ข่าว

คุก1ปีปรับ3หมื่น'สนธิ'หมิ่น'หม่อมอุ๋ย'

คุก1ปีปรับ3หมื่น'สนธิ'หมิ่น'หม่อมอุ๋ย'

04 พ.ย. 2556

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้จำคุก 1 ปี ปรับ 3 หมื่นบาท 'สนธิ ลิ้มทองกุล' หมิ่น 'หม่อมอุ๋ย' เมื่อปี 50

 

                       4 พ.ย.56 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.1352/2550 ที่ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด , นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย , บริษัท แมเน เจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และนายขุนทอง ลอเสรีวานิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328

                       โดยโจทก์ยื่นฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 ม.ค.50 นายสนธิ กล่าวผ่านรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทางช่อง News 1 เอเอสทีวี ทำนองว่าโจทก์ล้างมลทินให้กลุ่มอำนาจเก่าปล่อยให้มีการออกสลากบนดิน 2 ตัวขัดต่อกฎหมาย และโจทก์ช่วยเหลือ นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ที่ไม่ตรวจสอบการขายหุ้นแอมเพิลริชให้กลุ่มทุนเทมาเส็ก และปกป้องผู้กระทำผิดกรณีที่ปล่อยให้มีการโอนหุ้นชิน บมจ.ชินคอร์ป โดยไม่เสียภาษี รวมทั้งมีผลประโยชน์ทับซ้อนในธนาคารกสิกรไทยฯด้วย ซึ่งต่อมา นสพ.ผู้จัดการรายวันได้นำมาเผยแพร่

                       ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 10 ก.ย.52 ว่าบ.ไทยเดย์ ฯ , นายสนธิ และ นายขุนทอง บก.นสพ.ผู้จัดการ จำเลยที่ 1, 2, 4 กระทำผิดฐานหมิ่นประมาท โดยนายสนธิ จำเลยที่ 2 ได้ชี้นำโน้มน้าวให้ประชาชนผู้ฟังเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนชั่วมีพฤติการณ์บริหารงานต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้อง เป็นการกล่าวพาดพิงโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้จำเลยเคยรับโทษในคดีลักษณะนี้มาแล้ว เห็นควรให้จำคุกนายสนธิ จำเลยที่ 2 เป็นเวลา 2 ปี และให้ยกฟ้อง บ.แมเนเจอร์ จำเลยที่ 3

                       ส่วนไทยเดย์ฯ จำเลยที่ 1 ให้ปรับ 200,000 บาท ส่วนนายขุนทอง บก.นสพ.ผู้จัดการ จำเลยที่ 3 ให้จำคุก 1 ปีและปรับ 30,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา และให้จำเลยร่วมกันลงโฆษณาคำพิพากษาใน นสพ.ไทยรัฐ, เดลินิวส์, มติชน, ผู้จัดการรายวัน เป็นเวลา 5 วัน ต่อมาจำเลยที่ 1,2 และ 4 ยื่นอุทธรณ์

                       ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า นายสนธิ จำเลยที่ 2 กล่าวถึงโจทก์ว่า ได้หลอกลวงประชาชนและรัฐบาลสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และโจทก์ เป็นผู้สั่งอนุมัติโครงการหวยบนดิน ก่อนที่จะเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อล้างมลทินให้ผู้กระทำความผิดรวมทั้งตัวโจทก์เองซึ่งเป็นอดีต รมว.คลัง และกล่าวว่า โจทก์ช่วยเหลือปกป้องนายศิโรตม์ สวัสดิพาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งการพูดของจำเลยที่ 2 ทำให้ประชาชนผู้ฟังเข้าใจผิดในตัวโจทก์ว่า เป็นคนชั่วมีพฤติการณ์บริหารงานต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้อง ทั้งที่ข้อเท็จจริงในหลายกรณี เช่น กรณีนายศิโรตม์ ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากระทรวงการคลัง สั่งพักราชการนายศิโรตม์และมีมติเอกฉันท์ไล่ออกจากตำแหน่ง โจทก์ไม่มีพฤติการณ์ปกป้อง ส่วนการอนุมัติโครงการหวยบนดินนั้นก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้สั่ง แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่าเป็นการติชมโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะด้วยความเป็นธรรม ในฐานะสื่อมวลชน แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการใส่ร้ายให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

                       แต่อย่างไรก็ตาม ศาลก็เห็นว่า นายสนธิ จำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนามุ่งร้ายกับโจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ 2 พูดเกี่ยวกับประเด็นสาธารณะและผลประโยชน์ของส่วนรวม ที่ศาลชั้นต้นให้จำคุกนายสนธิ จำเลยที่ 2 เป็นเวลา 2 ปี นั้นศาลอุทธรณ์เห็นว่ารุนแรงเกินไป จึงเห็นควรลงโทษในสถานเบาและแก้โทษให้เหมาะสม เป็นว่าให้จำคุกนายสนธิ จำเลยที่ 2 เป็นเวลา 1 ปี และปรับ 30,000 บาท แต่จำเลยเป็นสื่อมวลชน ซึ่งมีความสำคัญในการตรวจสอบ ท้วงติงการทำงานของรัฐบาลและทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม จึงเห็นควรสนับสนุนให้จำเลยที่ 2 ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างเข้มแข็งต่อไป โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี และเมื่อโทษจำคุกรอลงอาญา จึงไม่ต้องนับโทษต่อจากคดีที่ศาลพิพากษาจำคุกฐานหมิ่นประมาท นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีต รมช.คมนาคม

                       ส่วน บ.ไทยเดย์ ฯ จำเลยที่ 1 เห็นว่าร่วมกับจำเลยที่ 2 โดยการบันทึกถ้อยคำที่กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ลงในวีซีดีออกเผยแพร่ ให้ปรับ 100,000 บาท สำหรับนายขุนทอง บก.นสพ.ผู้จัดการ จำเลยที่ 4 นั้นเห็นว่าที่ศาลชั้นต้นลงโทษมานั้นถือว่าเหมาะสมแล้ว

                       ภายหลังนายสนธิ กล่าวถึงการเสนอออก ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมว่า ตนไม่เห็นด้วยและคนส่วนมากก็ไม่เห็นด้วยกับ ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้ เพราะเป็นการออกโดยไม่ชอบ เพื่อให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่เหตุการณ์ปี 2547 ซึ่งในปีดังกล่าวรวมไปถึงเห็นการกรือเซะและตากใบด้วย และถ้าพ.ต.ท.ทักษิณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทำไมจะต้องนิรโทษย้อนหลังไปถึงปี 2547 ด้วย

                       อย่างไรก็ดีแม้ ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวจะตกไปตนก็ไม่เดือดร้อน เพียงแต่อึดอัดที่ติดเงื่อนไขของศาล ซึ่งตนก็ไม่กังวลในคดีที่กลุ่มพันธมิตรฯถูกฟ้องต่อศาล เนื่องจากมั่นในใจความบริสุทธิ์และคาดว่าเหตุการณ์ในอนาคตต่อจากนี้คงไม่ดีแน่ เพราะพ.ร.บ.ฉบับสุดซอยเป็นเหตุจงใจให้เกิดเรื่องขึ้น ซึ่งทราบข่าวมาว่าขณะนี้ผู้ใหญ่ในกองทัพถูกซื้อตัวไว้แล้วและหากเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นทหารจะออกมาเซ็ทซีโร่ หรือเริ่มต้นใหม่

                       เมื่อถามถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่ริมทางรถไฟสามเสนของพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม นายสนธิ กล่าวว่า เขาก็สู้ในแบบของเขา แต่เห็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ยังเป็นนักการเมืองอยู่และยังสละหัวโขนไม่ได้ ไม่เหมือนกับกลุ่ม คปท.อุรุพงษ์ที่พร้อมจะสู้ทุกอย่าง แม้ว่าวาทะของนายอภิสิทธิ์จะสวยหรู ดูเท่ แต่สุดท้ายจะเป็นอย่างไรก็ต้องติดตามต่อไป

                       เมื่อถามว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะมีความเคลื่อนไหวหรือไม่ นายสนธิ กล่าวว่า ตนไม่ใช่แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯแล้ว แต่กลุ่มผู้ชุมนุมที่อุรุพงษ์และสวนลุมพินีก็เป็นแนวร่วมพันธมิตรฯ ซึ่งทุกคนเป็นเจ้าภาพได้หมด การที่มีกลุ่มต่างๆ ออกมาต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะขณะนี้ระบบของบ้านเมืองล้มเหลว ซึ่งถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนแปลง