
สภาฯปิดปาก!'ผ่านนิรโทษสุดซอย'
สภาฯปิดปาก!'ผ่านนิรโทษสุดซอย' ดันเมินเสียงค้านใส่เกียร์ 5 ถก 5 มาตราใช้เวลาเพียง 1 ชม. ชมรมแพทย์ชนบทออกแถลงการณ์จี้รัฐบาลถอย
1พ.ย.2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏร ได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค.ล่วงเลยมาถึงวันที่ 1 พ.ย. โดยเป็นการพิจารณาในมาตรา 2 ที่ระบุว่า “พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป “ โดยส.ส.ฝ่ายค้านที่สงวนคำแปรญัตติและสงวนความเห็นทั้งเวลาการบังคับใช้และให้ตัดออกทั้งมาตรา ซึ่งหลังจากอภิปรายมากว่า 2 ชั่วโมง 30 นาที ส.ส.เพื่อไทยก็ได้เสนอให้ปิดอภิปราย ขณะที่ฝ่ายค้านโต้แย้งแต่ก็ไม่มีผล ทำให้ต้องลงมติในมาตรา 2 ซึ่งผลปรากฏว่า ที่ประชุมเห็นชอบตามกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วยคะแนน 314 ต่อ 40 ไม่ลงคะแนนเสียง 3 เสียง
สภาฯใส่เกียร์5ดันผ่านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมยกเข่ง
โดยพิจารณาในมาตรา 3 ต่อ ที่มีเนื้อหาสำคัญ คือ ให้การกระทำทั้งหลายของบุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง หรือที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้กระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯเห็นชอบตามความเห็นของนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานกรรมาธิการฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อถึงตรงนี้สมาชิกฝ่ายค้านได้ทักท้วงว่า เหตุใดจะเร่งรีบพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ เป็นเพราะประธานรับใบสั่งจากใครมาหรือไม่
ขณะที่ นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ประท้วงขอให้ดำเนินการอภิปรายมาตรา 3 ต่อไป ส่งผลให้บรรยากาศในช่วงนี้เกิดการประท้วงวุ่นวายและทำให้นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานได้สั่งพักการประขุม 10 นาที
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อได้เปิดประชุมหลังพัก 10 นาที ได้มีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฏร ขึ้นทำหน้าที่ประธาน ซึ่งนายสมศักดิ์ ได้เดินหน้าพิจารณาต่อให้จบทุกมาตรา และให้นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา อภิปราย
การตัดสินใจของนายสมศักดิ์ ดังกล่าวทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ หลายสิบราย อาทิ นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม นายสุกิจ อัตโถปกรณ์ ส.ส.ตรัง เป็นต้น ได้ลุกฮือประท้วง กรูไปหน้าบัลลังก์ ชี้หน้านายสมศักดิ์ ทำให้นายชาดาต้องอภิปรายด้วยเสียงดัง เพื่อกลบเสียงโหวกเหวกโวยวายของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ แต่เมื่อนายชาดาอภิปรายเสร็จ บรรดา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็เริ่มตะโกนโวยวายและใช้ถ้อยคำหยาบคายต่อว่านายสมศักดิ์ และขอให้สั่งเลื่อนการประชุมอีกครั้งแต่นายสมศักดิ์เดินหน้าพิจารณาต่อไป
ทำให้บรรยากาศภายในสภาเกิดความวุ่นวายเนื่องจากส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ไม่พอใจทำให้นายสมศักดิ์ขอพักประชุม เพื่อขอหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ ประธานวิปฝ่ายค้าน แต่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอม จะให้สั่งเลื่อนการประชุม นายสมศักดิ์จึงให้ดำเนินการประชุมต่อ โดยให้นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย อภิปรายเมื่ออภิปรายเสร็จ นายสหรัฐ กุลศรี ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคเพื่อไทย เสนอญัตติปิดอภิปราย นายสมศักดิ์ กดออกเรียกที่ประชุมลงมติทันที ท่ามกลางเสียงโห่ร้อง ตะโกนด่าทอประธานว่า ลงคะแนนเลยจะได้ปล่อยให้ฆาตกรลอยนวล ของส.ส.ประชาธิปัตย์ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรา 3 ตามที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอแก้ไข ด้วยคะแนน 307 ต่อ 0 คะแนน งดออกเสียง 4 เสียง
จากนั้นจึงให้เข้าสู่การอภิปรายต่อในมาตรา 4 โดยนายจิรายุ ลุกขึ้นอภิปราย ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของ ส.ส.ปชป. ทำให้ นายจิรายุ พูดขึ้นว่า “ปชป.มุกเดิมอีกแล้ว ตระโกนในโรงหนัง”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากนายจิรายุ อภิปรายเสร็จ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นอภิปรายอย่างมีอารมณ์ว่า ตนเข้าใจถึงสาเหตุของการออก พ.ร.บ.ฉบับนี้ ตนยอมรับว่าไม่พอใจที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก มีการแก้ไขเพราะ ตนได้สูญเสียบุพการีไปและยังมีญาติผู้สูญเสียด้วย
"แต่ว่าไม่ว่าใครจะเป็นคนทำ มือของท่านได้เปื้อนเลือดไปแล้ว แม้ว่าท่านจะดีต่อประเทศชาตินี้ขนาดไหน แต่มือท่านก็เปื้อนเลือดไปแล้ว ทุกคนในสภาฯแห่งนี้ไม่มีใครสูญเสีย มีดิฉันเพียงคนเดียวที่เป็นผู้สูญเสีย ดิฉันขอใช้โอกาสสุดท้ายที่ในสภาฯแห่งนี้ เพื่อเรียกร้องหาคนฆ่าพ่อของดิฉัน แม้ว่าที่ผ่านมาจะถูกข้อครหาว่าเหยียบศพพ่อของตัวเองเข้ามาที่สภาฯแห่งนี้ แต่ดิฉันก็อยากให้ กรรมาธิการทบทวน เพื่อเรียกความยุติธรรมเพื่อให้ความยุติธรรมให้เกิดขึ้นด้วย" น.ส.ขัตติยากล่าว
ทั้งนี้ที่ประชุมไม่มีผู้อภิปรายต่อ นายสุชาติ ภิญโญ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เสนอญัตติปิดอภิปราย โดยที่มติเสียงข้างมากเห็นชอบให้มีการปิดอภิปราย กระทั่งที่สุดที่ประชุมมีมติด้วยคะแนนเสียง 309 ต่อ 0 เสียง และงดออกเสียง 4 เสียง เห็นชอบตามร่างที่ กรรมาธิการได้มีการแก้ไข และได้ลงมติมาตรา 5 ด้วยคะแนน 311 เสียงงดออกเสียง 5 ลงมติมาตรา 6 ด้วยคะแนน 314 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง และ มาตรา 7 ด้วยคะแนน 315 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง โดยการลงมติเป็นไปด้วยความรวดเร็วเนื่องจากไม่มีผู้อภิปราย จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติในวาระ 3 ผลปรากฏว่า ที่ประชุมเห็นชอบด้วยคะแนน 310 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง และนายสมศักดิ์ ได้ปิดประชุมในเวลา 04.25 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพิจารณาตั้งแต่มาตรา 3 ถึงมาตรา 7 เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง จึงพิจารณาเสร็จสิ้น โดยในช่วงนี้ ประธานสภาและรองประธานสภาทั้ง 2 คน ได้นั่งบัลลังก์พร้อมกันทั้ง 3 คน ทั้งนี้ใช้เวลาในการพิจารณารวมกว่า 19 ชั่วโมง ซึ่งขั้นตอนต่อไปร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก็จะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาต่อไป
ชมรมแพทย์ชนบทออกแถลงการณ์จี้รัฐบาลถอย
แถลงการณ์ชมรมแพทย์ชนบท ฉบับที่ 1 วันที่ 31 ตุลาคม 2556 "ขอให้รัฐบาลยุติการผลักดันร่าง พรบ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยในทันที"
สืบเนื่องจาก ร่าง พรบ.นิรโทษกรรมที่มีการแปรญัตติวาระสองในชั้นกรรมาธิการที่เปลี่ยนหลักการจากการนิรโทษกรรมเฉพาะชาวบ้านผู้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง มาเป็นการนิรโทษโทษกรรมสุดซอยให้กลับทุกกลุ่มคนอย่างเหมาเข่ง ดังที่ปรากฏในร่างมาตรา 3 ที่ว่า "ให้บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง ความขัดแย้งทางการเมือง หรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมาที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ.2547 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2556 ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง"
ชมรมแพทย์ชนบทได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในสามสี่วันนี้ที่มีความน่าเป็นห่วงยิ่ง เพราะเป็นการประลองใจประลองกำลังครั้งสำคัญภายใต้การผลักดัน พรบ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่งของรัฐบาลเพื่อไทยที่ได้รับการคัดค้านทั่วสารทิศ ที่แม้แต่พี่น้องเสื้อแดงก็ยังคัดค้านการนิรโทษแบบสุดซอยเหมาเข่ง ที่ปล่อยคนผิดทุกกรณียกเว้น ม.112 ให้พ้นผิด และขายฝันว่า พรบ.ฉบับนี้เป็นการ set zero หรือเริ่มต้นกันใหม่ เพื่อให้ประเทศก้าวเดินไปข้างหน้าได้ แต่แท้จริงกลับจะยิ่งสร้างความแตกแยกร้าวลึก เกิดผลข้างเคียงจากการนิรโทษกรรมที่อาจตีความล้างผิดอย่างกว้างขวางเกินกว่าเหตุ ส่งผลให้คนธรรมดาที่เสียชีวิตจากการชุมนุมต้องตายฟรี คนสั่งฆ่าหรือคนโกงกินคนที่ศาลตัดสินว่ามีความผิดกลับสามารถเดินยิ้มลอยนวลในสังคมได้ เป็นบาดแผลและเป็นชนวนสู่ความแตกแยกอีกยาวนาน
สถานการณ์การชุมนุมที่กรุงเทพในหลายพื้นที่ทั้งอุรุพงษ์ สวนลุม สามเสน สีลมหรืออนุสาวรีย์ จะมีความครุกกรุ่นและสุ่มเสี่ยงต่อความไม่แน่นอนสูง และในต่างจังหวัดกำลังจะมีการชุมนุมด้วยในหลายจังหวัดใหญ่ๆ ตำรวจเริ่มตรวจแหลกตั้งด่านสกัดไม่ให้ผู้คนเข้ากรุงเทพมาร่วมการชุมนุม รัฐบาลคงเพิ่มพื้นที่ที่จะประกาศ พรบ.ความมั่นคงเพิ่มเติมเพื่อควบคุมการชุมนุม แต่ผู้ชุมนุมคงไม่สนและยืนยันจะชุมนุมท้าทายอำนาจรัฐ อีกทั้งด้วยการสื่อสารในยุคโซเชียลมีเดียที่มีพลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลงไม่น้อย จะทำให้สถานการณ์ในช่วงนี้มีความยากในการกุมสภาพ มีความไม่แน่นอนสูง มือที่หนึ่งสองสามต่างชิงไหวชิงพริบ ตามทฤษฎีไร้ระเบียบ ช่วงนี้นับเป็นช่วงเวลาที่เข้าสู่สถานะที่ยุ่งเหยิงจนไม่อาจทำนายอนาคตได้
ชมรมแพทย์ชนบทจึงขอเรียกร้องต่อสมาชิกและรัฐบาลดังนี้
1. ขอให้สมาชิกชมรมแพทย์ชนบท พี่น้องชาวโรงพยาบาลชุมชน พี่น้องชาวโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล พี่น้องชาวกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งชาวไทยผูั้รักประเทศชาติทุกท่าน ทุกท่านต่างมีวิจารณญาณของตนเองต่อ พรบ.นิรโทษกรรมฉบับนี้ ในสถานการณ์เช่นนี้ ใครใคร่ทำอะไรก็รีบทำ เพราะเราก็คือประชาชนเจ้าของประเทศคนหนึ่ง ประเทศชาติก็เป็นของเราด้วย อย่างน้อยก็ให้ความเห็น แชร์ความคิด เขียนป้ายบอกทัศนะและจุดยืนติดหน้าบ้านหน้าโรงพยาบาล แม้แต่ถ่ายรูปพร้อมป้ายจุดยืนส่วนบุคคลหรือเป็นกลุ่มก็ตามแต่ การกดดัน สส.ในพื้นที่ การสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้ป่วยและญาติที่มารับบริการ หรือแม้แต่ร่วมการชุมนุม ด้วยความหวังว่า พลังมติมหาชนไม่เอานิรโทษกรรมเหมาเข่งจะทำให้ฝ่ายรัฐบาลยอมถอย ถอยก่อนที่จะเป็นชนวนไปสู่ความรุนแรงและการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่ไม่อาจหวลกลับ
2. ขอให้รัฐบาลยกเลิกการผลักดัน พรบ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย ในทันที แล้วกลับไปตั้งต้นที่ร่าง พรบ.นิรโทษกรรมเฉพาะประชาชนทั่วไปที่กระทำความผิดจากการเข้าร่วมการชุมนุมเท่านั้น โดยไม่นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งแก่ระดับแกนนำ ดังที่เสียงของประชาชนทุกกลุ่มเรียกร้อง
ด้วยความเป็นแพทย์ ชมรมแพทย์ชนบทไม่อยากให้ต้องมีการสูญเสียใดๆอีกไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด ขอให้ทุกฝ่ายเคลื่อนไหวอย่างมีสติ เดินหน้าสู่เป้าหมายด้วยสันติวิธี
นายแพทย์เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ
ประธานชมรมแพทย์ชนบท
31 ตุลาคม 2556



