
เวลาพิสูจน์'ปืน'
สปอร์ต คม วีกเอนด์ : เวลาพิสูจน์ปืน
ปัจจุบัน "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล คือจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก ผลงานดีขึ้นจากเมื่อต้นฤดูกาลอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็มีข้อกังขาที่ว่า อาร์เซนอล พบกับทีมท็อป 10 ในฤดูกาลนี้มาเพียงแค่นัดเดียวและช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ จะเป็นบททดสอบสำคัญ และเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำหรับทีมของ อาร์แซน เวนเกอร์ ว่าจะไปในทิศทางใด
การที่อาร์เซนอล และเวนเกอร์ ลงทุนเซ็นสัญญาเอา เมซุต โอซิล เข้ามาเสริมทำให้ทีมมีความหวังว่าจะกลับมาลุ้นแชมป์ได้ แต่ที่ผ่านมากลับมีหลายแง่มุมที่บอกว่า อาร์เซนอล ไม่ดีอย่างที่คิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเปอร์เซ็นต์การครองบอลที่น้อยลงไป รวมไปถึงปัญหาเมื่อเจอกับทีมตั้งรับต่ำ และการที่ยังไม่เจอของจริงเท่าไรนัก
อย่างที่เห็นกันเมื่อ อาร์เซนอล ต้องเจอของจริงอย่าง "เสือเหลือง" ดอร์ทมุนด์ และ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ในบอลถ้วยก็เล่นเอาไปไม่เป็น
จริงๆ แล้วเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ติดตัวอาร์เซนอล ของ เวนเกอร์ มานาน จากการเป็นทีมที่พยายามต่อบอลสั้นสวยงาม เข้าทำประตูอย่างมีคุณภาพ แต่เท่าที่เห็นมีเพียงแค่เกมถล่ม นอริช 4-1 เพียงเกมเดียวที่อาร์เซนอล ทำประตูแบบนั้นได้
เมื่อดูจากผลงานที่นำจ่าฝูงเหนือเชลซี และลิเวอร์พูล อยู่เพียง 2 แต้ม หรือแม้กระทั่งแมนฯ ยูไนเต็ด ที่เริ่มฤดูกาลได้แย่ที่สุดในรอบ 24 ปีก็ยังตามแค่ 8 แต้ม ทั้งๆ ที่เกมที่ผ่านมามีโปรแกรมหนักกับทีมท็อป 10 เพียงนัดเดียว ทำให้กังขากันอีกว่าการลงทุน 42 ล้านปอนด์นั้นคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่
การเอาชนะ สเปอร์ส 1-0 เมื่อต้นฤดูกาล อาจจะมองได้ว่านักเตะของ อังเดร บียาส โบอาส ยังใหม่ต่อกัน และเป็นการสร้างทีมใหม่ ส่วนแต้มที่นำอยู่อย่าลืมว่าอาจจะเป็นเพราะเชลซี กับแมนฯ ยูไนเต็ด เพิ่งเปลี่ยนกุนซือ อาจจะมีระยะลุ่มๆ ดอนๆ บ้าง
ความได้เปรียบของอาร์เซนอล คือไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก ดังนั้นการเล่นเกมเยือนจึงมีความมั่นคงกว่าทีมอื่นๆ เอาชนะได้ทั้ง แอสตัน วิลลา, เวสต์บรอมวิช และคริสตัล พาเลซ ทั้งๆ ที่ เรื่องของรูปเกมก็เพียงแค่เอาตัวรอดได้เท่านั้น
เรื่องของการครองบอลต่ำกว่าที่เคยทำได้ 60.3 เปอร์เซ็นต์ในช่วงฤดูกาล 2010-11 โดยฤดูกาลนี้ทำได้เพียงแค่ 54.3 เปอร์เซ็นต์ อย่างเกมที่เอาชนะ สโตค 3-1 กลายเป็นว่าเปอร์เซ็นต์การครองบอลทั้งเกมพอๆ กัน แต่ครึ่งหลังทีมของ มาร์ค ฮิวจ์ส ครองบอลกันได้ถึง 65 เปอร์เซ็นต์ จุดนี้เหมือนว่าจุดเด่นของปืนใหญ่กำลังจะขาดหายไป
ที่น่ากังวลมากกว่านั้นคือการสร้างโอกาสทำประตูก็ลดลงเช่นเดียวกัน เกมที่เอาชนะ เวสต์บรอมวิช โอกาสยิงมาจากนอกกรอบเขตโทษถึง 71 เปอร์เซ็นต์ รวมไปถึงเกมที่แพ้ ดอร์ทมุนด์ คารัง 1-2 ก็ต้องยิงไกลถึง 67 เปอร์เซ็นต์จากโอกาสทั้งหมด
สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนจุดบอดของอาร์เซนอล ที่กำลังรอวันเด่นชัดขึ้นมาทุกที เกมกับดอร์ทมุนด์ เป็นเกมที่เห็นชัดมาแล้วครั้งหนึ่ง น่าจะเป็นเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่แย่ที่สุดในเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ครั้งหนึ่งเหมือนกัน เพราะตลอด 90 นาที อาร์เซนอล ยิงเข้ากรอบแค่ 2 ครั้ง ครั้งหนึ่งเป็นประตู และอีกครั้ง มัทส์ ฮุมเมลส์ สกัดออกจากเส้นได้
หลังจากที่ตีเสมอ 1-1 ได้ อาร์เซนอล ก็ไม่ได้ทำอะไร ดอร์ทมุนด์ จริงจัง จะมีก็เพียงการยิงชนเสาของ ซานติ กาซอร์ลา เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
หากเกมไหนเจอกับทีมที่ตั้งรับต่ำปัญหาเกิดขึ้นเสมอ เพียงแต่ที่ผ่านมาเรายังไม่เห็นเท่าไรนัก เนื่องจากอาร์เซนอล ชิงจังหวะยิงประตูขึ้นนำในช่วง 23 นาทีแรกได้ถึง 6 นัดจาก 9 นัดของพรีเมียร์ลีกที่ผ่านมา จึงทำให้หลังจากนั้นเล่นง่าย แต่หากวันไหนที่ต้องพยายามเจาะไปนานๆ ก็มักจะมีปัญหา
เกมรับก็เป็นอีกเรื่องที่หากอาร์เซนอล คิดลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัวก็ต้องมีการปรับปรุง เพราะที่ผ่านมาในลีกเพียงแค่ 2 เกมที่ไม่เสียประตู ขณะที่ทีมอย่าง สเปอร์ส และเซาแธมป์ตัน ทำไปแล้วถึงทีมละ 6 นัด
เกมลีกคัพ กับ เชลซี เป็นอีกนัดที่อาร์เซนอล มีโอกาสได้พิสูจน์ตัวเอง หลังจากที่พลาดท่าให้ดอร์ทมุนด์ มาแล้ว จริงอยู่ที่ทั้งสองทีมมีการปรับเปลี่ยนตัวสำรองลงสนามมา แต่สุดท้ายแม้ว่า เวนเกอร์ จะเปลี่ยนเอาตัวหลักๆ ลงมา ก็ยังไม่สามารถทำอะไรเชลซีได้ และเห็นชัดว่ามาจากปัญหาดังที่ว่ากันมานั่นแหละ
ที่สำคัญเป็นการแสดงให้เห็นถึงเรื่องขุมกำลังที่อาร์เซนอล ยังมีไม่พอ เห็นกันชัดว่านักเตะชุด 2 ของ ชูเซ มูรินโญ ประสิทธิภาพไม่ต่างจากนักเตะตัวจริงเท่าไรนัก
หลังจากตกรอบลีกคัพไปแล้ว กำลังจะเข้าสู่ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงเวลาที่อาร์เซนอล ต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างหนัก เกมในลีกมีทั้งการพบ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล และ "ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด ไหนจะมีเกมเยือนดอร์ทมุนด์ ที่ว่ากันว่าจะเป็นเกมตัดสินเข้ารอบตกรอบแชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาลนี้
เรื่องของพรีเมียร์ลีก เป็นช่วงที่อาร์เซนอล ต้องพิสูจน์ตัวเองจริงๆ ว่าดีพอไหม เพราะฤดูกาลนี้น่าจะมีถึง 6 ทีมที่มีศักยภาพในการลุ้นแชมป์ หากทีมใดพลาดสัก 2 นัด ก็มีสิทธิ์ร่วงต่ำกว่า 4 อันดับแรกทันที
เกม 9 นัดแรก เวนเกอร์ ทำทีมให้เป็นจ่าฝูงด้วยชัยชนะ 7 นัด จากโปรแกรมเบาๆ ด้วยการเน้นแพ็กหลังไว้ก่อน และให้ เมซุต โอซิล กับ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ไปหาช่องทางในการทำประตูกัน ซึ่งเห็นกันแล้วว่าไม่ได้ผลเมื่อเจอทีมแข็งๆ
รูปแบบจะเปลี่ยนไปอย่างไรเกมแรกคือการรับการมาเยือนของลิเวอร์พูล ในวันอาทิตย์นี้ ต่อด้วยการไปเยือน ดอร์ทมุนด์ ที่หากแพ้จะเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปีที่ อาร์เซนอล ไม่ได้เข้ารอบน็อกเอาท์ จากนั้นก็ไปเยือน แมนฯ ยูไนเต็ด แล้วยังแถมด้วย เซาแธมป์ตัน ทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดในพรีเมียร์ลีกขณะนี้
ขณะที่ เวนเกอร์ ประกาศว่าพร้อมที่จะเข้าสู่โค้งอันตรายโค้งนี้
"มันเป็นเรื่องของผู้คนที่ไม่เชื่อว่าเรามีโอกาส แต่สิ่งเดียวที่ทำได้คือชนะในเกมของพวกเรา สิ่งเดียวที่สำคัญคือชัยชนะในทุกๆ นัดทำให้คุณแข็งแกร่ง และมีความเชื่อมากขึ้น เรามีเกมหนักๆ รออยู่ และนั่นจะเป็นการทดสอบที่ดี และผมมั่นใจ"
สำหรับแฟนบอลปืนใหญ่ การจะมีแชมป์แรกในรอบ 9 ปีหรือไม่ ช่วงเวลานี้แหละจะเป็นช่วงเวลาพิสูจน์ปืนอย่างแท้จริง



