
'อรรถพล'ลั่น'ผมไม่เป็นหนี้บุญคุณใครทั้งนั้น'
อรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุด 'ผมไม่เป็นหนี้บุญคุณใครทั้งนั้น' : เกศิณี แตงเขียวรายงาน
นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุด ให้สัมภาษณ์เปิดใจถึงการใช้ดุลพินิจสั่งฟ้อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีต ผอ.ศอฉ. ในข้อหาก่อให้ผู้อื่นกระทำผิดฆ่าและพยายามฆ่าโดยเจตนาและเล็งเห็นผล จากกรณีออกคำสั่ง ศอฉ.ขอคืนพื้นที่การชุมนุม นปช.ว่า หลังจากที่มีคำสั่งฟ้อง ผมก็ไม่รู้ว่าจะมีคนเกลียด หรือคนรัก แต่สิ่งที่จะทำให้สังคมไทยเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม โดยคดีดังกล่าวเมื่อได้ดูรายละเอียดในสำนวน แล้วก็ได้อาศัยประสบการณ์มาศึกษาข้อกฎหมายคดีนี้ และมั่นใจ 100% ว่าเรามองกฎหมายไม่พลาด
"ค่อนข้างมั่นใจว่าหลักกฎหมายเราจะไม่หลุด ซึ่งคำว่าไม่มีหลุดไม่ได้หมายถึงคดีในชั้นศาล แต่หมายถึงไม่มีหลุดในความคิดเห็นเรื่องข้อเท็จจริง พยานหลักฐานและกฎหมาย ส่วนศาลอาจจะเห็นหรือต่างกับอัยการก็ได้" นายอรรถพล ระบุ
ส่วนงานแรกในการรับตำแหน่งคือ สั่งคดีอดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยเป็นผู้นำประเทศ มีความกดดันหรือไม่ "อรรถพล" ระบุอย่างมั่นใจว่า "ไม่กดดันเลยครับ สั่งแบบสบายๆ เพราะเรามั่นใจในข้อกฎหมาย" ซึ่งเมื่อผมมีโอกาสก็ทั้งสอนและอบรมอัยการทุกคนว่า การสั่งคดีใดๆ เราต้องยึดข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายควบคู่กันไป บางครั้งข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้แต่หลักฐานไม่เป็นไปตามนั้น เราก็ต้องเชื่อตามพยานหลักฐานแล้วดูข้อกฎหมาย ส่วนคดีที่ประชาชนกำลังสนใจ จริงๆ แล้วง่ายนิดเดียวที่จะแยกแยะว่า ป.ป.ช. หรือพนักงานสอบสวนอื่น อย่างพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่จะมีอำนาจไต่สวนคดีนั้น ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 เป็นกฎหมายที่ประกาศออกมาพร้อมกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่า วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2542 หลักมีอันเดียวว่า
เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือเจ้าพนักงานทุจริตเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.จะไต่สวน แต่ถ้าเป็นเจ้าพนักงานซึ่งการกระทำไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตแล้วก็ถือว่าไม่เกี่ยว ป.ป.ช. ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ คิดง่ายๆ เลย ตำรวจแต่งเครื่องแบบไปกินเหล้า แล้วสั่งลูกน้องให้ยิงบุคคลอื่น ซึ่งแย่งจีบนักร้องกัน ถามว่าเช่นนี้ต้องส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.หรือไม่ ขณะที่การวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจไต่สวน ก็เคยมีทั้งคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. และแนวทางคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งคดีของนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ผมก็อ้างไว้ในคำสั่งด้วยและได้มีการเปิดเผยไปแล้วในการแถลงข่าวของทีมโฆษก
“นี่คือแนวทางที่ผมดำเนินการ ถ้าผมเก็บเรื่องดังกล่าวไว้แล้วไม่วินิจฉัย เตะถ่วงไปเรื่อยๆ ถามว่าแล้วจะเกิดอะไรขึ้น และถ้าจะเป็นอย่างนั้นผมคงได้รับการชื่นชมแบบไม่มีใครโจมตีเลย แต่เมื่อผมสั่งคดีแล้ว ผมก็ไม่ได้หวังคำชื่นชม เพราะคนชื่นชมจะเป็นพลังเงียบที่อยู่เฉยๆ แต่คนที่จะโจมตีจะมีมามากมาย แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะคิดว่าถ้าคนที่เป็นอัยการยึดถือวิชาชีพตัวเองก็ต้องกล้าที่จะวินิจฉัยสั่งการ แม้จะกระทบว่าจะถูกฟ้องกลับหรือไม่ ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา ห้ามกันไม่ได้ แต่ถ้าเราผิดจากจรรยาบรรณหรือหน้าที่ตัวเองแล้ว เรียกว่าเป็นเรื่องน่าอดสูที่จะเก็บเรื่องไว้เฉยๆ แล้วไม่วินิจฉัยสั่งคดี”
ส่วนข้อที่สงสัยว่า เหตุใดคนสั่งผิดแต่คนยิงไม่ผิด นายอรรถพลกล่าวว่า ในสำนวนไม่มีคนยิง จึงไม่อาจสั่งคดีเลยไปถึงคนที่ไม่มีในสำนวนได้ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการนั่งเทียนสั่งคดี และเผอิญผมไม่ชอบนั่งเทียนด้วย
ส่วนที่มีข้อสงสัยว่า การสั่งคดีเช่นนั้นเป็นการช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายอรรถพลตอบว่า “ผมไม่ได้ช่วยใครเลย ผมเป็นกลาง” เพราะว่าการที่ผมได้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ก็เพราะได้เสียงเอกฉันท์ 15 คนจากคณะกรรมการอัยการ และเมื่อขั้นตอนชั้นตรวจสอบคุณสมบัติของวุฒิสภา 25 คนก็ยังได้เสียงเอกฉันท์ ส่วนชั้นลงมติของวุฒิสภามี 138 คนร่วมประชุม โดยประธานวุฒิสภางดออก 1 เสียงเนื่องจากทำหน้าที่การประชุม แต่ ส.ว.อีก 137 คนก็ให้เสียงเอกฉันท์ ซึ่งไม่คิดว่า ส.ว.คิดว่าผมเป็นฝ่ายไหน แต่น่าจะดูจากผลปฏิบัติงานตั้งแต่จบการศึกษาก็เป็นอาจารย์สอนใน ม.รามคำแหง ปี 2515 และมาเป็นอัยการ ปี 2518 ตลอดมาจนปัจจุบันก็ยังสอนหนังสือทั้งปริญญาตรี และโท รวมทั้งสำนักอบรมกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา จึงเห็นว่าน่าจะมีความรู้ที่สั่งคดีให้ความเป็นธรรมได้
“ทั้งที่สังคมมักจะเข้าใจว่า ส.ว.มีหลายฝ่าย แต่สุดท้ายผมก็ได้รับความไว้วางใจจาก ส.ว.ทั้งหมด ผมก็จะไม่ทำให้ทุกท่านที่สนับสนุนผมต้องผิดหวัง แต่จะเห็นได้ชัดว่าพรรคการเมืองไม่มีส่วนในการออกเสียงสนับสนุนผมเลย ดังนั้นผมไม่เป็นหนี้บุญคุณใครทั้งนั้น การทำงานต่างๆ ต้องทำด้วยความถูกต้อง แต่การที่มีคดีมาถึงพนักงานอัยการต้องรู้ว่ามี 2 ข้างแน่นอน คือข้างหนึ่งชอบ อีกข้างหนึ่งต้องไม่ชอบ เพราะถ้าชอบทั้ง 2 ข้าง ก็จะไม่มีงานมาถึงพนักงานอัยการ”
สำหรับแนวทางการทำงานอีก 2 ปีของอัยการสูงสุดจะเป็นอย่างไร ในช่วงที่สถานการณ์ 2 ขั้วการเมืองจะมีความรุนแรงนั้น "อรรถพล" ยืนยันว่า การทำงานของสำนักงานอัยการสูงสุด ไม่มีอะไรเสี่ยง ขออย่างเดียวให้เรายึดความถูกต้อง ข้อเท็จจริงพยานหลักฐาน ข้อกฎหมายจะเป็นเกราะคุ้มครองในการทำงานทั้งสิ้น ถ้าไม่เป็นกลางความจริงก็ต้องเปิดเผยออกมาอยู่แล้ว แต่ถ้าคนไหนทำผิดเชื่อว่าจะต้องถูกลงโทษ ถ้าคนไหนบริสุทธิ์ผุดผ่องก็จะไม่มีผลกระทบในทางร้าย
เมื่อถามว่า ตั้งแต่ปฏิบัติหน้าที่อัยการ มีคดีไหนหรือยังที่รู้สึกติดใจอยากจะกลับไปแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงบางสิ่ง นายอรรถพลกล่าวย้ำว่า การทำคดีของผมที่ติดใจอยากกลับไปแก้ไขนั้นไม่มี แต่มีเรื่องหนึ่งเป็นความลับที่เพิ่งเปิดเผยครั้งนี้ว่า ตอนที่มีการพิจารณาคดียื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคไทยรักไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ตอนนั้นผมไหว้พระรัตนตรัยบอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเคารพว่า หากสำนักงานอัยการสูงสุดไม่ยื่นคำร้องยุบพรรคทั้งสอง ผมจะลาออกจากราชการ เพราะผมอ่านตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานแล้วย้ำว่าต้องยื่น และเผอิญว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง และอยากให้ผมเป็นอัยการสูงสุดในปัจจุบัน สุดท้ายครั้งนั้นจึงมีการยื่นเรื่องยุบทั้งสองพรรค ส่วนผลจะออกมาอย่างไรผมไม่เคยติดใจ
ส่วนสถานการณ์ในขณะนี้ หากฝ่ายการเมืองเสนอ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ผ่านกระบวนการออกกฎหมายของสภาแล้ว อัยการจะดำเนินถอนฟ้องคดีนี้ภายหลังได้เลยหรือไม่ นายอรรถพลกล่าวว่า ถ้าเรื่องการเมืองผมไม่รู้เลย กฎหมายที่จะอ่าน ผมไม่เคยได้อ่านเลยว่าจะมีผลอย่างไร ต้องยอมรับว่าไม่รู้เรื่อง รู้แค่เรื่องในหน้าที่เท่านั้น
เมื่อสอบถามว่า หากฝ่ายการเมืองมีคำสั่งให้ถอนฟ้อง อัยการสูงสุดผู้นี้ยืนยันว่า "การเมืองสั่งผมไม่ได้ แต่กฎหมายที่จะออกมาจะเป็นอย่างไร ค่อยมาพิจารณาว่าต้องดำเนินการอย่างไร"
-------------------------------
(หมายเหตุ : อรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุด 'ผมไม่เป็นหนี้บุญคุณใครทั้งนั้น' : เกศิณี แตงเขียวรายงาน)



