ข่าว

สามร้อยแล้ว สามร้อยเลย

สามร้อยแล้ว สามร้อยเลย

03 พ.ย. 2556

สามร้อยแล้ว สามร้อยเลย : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

               มี 2-3 เรื่องที่เกี่ยวพันกันอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ

               เรื่องแรก คือ เพื่อนสนิทที่เป็นวิศวกรชวนคุยเรื่องงานก่อสร้างที่ “งาน” ล้นทะลัก รับแทบไม่ไหว แต่มีปัญหาเรื่องขาดแคลนแรงงานที่หาเท่าไหร่ หาแค่ไหน ก็ไม่มีวันพอ

                คุยกันได้แค่ไม่กี่วัน ก็อ่านเจอข่าวนี้ “อสังหาฯผวารัฐลงทุน 2 ล้านล้าน ตลาดแรงงาน-วัสดุขาดแคลน”เนื้อความระบุว่า คาดว่าการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมภายใต้โครงการ 2 ล้านล้านบาท และโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท จะต้องใช้แรงงานมากถึง 287,337 คน ไม่นับรวมถึงการใช้วัสดุก่อสร้างที่ต้องเพิ่มขึ้นอย่างมาก สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นสร้างความกังวลให้แก่ภาคอสังหาริมทรัพย์ เพราะไหนจะต้องแย่งกันซื้อวัสดุก่อสร้าง ไหนจะต้องแย่งชิงทั้งผู้รับเหมาและแรงงานก่อสร้าง

               “อธิป พีชานนท์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ประเมินว่า ในปีหน้า ปัญหาขาดแคลนผู้รับเหมาและแรงงานก่อสร้างจะเข้าขั้นวิกฤติอย่างแน่นอน โดยจะขาดแคลนแรงงานทุกกลุ่ม ตั้งแต่ระดับหัวหน้าคุมงาน หรือโฟร์แมน ระดับช่างฝีมือ และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไล่ไปถึงแรงงานไร้ฝีมือที่ก็เข้าข่ายขาดแคลนด้วยแน่ๆ

               เป็นสองเหตุการณ์ที่บังเอิญสอดคล้องกัน แต่ก็เป็นสองเหตุการณ์ที่ช่วยยืนยันการขาดแคลนแรงงานในภาคก่อสร้างว่า เกิดขึ้นจริง

               เรื่องที่สอง คือ หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเปิดเผย “อีสานโพล” ซึ่งเป็นการจัดทำโพลของศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เรื่อง "ผลกระทบและการปรับตัวต่อนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันของเอสเอ็มอีอีสาน ไตรมาส 3 ปี 2556" ซึ่งผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังจ่ายค่าแรงต่ำกว่า 300 บาท โดยคิดเป็น 66.9% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด

               เหตุผลที่ผู้ประกอบการจ่ายค่าแรงต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้น หลายรายอ้างว่า รายได้ไม่คุ้มกับค่าจ้างที่ต้องจ่าย ขณะเดียวกัน ยังพบว่า หลายรายจ่ายค่าจ้างเป็นรายชั่วโมงหรือจ้างเหมาชิ้น ทำให้ค่าจ้างรวมๆ แล้วไม่ถึง 300 บาทต่อวัน และยังมีผู้ประกอบการที่จัดบ้านพักและอาหารแก่ลูกจ้าง ทำให้ค่าแรงที่จ้างไม่ถึง 300 บาทต่อวันเช่นกัน

                การสำรวจดังกล่าว เป็นความร่วมมือกันระหว่างคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบและแนวโน้มการปรับตัวต่อนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5 สิงหาคมถึง 6 กันยายน 2556 จากผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 670 ราย ในเขตพื้นที่ 4 จังหวัดใหญ่ในภาคอีสาน ได้แก่ ขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี และอุบลราชธานี

               ในขณะที่เรื่องแรก เป็นการขาดแคลนแรงงานของภาคก่อสร้าง เรื่องที่สอง กลับเป็นปัญหาของแรงงานที่ได้ค่าแรงต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ฟังดูไม่เป็นเหตุเป็นผล และหลายคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไมแรงงานในภาคอีสานจึงไม่มุ่งหน้ามาทำงานก่อสร้างที่กำลังขาดแคลน เป็นคำถามที่ต้องจินตนาการคำตอบกันเอง

               เรื่องที่สาม เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแรกและเรื่องที่สอง นั่นคือ เรื่องของคนงานก่อสร้างกับค่าแรง 300 บาทต่อวัน

               อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกและเป็นเรื่องเห็นชินตา ที่เราจะเห็นภาพคนงานก่อสร้างหรือแม้กระทั่งลูกจ้างรายวันมักจะผ่อนคลายความเหนื่อยล้าและตึงเครียดจากการทำงาน ด้วยการตั้งวงดื่มเหล้าทุกเย็นหลังเลิกงาน แต่ที่อดนำ 2-3 เรื่องมาผูกโยงไม่ได้ เพราะหลังจากพูดคุยกับเจ้าของกิจการวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ในจังหวัดภาคเหนือรายหนึ่งแล้วต้องบอกว่า น่าเป็นห่วง และบางครั้งนายจ้างมีส่วนอย่างมากกับการปรับพฤติกรรมของลูกจ้าง

               นักธุรกิจรายนี้เล่าให้ฟังว่า นอกจากคนงานจะใช้จ่ายไปกับการดื่มเพื่อความบันเทิงรายวัน กับค่าแรงที่ได้รับวันละ 300 บาทแล้ว หลายครั้งยังพบว่า ค่านิยมของคนงานเหล่านี้คือ 300 แล้ว 300 เลย แปลว่า เมื่อรับค่าจ้างวันละ 300 บาทแล้ว แม้จะมีแรงพอจะทำงานล่วงเวลาเพื่อรับรายได้เพิ่มอีก 1 เท่าหรือครึ่งเท่า แต่น้อยคนนักที่จะยอมทำเพิ่ม เพราะ 300 บาทนั้นเพียงพอแล้ว บางคนหนักกว่านั้น เพราะวันนี้ได้ 300 ถ้าพรุ่งนี้เงินก็ยังเหลือ ก็จะไม่ลุกมาทำ เพราะเงินที่เหลือเพียงพอกับการใช้ชีวิตอีก 1 วัน เงินหมดแล้วก็ค่อยลุกขึ้นมาว่ากันใหม่

               ไม่ต้องพูดถึงเงินเหลือเก็บ ไม่ต้องพูดถึงอนาคต เป็นการหาเช้ากินค่ำ หรือหาหนึ่งเช้ากินสองค่ำอย่างจริงจัง

               เป็นเรื่องน่าชื่นชมที่นักธุรกิจท่านนี้ พยายามชี้ให้คนงานของตัวเองเห็นถึงความจำเป็นของการทำงานหนักขึ้น ถ้าทำได้และทำไหว รวมถึงการรู้จักใช้ รู้จักเก็บออม ไว้ใช้เวลาฉุกเฉิน ลูกจ้างจะทำหรือไม่ทำก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่อย่างน้อยในฐานะนายจ้างก็ได้ทำในสิ่งที่ควร

               นึกถึงร้านทำผมที่ใช้บริการเป็นประจำ เป็นร้านที่ตั้งในอาคารสำนักงาน ที่มีบริษัทหลายสิบหลายร้อยแห่งตั้งรวมกัน แน่นอนว่า หลายครั้งลูกค้าต้องต่อคิวกันแน่นขนัด เจ้าของร้านทำคนเดียวก็ไม่ไหว พยายามหาเด็กมาช่วยเป็นลูกมืออยู่หลายคน แต่คนแล้วคนเล่าก็อยู่ได้ไม่นาน คนหนึ่งเล่นหวยจนหมดเนื้อหมดตัว ค่าแรงจากร้านทำผมไม่เพียงพอสำหรับการซื้อหวยแล้วถูกกินทุกงวด สุดท้ายต้องกู้หนี้ยืมสินคนทั่วตึกจนอยู่ไม่ได้ ต้องทิ้งงาน หนีหนี้

                ลูกจ้างคนล่าสุดเป็นสาวน้อยดูหน่วยก้านดี แต่พอปิดร้านปุ๊บ รับค่าจ้างรายวันปั๊บ ก็ซื้อเบียร์นั่งกินทันที พอเมาได้ที่ก็กลับห้องนอน เช้ามาทำงานไม่ไหวก็หยุด หรือวันไหน เงินค่าจ้างเมื่อวานยังเหลือ พอกินพอใช้สำหรับวันนี้ ก็หยุดงาน ปล่อยให้เจ้าของร้านรับมือไปเอง เป็นแบบนี้อยู่แค่ 2-3 เดือน ก็ต้องบอกลาทั้งเจ้าของร้านทั้งลูกจ้าง

               หลายเรื่องก็เป็นเรื่องยากเกินความเข้าใจ และน่าท้อแท้ใจที่จะชี้ให้เห็นว่าอะไรถูก-อะไรผิด อะไรควรหรือไม่ควร เพราะดีชั่วรู้หมด แต่ก็อดไม่ได้กันทั้งนั้น ว่าแต่เขียนเรื่องนี้อยู่ดีๆ ทำไมนึกถึง “ลำยอง ณ ทองเนื้อเก้า” ขึ้นมาเสียอย่างนั้น!

 

.........................

(สามร้อยแล้ว สามร้อยเลย : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])