ข่าว

ภารกิจ'ปลัดคลัง'รีดภาษีเติมเงินให้รัฐ

ภารกิจ'ปลัดคลัง'รีดภาษีเติมเงินให้รัฐ

04 พ.ย. 2556

สัมภาษณ์พิเศษ : 'รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์' ภารกิจปลัดคลัง 'ป้ายแดง' รีดภาษีเติมเงินให้รัฐ - ยันไร้ใบสั่งการเมือง : โดย...ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง

 

                          กระทรวงการคลังในยุคนี้ ดูหมือนจะเป็นอีกครั้งที่ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำงานและมีบทบาทในการแต่งตั้งข้าราชการระดับซี 11 และซี 10 อย่างเบ็ดเสร็จ โดยล่าสุดมีการเด้งนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ไปเป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) และก่อนหน้านี้มีการโยกย้ายและแต่งตั้งในตำแหน่งที่สำคัญ อย่างกรมสรรพากร และกรมศุลกากรมาแล้ว ทำให้กระทรวงการคลังในเวลานี้ ถูกมองว่าจะไม่ได้ทำบทบาทหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ในการดูแลและแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ ดูจากความพยายามเสนอนโยบาย หรือมาตรการใดๆ ขึ้นไปก็ไม่ได้รับการสนองตอบจากรัฐบาล จึงต้องฝากความหวังไว้กับปลัดคลังคนใหม่ว่าจะนำพากระทรวงไปในทิศทางใด

                          นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดใจว่า หลังจากเข้ามารับตำแหน่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา ภายในสัปดาห์นี้คาดว่าจะสามารถเรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง เพื่อหารือสร้างความเข้าใจในการทำงานร่วมกัน โดยมั่นใจว่าจะทำงานร่วมกับข้าราชการกระทรวงการคลังได้เป็นอย่างดี เพราะรู้จักคุ้นเคยกันดี และตนก็คลุกคลีกับงานด้านจัดเก็บรายได้ที่กรมสรรพากรมานานถึง 30 ปี ก่อนจะย้ายมาดูงานเบิกจ่ายที่กรมบัญชีกลางนานถึง 8 ปี จนกระทั่งมาเป็นรองปลัดก็ยังคงคุมงานด้านรายรับและรายจ่าย จึงมั่นใจว่ามีความเชี่ยวชาญงานทั้งสองด้านเพียงพอที่จะขับเคลื่อนกระทรวงการคลังในยุคต่อไป ส่วนการทำงานกับรัฐมนตรีก็ไม่มีปัญหา น่าจะทำหน้าที่ประสานงานระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำได้ดี

                          สำหรับภารกิจหลักที่จะเดินหน้าในช่วงเวลาที่เหลือ 2 ปีนี้ของการดำรงตำแหน่งนั้น คงเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้เป็นอันดับแรก เพราะเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายและเร็ว เพื่อให้รายได้สอดรับกับรายจ่ายของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายที่มาจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล

                          “การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ เพื่อให้วิ่งทันกับรายจ่ายที่สูงขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเราเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุจะมีรายจ่ายตามมาอีกมา เรื่องนี้ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรี โดยกระทรวงการคลังในฐานะหน่วยปฏิบัติจึงต้องทำให้ได้” นายรังสรรค์กล่าว

 

ขายไอเดียรีดภาษีชาเขียวไม่แตะแวต

 

                          ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แหล่งรายได้หลักของรัฐบาลยังคงมาจาก 3 กรมภาษี โดยเฉพาะกรมสรรพากรถือเป็นรายได้สำคัญ ขณะนี้อาจยังมีช่องโหว่อยู่บ้างในเรื่องการจัดเก็บภาษี แต่ข้าราชการเองอาจมองไม่เห็น จึงมีแนวคิดจะดึงภาคเอกชนเข้ามาเป็นที่ปรึกษาและช่วยพิจารณาความเป็นไปได้ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การหารายได้เพิ่มวิธีการเร็วสุดคือ การปรับขึ้นอัตรา เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า หากรัฐบาลปรับขึ้นภาษีในอัตรา 1% จะทำให้มีรายได้เพิ่มเข้ามาถึง 5.8 หมื่นล้านบาท แต่ยอมรับว่าการขึ้นภาษีทำได้ยากและไม่ค่อยมีใครกล้าตัดสินใจ ในเมื่อรัฐบาลประกาศชัดเจนว่าไม่มีนโยบายจะปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม กระทรวงการคลังเองก็คงต้องถอย

                          ส่วนภาษีอื่นที่มีความเป็นไปได้ในการปรับเพิ่มอัตรานั้น มองไปที่ภาษีสรรพสามิต เพราะจัดเก็บจากสินค้าฟุ่มเฟือย โดยตอนนี้มองไปที่เครื่องดื่มชาเขียวที่ปัจจุบันยังได้รับการยกเว้นภาษี เนื่องจากในช่วงเริ่มต้นรัฐบาลเห็นว่าควรยกเว้นภาษีเพื่อสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกใบชา แต่ปัจจุบันมองว่าเครื่องดื่มชาเขียวมีตลาดใหญ่ขึ้นมาก มีผู้ประกอบการเข้ามาแย่งตลาดกันจำนวนมากและมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง และมีรายได้หรือกำไรที่สูงมาก เพราะมีต้นทุนที่ต่ำ และที่สำคัญจากการส่งตัวอย่างชาเขียวในท้องตลาดไปให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตรวจสอบส่วนผสม พบว่ามีการใช้ชาเขียวเป็นส่วนประกอบค่อนข้างน้อยและต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนด จึงเห็นว่าน่าจะถึงเวลาเก็บภาษีชาเขียว เพื่อหารายได้เข้ารัฐ เพราะหากเก็บภาษีในอัตรา 10% ของมูลค่าสินค้าตามที่ศึกษาไว้ก็จะมีรายได้เข้ามาหลายพันล้านบาท

                          “ที่ผ่านมาผู้ประกอบการสบายและโกยรายได้กันไปมากแล้ว และเมื่อมีแนวคิดนี้ออกไปก็เป็นธรรมดาที่ภาคเอกชนต้องออกมาคัดค้าน แม้จะออกมายืนยันว่าส่วนผสมทำตามเกณฑ์ของกรมสรรพสามิต แต่ผมก็มั่นใจว่าผลตรวจสอบของ อย.ชี้ชัดว่าไม่ได้เป็นไปตามนั้น จึงจะเดินหน้านำเรื่องนี้เข้าหารือกับ รมว.คลังเป็นภารกิจเร่งด่วนต่อไป” นายรังสรรค์กล่าว 

 

ปัดใบสั่งรื้อตัวเลขขาดทุนจำนำข้าว

 

                          นายรังสรรค์ กล่าวอีกว่า งานอีกด้านที่ให้ความสำคัญมากคือ โครงการจำนำข้าว ซึ่งจะเข้ามาดูแลเรื่องนี้เอง ทั้งเรื่องการใช้เงินและการปิดบัญชี หรือสรุปผลการขาดทุนจากการดำเนินโครงการแต่ละปี โดยที่ผ่านมาคณะกรรมการปิดบัญชีมี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ดูแลอยู่ และมีการสรุปตัวเลขปิดบัญชีทุกๆ 3 เดือน หลังจากนี้ไปตนอยากจะมีส่วนร่วมในการพิจารณาปิดบัญชีด้วย เพราะเดิมเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของปลัดอยู่แล้ว แต่น.ส.สุภาได้รับมอบหมายจากปลัดคนเก่า โดยยืนยันว่าไม่ได้กีดกันการทำหน้าที่ของน.ส.สุภาอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ แต่จะเป็นการทำงานร่วมกันมากกว่า

                          ส่วนสาเหตุที่ต้องเข้าไปดูตัวเลขการปิดบัญชีและผลขาดทุนจากการทำโครงการใหม่ เนื่องจากเห็นว่าอาจมีตัวเลขบางส่วนคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง อย่างที่มีกระแสข่าวออกมาว่าตัวเลขขาดทุนอยู่ที่ปีละประมาณ 2 แสนล้านบาทนั้น คงต้องมาดูวิธีการลงบันทึกบัญชี การตีมูลค่าสินค้าคงเหลือว่ามีความถูกต้องครบถ้วนตรงกับความเป็นจริงแค่ไหน

                          อย่างข้าวที่อยู่ในสต็อกรัฐบาล แม้ยังไม่ได้ขายก็ต้องนำมาตีราคาเป็นรายได้ที่จะเข้ามาในอนาคตด้วย เช่น รัฐบาลจำนำที่ตันละ 1.5 หมื่นบาท ข้าวที่เก็บไว้อาจจะขายได้ตันละ 1.2 หมื่นบาท ทำให้ขาดทุนไปตันละ 3,000 บาท หากมีข้าวเหลืออยู่ 12 ล้านตัน คูณผลขาดทุน 3,000 บาท ก็จะเป็นเงินที่ขาดทุนประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาทไม่ถึง 2 แสนล้านบาท เป็นต้น

                          “ในฐานะที่ผมเคยอยู่กรมบัญชีกลางมาก่อน จึงคุ้นเคยกับการทำบัญชีและเคยเป็นบอร์ดธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. มา 8 ปี จึงมีความเข้าใจอันดีกับการจำนำข้าว จึงอยากใช้โอกาสนี้มาดูเรื่องนี้ด้วย เพราะเพื่อนๆ ที่อยู่ในภาคเอกชนก็แสดงความเป็นห่วงและฝากให้ผมทำเรื่องนี้ให้โปร่งใสชัดเจนขึ้น”

                          ปลัดกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า การแก้ปัญหาโครงการจำนำข้าวอาจทำได้ยาก แต่ในช่วงที่อยู่ในตำแหน่งจะพยายามทำให้ได้ดีที่สุด แม้โครงการนี้จะมีประโยชน์ต่อชาวนา แต่ต้องมีการจำกัดขอบเขตในการดำเนินโครงการหรือลดขนาดลง ซึ่งขณะนี้รัฐบาลเริ่มเดินไปตามแนวทางนี้แล้ว หลังจากพบว่ามีการใช้เงินในช่วง 2 ปี กว่า 6 แสนล้านบาท โดยเริ่มจากการจำกัดวงเงินการรับจำนำรอบ 2 ที่ไม่เกินครอบครัวและ 3 แสนบาท ลดลงจากรอบแรก 5 แสนบาท ซึ่งจะช่วยให้ลดปริมาณข้าวและเม็ดเงินที่ใช้ลดลงเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ที่รัฐบาลประกาศรับจำนำทุกเม็ด ส่วนการใช้เงินนั้น เห็นด้วยที่ให้ใช้เงินจากการระบายข้าวในสต็อกรัฐบาลที่มีอยู่ให้มากที่สุด ขณะที่การใช้เงินกู้จะต้องไม่เกินกรอบเพดานที่กำหนดไว้

 

รับจุดอ่อนด้านเศรษฐกิจดึงสศค.ติวเข้ม

 

                          นายรังสรรค์ยอมรับด้วยว่า ไม่ได้ผ่านงานด้านเศรษฐกิจมหภาค อย่างสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มาก่อน จึงอาจไม่เชี่ยวชาญเท่าที่ควร แต่พร้อมที่จะเรียนรู้ โดยขณะนี้ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ของ สศค.มารายงานภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยให้รับทราบแล้ว หากไม่สามารถจัดส่งเจ้าหน้าที่มารายงานได้โดยตรงก็ขอให้ส่งข้อมูลที่อัพเดตมาให้ทางอีเมล ซึ่งจริงๆ แล้วอยากรู้ข้อมูลเศรษฐกิจเป็นรายวันด้วยซ้ำ เนื่องจากเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจึงต้องตามให้ทัน

                          นอกจากนี้ภาวะเศรษฐกิจยังมีความเชื่อมโยงกับการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลด้วย กระทรวงการคลังจึงต้องมองภาพรวมให้ออก เพราะหากเศรษฐกิจไม่ดีก็ย่อมส่งผลกระทบกับการจัดเก็บรายได้ตามไปด้วย ส่วนนโยบายของรัฐบาลในช่วงนี้ที่ต้องการให้ภาครัฐเป็นหัวหอกในการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะที่การลงทุนภาคเอกชนและการใช้จ่ายในประเทศชะลอตัว โดยเฉพาะการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณนั้น จากนโยบายที่ตั้งเป้าให้มีการเบิกจ่ายงบในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2557 หรือปลายปี 2556 เป็นเม็ดเงินกว่า 7 แสนล้านบาท เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ขณะนี้ผ่านมา 1 เดือนแล้ว จึงจะเรียกอธิบดีกรมบัญชีกลางมาหารือถึงความคืบหน้า เพราะเกรงว่าการเบิกจ่ายอาจยังล่าช้า ทั้งๆ ที่มีโครงการต่างๆ รองรับไว้หมดแล้ว จึงจะขอให้กรมบัญชีกลางประสานไปยังส่วนราชการที่ยังเบิกจ่ายล่าช้าต่อไป

                          ส่วนงานอื่นๆ ที่รับผิดชอบนั้น ได้แก่ ดำรงตำแหน่งกรรมการในธนาคารทหารไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) หลังจากนี้คงต้องเข้าไปดูหน่วยงานที่ปลัดกระทรวงการคลังต้องเข้าไปนั่งเป็นบอร์ดตามตำแหน่งด้วย ทั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ขณะที่ประธานบอร์ดสำนักงานสลากกินแบ่งนั้น แม้ตามตำแหน่งจะเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ขณะนี้มีอธิบดีกรมศุลกากรนั่งเป็นประธานอยู่แล้ว คงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว

                          “หลายคนอาจมองว่าผมเข้ามารับตำแหน่งปลัดกระทรวงคลัง แล้วต้องสนองนโยบายรัฐบาลทุกเรื่องหรือได้รับมอบหมายบางเรื่องมา ตอนนี้ยืนยันว่าไม่มีนโยบายหรือคำสั่งใครมาถึงผม หากในอนาคตหลีกเลี่ยงที่จะสนองนโยบายไม่ได้ผมก็จะทำเท่าที่ทำได้ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก”

                          ปลัดกระทรวงการคลังป้ายแดงกล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่ยึดติดกับตำแหน่งและไม่หนักใจที่จะทำงานตรงนี้ ที่สำคัญในฐานะของข้าราชการประจำก็ต้องพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ไม่คิดอะไรมาก ขอทำงานเพื่อชาติ ไม่ได้เดือดร้อนอะไร เพราะลูกๆ ก็โตทำงานกันหมดแล้ว จึงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

                          “ผมอาจไม่ใช่คนเก่งที่สุด แต่อาจเป็นตัวเลือกที่ดีสุดในเวลานี้ จึงได้มาแทนที่ปลัดคลังคนเดิมที่จะไปจากตำแหน่งด้วยเหตุผลใดก็ตาม ซึ่งผมก็รู้ตัวล่วงหน้าไม่นานจริงๆ ตอนนี้ผมก็เริ่มนับเวลาถอยหลังแล้วว่าจะอยู่ครบ 2 ปีที่เหลือหรือไม่ แต่ที่มาถึงวันนี้ถือว่ามาไกลเกินกว่าที่คิดแล้ว ในชีวิตนี้ไม่คิดจะมาไกลขนาดนี้” นายรังสรรค์กล่าว

 

 

------------------------

(สัมภาษณ์พิเศษ : 'รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์' ภารกิจปลัดคลัง 'ป้ายแดง' รีดภาษีเติมเงินให้รัฐ - ยันไร้ใบสั่งการเมือง : โดย...ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง)