
มาดใหม่ญี่ปุ่นไม่หงอจีน
มาดใหม่ญี่ปุ่นไม่หงอจีน : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น Facebook : ruarob.muangman
ใครที่ติดตามความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนอย่างต่อเนื่องคงจับท่าทีแปลกๆ อย่างที่จั่วหัวได้ จริงอยู่ที่ทุกคนทราบว่าสองชาตินี้ไม่ถูกกันมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ในปัจจุบันก็ยังกระทบกระทั่งกันเรื่อยมา บางครั้งก็ใหญ่บางครั้งก็เล็ก ส่วนมากญี่ปุ่นจะเป็นฝ่ายยอมผ่อนปรน ไม่เถียงสู้ ขณะที่จีนก็ไม่บีบบังคับเกินเลย ควบคุมกระแสของประชาชนให้อยู่ในฐานะที่ไม่กระทบมิติด้านอื่นอย่างเป็นรูปธรรม แต่นับตั้งแต่ปี 2555 ที่ทั้งคู่ขยายปมปัญหาหมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยู แรงกว่าเดิมมาก ดูเหมือนญี่ปุ่นจะไม่ยอมจีนอีกต่อไปแล้ว ยิ่งนานวันรัฐบาลญี่ปุ่นฉายแววตีลูกแข็งกับจีน จนทำให้ปีหน้าปัญหาทะเลจีนตะวันออกอาจร้อนระอุยิ่งกว่าทะเลจีนใต้
เท่าที่ผ่านมาหลายสิบปี ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่รู้สึกผิดบาปต่อสิ่งเลวร้ายที่ทหารสมเด็จพระจักรพรรดิทำกับชาวจีนสมัยสงครามโลก จึงปรับตัวเองให้รักในสันติ มุ่งสร้างสัมพันธ์อันดีผ่านทางการค้าขาย นอบน้อม รัฐบาลญี่ปุ่นทุกสมัยก็ทำเช่นนั้นมีการให้เงินกู้กินเปล่าแก่จีนจำนวนมาก อดทนต่อการเสียดสีต่อว่าในหลายเรื่อง บางเรื่องดูใหญ่มาก เช่น การประณามและเผาทำลายทรัพย์สินญี่ปุ่นในหมู่ชาวจีนที่ลุกลามหนักปี 2551 นั้น รัฐบาลโตเกียวก็พยายามรับมืออย่างใจเย็น จนฟื้นสัมพันธภาพกับรัฐบาลปักกิ่งมาได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่านักการเมืองยังหลุดความเป็นชาตินิยมที่กระเทือนจิตใจเพื่อนบ้านอยู่บ่อยครั้ง เช่น แก้ตำราเรียนหรือไหว้ศาลยาสุกุนิ และที่ไม่ลืมคือการสร้างสมกำลังรบอย่างเงียบๆ 1% ของจีดีพีที่ญี่ปุ่นใช้กับการทหาร ทำให้กองกำลังญี่ปุ่นติดอันดับกองทัพที่ดีที่สุดหนึ่งในสิบของโลกก็ตาม ท่าทีแบบเกรงใจจีนอยู่เรื่อยนี้นานไปก็ส่งผลกระทบต่อมติมหาชนชาวญี่ปุ่นเหมือนกันว่าจะอะไรกันนักหนา นั่นก็ส่งผลให้กระแสขวาในญี่ปุ่นแรงขึ้น
ญี่ปุ่นที่เคยรุ่งเรืองในยุค 80 ตกต่ำลงทุกทีตั้งแต่ยุค 90 จนถึงบัดนี้ยังไม่ฟื้นตัว สวนทางกับจีนที่แรงแซงหน้า แม้แต่เกาหลีใต้ที่เคยเป็นลูกไล่ก็ล้ำหน้าไปบ้างแล้ว สถานการณ์แบบนี้ทำให้ชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ไม่น้อยคิดว่าเป็นเพราะท่าทีอ่อนแอของรัฐบาลตนจึงทำให้ใครก็ข่มหมูได้ พวกเขาต้องการให้ประเทศเข้มแข็งมีเกียรติภูมิ ไม่อยู่ใต้ร่มธงของอเมริกันหรืออารมณ์ของเพื่อนบ้าน พวกเขาจึงกระตุ้นให้รัฐบาลหาทางพัฒนากำลังรบขึ้นไปอีก แก้รัฐธรรมนูญให้กองทัพสง่างามในต่างแดนกว่านี้ รุกจับมือด้านความมั่นคงกับเพื่อนบ้านมากขึ้น มีบทบาทสูงขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ และปรับความสัมพันธ์กับจีนเสียใหม่ให้เท่าเทียมกันจริงๆ งานนี้รัฐบาลไม่ว่าจะมาจากพรรคไหนก็กลายเป็นกร้าวกับจีนขึ้นมา
กรณีเซนกากุ/เตียวหยู นั้นสำคัญต่างจากการขอกันกินแบบฝุ่นทะเลทรายจีนลามเข้าญี่ปุ่นหรือการถูกเผาธงชาติ เพราะนี่คือจุดยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับทั้งอธิปไตยและแหล่งทรัพยากร และที่สำคัญคือญี่ปุ่นครอบครองเกาะตามพฤตินัยอยู่ (ต่างจากกรณีด็อกโด/ทาเคชิมะ ที่เกาหลีใต้ครอบครองทางพฤตินัย) ตั้งแต่ปี 2555 รัฐบาลญี่ปุ่นกับจีนลดการค้า การท่องเที่ยว การทูตและอื่นๆ ลง สวนทางกับการส่งเสริมหนทางไม่สันติมากขึ้น เช่น ส่งเรือยั่วยุกัน ขู่จะใช้กำลังต่อกัน และที่น่าหวั่นเกรงคือเพิ่มการท้าทายด้านความมั่นคงกันมากขึ้น
รัฐบาลชินโซ อาเบะ ช่วงนี้ดูกร้าวผิดตา ไม่ใช่แค่ขู่จะสอยโดรนจีน แต่จะขวางการเป็นใหญ่ในภูมิภาคของจีนเอาด้วย ซึ่งก็สอดคล้องกับการจับมือกับเวียดนามและฟิลิปปินส์ ที่กำลังมีปัญหาทะเลจีนใต้กับรัฐบาลปักกิ่งอยู่ ไม่เพียงแต่เท่านั้น ยังตั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติ ออกกฎหมายต่อต้านข่าวกรองเอาโทษคนผิดอัตราสูง อวดโอ่ยุทโธปกรณ์ล้ำสมัยใหม่ๆ และอื่นๆ อีกมาก งานนี้ฝ่ายที่จะประสานให้คืนดีกันเช่นพวกส่งเสริมวัฒนธรรมหรือแม้แต่รัฐบาลไทยในฐานะรักทุกคน นั้นคงเหนื่อยกว่าเดิม แต่ที่แน่ๆ คือคนไทยเบาใจได้เลยว่าญี่ปุ่นไม่กลับไปกีดกันคนไทยด้วยวีซ่าอีกแน่ เพราะญี่ปุ่นจะเอาอาเซียนมากขึ้น



