ข่าว

รักลูกให้ถูกทาง

รักลูกให้ถูกทาง

05 พ.ย. 2556

ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : รักลูกให้ถูกทาง : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ

 

                          คนที่มีลูกจะรู้ดีว่าเสียงร้องของลูกนั้นบาดหัวใจคนเป็นพ่อแม่อย่างยิ่ง คนไทยส่วนใหญ่มักจะทนไม่ได้เมื่อลูกส่งเสียงร้อง และคนไทยมักจะทำท่าแปลกใจเมื่อเห็นฝรั่งเฉยเมยยามลูกร้องไห้ แถมหลายครั้งที่คนไทยเอาฝรั่งมานินทาว่า “มันไม่รักลูก”  เช่นกันกับที่ฝรั่งก็คงเห็นว่าคนไทยแปลก ที่ไม่ยอมให้ลูกแสดงออกด้วยการร้องไห้ แค่เพียงลูกเบะปากหรือร้องแอะแรกออกมา คนไทยก็หาทางสะกดเสียงร้องของลูก ส่วนใหญ่ก็ตามใจในสิ่งที่คิดว่าลูกต้องการตามสัญชาตญาณของสัตว์โลก เช่น เอานมยัดใส่ปากให้ลูกสบายด้วยความรู้สึกอิ่มเอมในรส หรือสนองตอบให้ลูกรู้สึกอิ่มเอิบใจจนหยุดร้องไห้ด้วยวิธีการต่างๆ นานา

                          นักการตลาดที่เชี่ยวชาญรู้จุดอ่อนของคนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างดี จึงใช้วิธีการจัดวางของเล่นล่อใจเด็กๆ ทั้งหลายเอาไว้ หลายครั้งที่เราจะพบเห็นลูก ซึ่งเดินไปตามห้างสรรพสินค้ากับพ่อแม่ เมื่อเจอของเล่นที่ถูกใจก็มักจะหยุดเดินเพื่อชมดู หรือบ่อยครั้งที่ถึงขั้นร้องไห้ลงไปดิ้นอยู่กับพื้น โดยที่พ่อแม่ชาวไทยมักจะทนไม่ได้ ต้องตามใจซื้อให้ในที่สุดแม้ว่าจะดุด่าบ่นว่าบ้างก็ตาม

                          ทำให้เด็กไทยรู้ว่าหากต้องการได้สิ่งของที่ต้องการ ก็ต้องดิ้นรนร้องห่มร้องไห้ให้พ่อแม่ได้รับรู้ และเกิดอาการทนไม่ได้ขึ้นมา ต่างจากฝรั่งที่เลี้ยงลูกในอีกรูปลักษณะหนึ่งที่แตกต่างออกไป เด็กฝรั่งหากอยากได้สิ่งของอะไรต่อให้ร้องจนน้ำตาเป็นสายเลือด พ่อแม่ก็จะไม่สนใจไยดีต่อการฟูมฟายตีอกชกหัวของลูก แต่จะมีการต่อรองให้ลูกรับรู้ว่า ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อแลกกับของที่ต้องการ

                          เมื่อเติบใหญ่ขึ้นมารัฐบาลก็ไม่ต่างไปจากพ่อแม่ของประชาชน เราจึงพบเห็นว่าในสังคมไทยทั่วไปนั้น หากกลุ่มคนที่ประกอบวิชาชีพใดๆ ก็ดี ต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่คิดว่าดีต่อกลุ่มอาชีพของตน ก็จะต้องรวมตัวกันเรียกร้องให้รัฐบาลยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือ ไม่ต่างไปจากเด็กที่ร้องไห้ยามที่ต้องการของเล่นและอยากให้พ่อแม่ซื้อให้ ซึ่งมักจะได้ผลอยู่เนืองๆ ในรูปแบบเดียวกัน

                          รัฐบาลไทยจึงไม่ต่างจากพ่อแม่คนไทยทั่วไป ที่ยึดติดกับความคิดที่ว่าลูกคนไหนไม่ร้องไห้ ก็แสดงว่าลูกคนนั้นหรือประชาชนกลุ่มนั้น ไม่เดือดร้อนหรือไม่อยากได้ใคร่ดีหรือรับได้กับสภาพความเป็นอยู่ รัฐบาลหรือพ่อแม่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องคิดไปสรรหาอะไรมาให้ จนกว่าลูกจะร้องไห้หรือประชาชนจะรวมกลุ่มกันเรียกร้อง  

                          ท้ายที่สุดประชาชนชาวไทยจึงกลายเป็นเด็กที่เลี้ยงไม่รู้จักโต ประกอบอาชีพขาดทุนหรือล้มเหลวทางธุรกิจ ก็เรียกร้องให้รัฐบาลยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ รัฐบาลก็สนองตอบโดยไม่คำนึงถึงการที่จะเลี้ยงลูกให้เข้มแข็ง สามารถยืนอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตนเอง จนทำให้ประชาชนหรือลูกของตนเองอ่อนแอ ไม่สามารถแข่งขันกับใครในโลกกว้างได้เมื่อขาดพ่อแม่ หรือขาดความช่วยเหลือจากรัฐบาล ซึ่งไม่แตกต่างจากคำพูดที่ว่า “รักลูกไม่ถูกทาง” นั่นเองครับ

 

 

-----------------------

(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : รักลูกให้ถูกทาง : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)