
อภิปรายพรก.กู้เงิน(7):"มิ่งขวัญ"แนะรัฐบาลทบทวนพรก.-พรบ.กู้เงิน
"มิ่งขวัญ" แนะรัฐบาลทบทวน พรก.-พรบ.กู้เงิน 8 แสนล้าน ห่วงสร้างหนี้ให้คนทั้งชาติ เป็นตราบาปติดตัว ชี้ ปชป.กำลังสร้างบรรทัดฐานใหม่ ติงเอาใจใส่แก้ปัญหาเกษตรกร มืดมนในการหารายได้ หวั่นหนี้สาธารณะพุ่งร้อยละ 60 กระทบสถานภาพ ความเชื่อมั่นประเทศ เสนอให้ค่อยกู้
(15มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 22.00 น.นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี อภิปรายปิดท้ายว่า ตนได้รับมอบหมายให้อภิปรายให้ประชาชนทุกคนเข้าใจอย่างง่ายที่สุดว่ารัฐบาล สมัคร สุนทรเวช ได้จัดทำงบประมาณปี 2552 ไว้ 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งตอนนั้น ปัญหายังไม่รุนแรง โดยรัฐบาลจะต้องกล้าท้วงติงการตัดทอน การจัดงบประมาณ ในภาวะวิกฤติอำนาจฝ่ายบริหารสามารถดำเนินการได้ โดยเฉพาะงบกลางปีได้บอกว่าจะเอาใช้แก้วิกฤติเศรษฐกิจและกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.6 แสนล้านบาท แต่ไฟไหม้แล้วแต่ดับถูกที่หรือเปล่า ไฟไหม้สุขุมวิทไปดับที่บางลำพู โครงการเรียนฟรี 15 ปีของกระทรวงศึกษาธิการ 1.9 หมื่นล้านบาท ตนเห็นด้วยในการพัฒนาคน แต่สิ่งที่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ แต่เป็นงบลงทุนระยะยาว ขัดแย้งกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้าไปใช้ทั้งหมดเกือบสองหมื่นล้านบาท ควรอยู่ในงบประมาณปกติในกระทรวงศึกษาธิการ
ส่วนเรื่องเช็คช่วยชาติ ใช้เงิน 1.9 หมื่นล้าน เกือบ 2 หมื่นล้าน ถ้าการใช้เช็คไปแจกคนที่มีรายได้ มีเงินเดือน รัฐวิสาหกิจที่มีเงินเดือนไม่ถึง 1.5 หมื่นบาท กับ 1,400 บาท มีจำนวน 7 ล้านคนก็อยากถามว่ารัฐบาล นายกฯเงิน 2,000 บาทจะมีคุณค่ามากแค่ไหน เพราะถือว่าช่วยคนผิดประเภท อย่างในการจ่ายเงินโอนเข้าบัญชี ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก ขอตั้งข้อสังเกตการเป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ธนาคารรัฐมีมากมาย ทำไมต้องเอาเงินเข้าธนาคารเอกชน เฉพาะสองโครงการใช้เงินเกือบสี่หมื่นล้านบาท ปัจจุบันรายได้หลักของประเทศมาจากการท่องเที่ยว ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่เข้าประเทศแต่ดูจากเอกสารให้งบ 1,000 ล้านบาท ส่งออก 1,000 ล้าน อุตสาหกรรม 500 ล้าน เทียบแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ เปรียบกับงบ 2 แสนล้าน นี่หรือที่รัฐบาลขอเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจกลางปี รวมทั้ง การประมาณการการคลัง จีดีพี วันนี้ได้ต้องออกมาเถียงกัน สภาพัฒน์ออกมาระบุติดลบร้อยละ 7.1 แต่ที่เป็นห่วงอยากให้ไตร่ตรองรอบด้าน ถ้าประเมินปัญหาผิดก็จะมองปัญหาผิดไปหมด
นายมิ่งขวัญ กล่าวว่า นอกจากนี้ ตนติดตามตัวเลขเศรษฐกิจมาตลอดบ่อยก็คือการกู้เงิน เดิมทราบว่าจะกู้เงิน 2 แสนล้านบาทจริงตอนนายกฯเดินทางไปญี่ปุ่น แต่วันนี้ได้นำ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน พรุ่งนี้จะเสนอร่าง พรบ.กู้เงิน 4 แสนล้าน เหมือนเราไปทำงานวันนี้เป็นหนี้ 4 แสนล้าน พอวันรุ่งขึ้นเช้าไปทำงานก็เป็นหนี้อีก 4 แสนล้านบาท รวมเป็นเงินกู้ 8 แสนล้าน ถือว่าอภิมหาศาล ถือว่าก่อหนี้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และทราบว่าจะมีการกู้เงินสูงถึง 1.43 ล้านล้าน จริงหรือไม่จริง นายกฯจะต้องชี้แจงต่อไป การอัดฉีดเม็ดเงิน ของโอบามา แตกต่างกับ โอบามาร์ค การนำเงินมาใช้ คือ รัฐบาลไม่มีเงินอัดฉีดแต่เป็นเงินที่กู้เงินมา ถ้ากู้มาใช้ไม่เกิดผล หรือสัมฤทธิ์ผล ดูจากโครงการใช้เงินมา ได้ยินนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง บอกว่าจะทำถึง 6 พันกว่าโครงการ ควรจะทำทีละขั้นตอน
“สิ่งที่ผมเป็นห่วงในการคิดยุทธศาสตร์ในการจัดการ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ อยากเตือนสั้นๆ หากหาเงินเก่ง ใช้เงินเก่ง แต่ถ้าหากเงินไม่ได้ แต่ใช้เงินเก่ง อย่างที่กู้เงินแล้วมาใช้เป็นประชานิยมก็มีปัญหาแน่นอน ห่วงว่า ถ้าเมื่อใช้ไปแล้ว จบไปแล้ว ที่สำคัญเป็นหนี้ไปแล้ว แล้วหนี้ที่แบกภาระทั้งประเทศจะทำอย่างไรต่อไป อนาคตหนี้จะเป็น 8 หมื่น หรืออาจถึง 1 แสนต่อหัว ข้อมูลความจริงตัวเลข บางครั้งผู้บริหารที่ดีจะต้องตัดสินใจ ต้องเด็ดขาด อย่างรถเมล์เข้าออก เข้าออก เข้าออก ศึกษา ตนบอกได้เลยถ้าดูแล้ว ไม่ใช่ตัดไปเลย เอาสมองไปคิดอย่างอื่น คนจะจดจำท่านไปอีกอย่างหนึ่ง” นายมิ่งขวัญกล่าว
นายมิ่งขวัญ กล่าวว่า ในเรื่องของการบริหารจัดการ ตนไม่แน่ใจ ว่าชาวนาเกษตรกรนอนหลับดีหรือยัง อยากจะชี้สินค้าเกษตรกับข้าว ประเทศมีประชากร 60 กว่าล้าน มี 85 เปอร์เซ็นต์ คนระดับล่างที่ปลูกข้าว การจัดการตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ ช่วงที่ตนเป็น รมว.พาณิชย์ ชาวนาคงจำได้ ตอนนั้นมีภาพไปขโมยเกี่ยวข้าว ชาวนาต้องนอนเฝ้านา ปีที่แล้วขายข้าวเปลือก ข้าวจ้าวต่อเกวียนหนึ่ง 1.4 หมื่นบาท ตอนนี้เหลือ 7 พันบาท แต่ช้ำหนักราคาน้ำมัน ปุ๋ยขึ้นราคา ลงทุนมากขายได้น้อย ถ้าอยู่กระทรวงพาณิชย์จะไม่ทำเด็ดขาด ที่อยู่จะทำให้ข้าวสวยทะลุ 3 หมื่น ทะลุ 4 หมื่นบาท และบอกชาวนาอย่าเพิ่งขาย แต่ปีนี้ กระทรวพาณิชย์ จะเอาข้าว 2.6 ล้านตัน ออกมาทำให้ข้าวตกฮวบ ทั้งๆที่ข้าวนาปีชาวนากำลังจะออกมา จนต้องเพิ่มโควตาใช้เงินอีกหลายหมื่นล้าน ถ้าขายช้า หุบปากนิ่ง จะเกิดอะไรขึ้นเพราะเรื่องกระทบชาวนากว่า 20 ล้านคน ดังนั้นจึงอยากให้เอาใจใส่เกษตรกรชาวนาให้มากยิ่งขึ้น เพราะเห็นราคาแล้วตกใจ เศร้าใจและเป็นห่วงเช่นปีที่แล้วราคายางสูงสุดกิโลกรัม 100 บาท เหลือ 40 บาท
และขอฝากนายกฯลงไปดูราคาน้ำมันแตะ 100 บาเรล แต่พอนายอภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯน้ำมันแตะ 30 บาเรล อยากให้ลงไปดูอย่างละเอียดเพราะมีสามองค์ประกอบของน้ำมันเปลี่ยนแปลงสำคัญมาจาก ภาษีสรรพสามิต การเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันและค่าส่วนต่างของตลาด ส่วนนโยบายสวัสดิการประชานิยม ที่รัฐบาลออกมาแจกเงินทุกอย่างดีไหม ต้องบอกว่าดีแต่ท่านต้องหาเงินเก่ง แต่การที่ท่านจะกู้เงิน 2 วัน เป็นเงิน 8 แสนล้าน จากแหล่งเงินภายในประเทศ ทั้ง 8 แสนล้าน อยากบอกว่าเงินจะหายจากระบบ มีคำถามว่าจะกู้เงินจากธนาคารไหน ถ้าตนเป็นเจ้าของธนาคาร อยู่ๆรัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง บอกว่าจะมากู้เงิน แต่เมื่อไหร่จะได้คืน แต่ท่านทำให้สภาพคล่องในประเทศ ซึ่งคนที่จะไปกู้ก็จะหาเงินลำบาก แล้วเศรษฐกิจจะเจ๊ง ก็เจ็งจริง ทำให้เงินมีน้อย ระวังจะเกิดข้อครหากับธนาคารพาณิชย์ของเอกชน
“การกู้เงินจากต่างประเทศ ประเทศไทยถูกจัดลำดับประเทศกำลังพัฒนาทางเศรษฐกิจ เราไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ จี 7 จี 8 ซึ่งเราควรมีหนี้สาธารณะร้อยละ 50 จาก จีดีพี แต่ต้องดูดีๆโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน หลายประเทศฐานการจัดเก็บภาษีต่างกับประเทศไทย จึงอยากมองเผื่อไว้ คน 64 ล้านคน กินอยู่อย่างไร จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพของประเทศ ถ้าต้องการมีหนี้สาธารณะร้อยละ 60 แล้วสถานภาพของประเทศจะยุ่ง จะกระทบความเชื่อถือ อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ถ้าหาเงินมาใช้หนี้ไม่ทัน ขอยืนยันว่าพระเอกตายจะวนไปเหมือนปี 40 ถ้าตกเป็นหนี้ของต่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ แต่ปีนี้เศรษฐกิจเลวร้ายทั้งโลกก็จริง“ นายมิ่งขัวญ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมิ่งขวัญยังได้สรุปอยากขอเสนอให้ทบทวน พรก. และพรบ.กู้เงิน คนไทยทั้งประเทศจะเป็นหนี้ 8 แสนล้านพร้อมกับท่านซึ่งเป็นเงินมหาศาล ถ้าผ่านไปวันนี้ประวัติศาสตร์ นายกฯอภิสิทธิ์ ที่กู้เงินสูงสุด ถ้ากู้เงินแล้ว แก้ไม่สำเร็จจะเกิดอะไรขึ้น ควรจะทำเท่าที่จำเป็น ไม่ได้หรือเพราะมันอีลุ่ยฉุยแฉกไม่ใช่กู้ไปแล้วค่อยมาตรวจสอบ การกู้ 8 แสนล้าน ท่านไปแย่งเม็ดเงิน จะทำให้ไปทับภาคธุรกิจและคำถามสำคัญคือ นายกฯจะต้องตอบให้ได้คนไทยจะเป็นหนี้ต่อหัวต่อคนเท่าไหร่ จะเป็นหนี้อีกนานเท่าไร จะใช้หนี้ได้เมื่อไหร่ ไม่ใช่ว่าจะเป็นรัฐบาลตลอดไป เพราะรัฐบาลหน้ามาก็ต้องมาแก้ปัญหาหนี้อีก
"ถ้าเป็นไปได้ อยากให้ค่อยๆกู้ ค่อยกระตุ้น ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่อยากให้หักโหม ไม่ได้ต่อต้านการกู้ พูดด้วยความจริงใจเพราะวงเงินเยอะเกินไป การออก พรก.ตรวจสอบ เพราะพรรคประชาธิปัตย์เป็นเจ้าแห่งหลักการ ซึ่งการออก พรก.ท่านกำลังสร้างบรรทัดฐานใหม่ จึงไม่อยากรีบร้อน ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ กู้เงิน ขึ้นภาษี และที่ไม่ขายสมบัติชาติ ผมเห็นด้วย และอีกข้อสำคัญ 6 เดือน ในการเป็นนายกฯยังไม่เห็นนายกฯพูดถึงนโยบายการหาเงิน ถ้าใช่เงินเก่ง ทางออกอยากแนะนำ นอกจากหารายได้เข้าประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ขณะนี้รัฐบาลกำลังจะรับความเสี่ยงในการลงทุน โดยไม่แบกรับความเสี่ยงทั้งหมด จะต้องลดความเสี่ยง จะรักชาติแค่ปากหรือเปล่า ถ้าไม่มีเงินกล้าที่ควักเงินออกมาหรือไม่ อย่าไปกู้เงินมาใช้เองทั้งหมด ”นายมิ่งขวัญ กล่าว



