนอแนะอะไรไปยังรัฐบาล เพราะทุกอย่างย่อมขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะตัดสินใจอย่างไร แม้กระทั่งการจะรบหรือไม่รบ” แหล่งข่าวระบุ
ไม่ต้องปฏิบัติตามศาล (ทันที)
    
              แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า รายงานอีกส่วนหนึ่งที่ได้เสนอขึ้นไป คือ กรณีศึกษา หรือ case study ซึ่งเป็นคดีที่ศาลโลกเคยตัดสินแล้ว เท่าที่ได้ค้นคว้าดูพบว่ามีอยู่อย่างน้อย 3 กรณีที่คู่ความไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลโลก คือ คดีสหรัฐกับนิการากัว คดีแอลเบเนียกับอังกฤษ และกรณีการสร้างกำแพงของอิสราเอลในเยรูซาเล็มพื้นที่ของปาเลสไตน์
    
              อย่างไรก็ดี กระทรวงการต่างประเทศตีความคดีเหล่านี้อีกมุมหนึ่งว่า เป็นการถอนฟ้อง (กรณีนิการากัว) ปฏิบัติตามแต่ล่าช้า (กรณีแอลเบเนีย) และไม่ใช่คำพิพากษาของศาล (กรณีสร้างกำแพง แต่เป็นคำแนะนำที่ไม่มีผลผูกพัน)
    
              “เราไม่ปฏิเสธมุมมองของกระทรวงการต่างประเทศ แต่มุมมองของฝ่ายทหารคือไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกก็ได้ อย่างน้อยก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติทันที ซึ่งกรณีศึกษาเหล่านี้เป็นแนวทางหนึ่งที่ไทยอาจใช้หากรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมมากๆ จากคำพิพากษา” แหล่งข่าวระบุ


เฝ้าระวัง “สุมไฟชายแดน”
    
              ประเด็นที่ฝ่ายทหารและหน่วยงานความมั่นคงเห็นตรงกันและมองว่าเป็นเรื่องน่ากังวลที่สุด ก็คือ การจุดประเด็นขัดแย้งตามแนวชายแดน ทั้งการปลุกระดม ปลุกปั่น และการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงขึ้น เช่น การยิงปะทะโดยกองกำลังไม่ทราบฝ่าย เพื่อจุดกระแสให้เกิดการยิงต่อสู้และบานปลาย
    
              ในส่วนนี้กองทัพได้ป้องกันเอาไว้ระดับหนึ่ง ทั้งการติดตั้งลำโพงกระจายเสียง และการสร้างสัมพันธ์ระหว่างผู้นำระดับพื้นที่ของทั้งสองฝ่ายถึงขั้นมีช่องทางการติดต่อกันตลอดเวลา โดยเฉพาะยกหูโทรศัพท์
    
              อย่างไรก็ดี ยังมีข้อมูลจากทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในแง่ของความวิตกกังวลอยู่ดี

              “เรากำลังจับตาอยู่ เพราะต้องระวังสิ่งที่เรียกว่าภัยแทรกซ้อน ซึ่งการข่าวก็ระบุว่ามีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีหน่วยที่ไม่ถูกต้อง หรือหน่วยที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ เข้าไปปฏิบัติทางยุทธวิธีบางอย่างเพื่อจุดกระแสให้เกิดเรื่องขึ้นมา” พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช. กล่าวกับผู้สื่อข่าวเครือเนชั่น

              ทั้งนี้ เมื่อให้ขยายความว่า “หน่วยที่ไม่มีอำนาจหน้าที่” หมายถึงอะไร พล.ท.ภราดร ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยบอกเพียงว่ามีการติดตามความเคลื่อนไหวขององค์กรในลักษณะการกุศลหรือทำงานเพื่อสังคมบางแห่งที่อ้างภารกิจเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และได้รับเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนเป็นจำนวนมาก โดยกำลังติดตามดูว่ามีการสะสมกำลังคนและติดอาวุธหรือไม่

              “เราพยายามมองในแง่ดีไว้ก่อน แต่องค์กรที่ว่านี้ก็มีความเคลื่อนไหวน่าสนใจ ทางฝ่ายความมั่นคงจึงต้องเฝ้าระวัง”
เครือข่ายชายแดนเฝ้าระวัง

              สำหรับแนวทางการรับมือหากมีการสร้างสถานการณ์เพื่อจุดกระแสขึ้นจริงนั้น พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ได้ประสานกับฝ่ายปกครองให้เข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน และทำประชาสัมพันธ์เชิงจิตวิทยา หากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น คนในพื้นที่จะได้รายงานหรือแจ้งข้อมูลให้รัฐบาลทราบ

              “เท่าที่เราส่งทีมงานเข้าไปในพื้นที่ ยืนยันได้ว่าชาวบ้านเขาไม่อยากให้รบ ฉะนั้นถ้าชาวบ้านเห็นสิ่งแปลกปลอมหรือความเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยว่าจะเป็นภัยแทรกซ้อน ก็จะส่งข่าวให้เราทราบ มั่นใจว่าจะควบคุมสถานการณ์ให้สงบเรียบร้อยได้” เลขาธิการ สมช.ระบุ

              แหล่งข่าวจากหน่วยงานด้านความมั่นคงให้ข้อมูลเสริมว่า องค์กรการกุศลที่อ้างภารกิจเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังถูกจับตานี้ มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารเมื่อปี 2549 เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
    
              และเมื่อผนวกรวมกับสถานการณ์การเมืองเรื่องต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ในปัจจุบันแล้ว ยิ่งทำให้สถานการณ์ชายแดนด้านเขาพระวิหารยังมิอาจไว้วางใจได้เลย เพราะไม่ว่าศาลโลกจะมีคำพิพากษาออกมาในแนวทางใด ฝ่ายไทยมีแต่เสียกับเสีย...

              ไม่เสียมากก็เสียน้อยแค่นั้นเอง!

...............................

(หมายเหตุ : กองทัพเตรียมพร้อม'กำลังรบ'เฝ้าระวัง'จุดไฟ'ใกล้พระวิหาร : รายงาน)