ข่าว

บรูไน: อีกหนึ่งประเทศภายใต้ชารีอะห์

บรูไน: อีกหนึ่งประเทศภายใต้ชารีอะห์

01 พ.ย. 2556

บรูไน: อีกหนึ่งประเทศภายใต้ชารีอะห์ : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์

               ทันทีที่ สุลต่าน ฮัสซานัล โบเกียห์ แห่งบรูไน ประกาศจะใช้ชารีอะห์เป็นกฎหมายอาญาปกครองประเทศ ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมาทำนองว่า บรูไนกำลังถอยหลังเข้าคลอง เพราะกลับไปใช้กฎหมายโบราณคร่ำครึ เป็นกฎหมายที่โหดเหี้ยมผิดหลักสิทธิมนุษยชน แต่ในอีกด้านหนึ่งเสียงจากประชาชนบรูไนกลับมองว่า กฎหมายชารีอะห์ต่างหากที่จะช่วยหยุดยั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชน

               ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับฝ่ายไหน สิ่งสำคัญลำดับแรกสุดคือ การทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับหลักชารีอะห์ และแนวโน้มของการใช้ชารีอะห์ในกลุ่มประเทศมุสลิมโลก

               โดยทางภาษาแล้ว ชารีอะห์หมายถึง "ทางโล่งที่จะเดินไป" แต่ในทางวิชาการหมายถึง "บทบัญญัติแห่งกฎหมายอิสลามที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในทุกๆ มิติ" ด้วยเหตุนี้ อิทธิพลของหลักชารีอะห์จึงมีอยู่ให้เห็นเสมอในพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของชาวมุสลิมตั้งแต่เกิดจนตาย โดยไม่ต้องรอให้ใครมาสั่งใช้

               เนื่องด้วยชารีอะห์คือบทบัญญัติทางกฎหมายที่มาจากพระเจ้า แหล่งที่มาของบทบัญญัติจึงมาจาก 1.อัล-กุรอาน ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่รวบรวมวจนะและคำบัญชาของพระเจ้า 2.ฮะดีษและซุนนะห์ หรือคำสอนและแบบอย่างการปฏิบัติของท่านศาสดามุฮัมมัดในฐานะที่เป็นผู้มีอำนาจในการอธิบายรายละเอียดคำบัญชาของพระเจ้า ทั้งสองแหล่งที่มานี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขตามกาลเวลาได้

               คำถามคือ หลังจากที่ศาสดาเสียชีวิตลง มีกิจกรรมมากมายของมนุษย์เกิดขึ้น ซึ่งหลายกรณีเป็นกิจกรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและไม่มีปรากฏในอัล-กุรอานและซุนนะห์ ดังนั้นประชาคมมุสลิมจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือในการตัดสินกิจกรรมต่างๆ เหล่านั้น ? คำตอบก็คือ นอกจากแหล่งที่มาที่สำคัญที่สุดของหลักชารีอะห์ข้างต้นแล้ว ก็ยังมี อิจญ์มาอ์ หรือความเห็นเป็นเอกฉันท์ของปวงปราชญ์ทางกฎหมายอิสลามที่ไม่ขัดต่อแหล่งที่มาหลัก และอิจญ์ติฮาด หรือการใช้วิจารณญาณในการนำประเด็นปัญหามาตัดสินให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของอิสลาม

               ดังนั้นแหล่งที่มาของกฎหมายอิสลามจึงอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ แหล่งที่มาที่จะเปลี่ยนแปลงหลักการไม่ได้ กับแหล่งที่มาที่เป็นการตีความจากแหล่งที่มาประเภทแรก ซึ่งสามารถที่จะปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป อันสะท้อนให้เห็นถึงการมีพลวัตของชารีอะห์ที่ไม่ได้หยุดนิ่งตายตัวเสียทีเดียว

               หากจะแบ่งกลุ่มประเทศมุสลิมตามระบบทางกฎหมาย ก็คงแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทกว้างๆ คือ กลุ่มประเทศที่ใช้กฎหมายอิสลามเป็นหลัก กลุ่มประเทศที่ใช้กฎหมายแบบอิสลามผสมกับระบบกฎหมายอื่น และกลุ่มประเทศที่ไม่ใช้กฎหมายอิสลามเลย

               ประเทศที่ใช้กฎหมายอิสลามเป็นหลัก (อันครอบคลุมถึงกฎหมายครอบครัว กฎหมายอาชญากรรม และบางกรณีก็รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวกับความเชื่อส่วนบุคคล) กลุ่มประเทศนี้ได้แก่ อียิปต์ มอริเตเนีย ซูดาน อัฟกานิสถาน อิหร่าน อิรัก มัลดีฟส์ ปากีสถาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย เยเมน และบางพื้นที่ของอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไนจีเรีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

               กลุ่มที่ 2 คือประเทศมุสลิมที่ใช้กฎหมายแบบผสมผสาน คือใช้ชารีอะห์ในกฎหมายครอบครัวและมรดกเท่านั้น แต่ในกรณีอื่นๆ ใช้กฎหมายสากลทั่วไป กลุ่มประเทศประเภทนี้มีมากที่สุด อันประกอบไปด้วย แอลจีเรีย คอโมโรส จิบูตี แกมเบีย ลิเบีย (กำลังอยู่ในการเปลี่ยนไปใช้ชารีอะห์) โมร็อกโก โซมาเลีย บาห์เรน บังกลาเทศ กาซา จอร์แดน คูเวต เลบานอน มาเลเซีย โอมาน และซีเรีย นอกจากนี้บางประเทศยังยินยอมให้ใช้ชารีอะห์ในกฎหมายครอบครัวและมรดกสำหรับมุสลิมชนกลุ่มน้อย เช่น อินเดีย สิงคโปร์ อังกฤษ ศรีลังกา ไทย เป็นต้น

               ส่วนกลุ่มประเทศที่ไม่ใช้ชารีอะห์เลยคือ บูร์กินาฟาโซ ชาด กินีบิสเซา มาลี ไนเจอร์ เซเนกัล ตูนิเซีย (กำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลง) อาเซอร์ไบจาน เติร์กเมนิสถาน อุซเบกิสถาน คาซัคสถาน คิร์กิสถาน ทาจิกิสถาน ตุรกี แอลบาเนีย และโคโซโว

               วันนี้บรูไนกำลังจะถูกเพิ่มเข้าไปในรายชื่อกลุ่มประเทศที่ใช้กฎหมายชารีอะห์เป็นหลัก และมีแนวโน้มว่าจะมีประเทศอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ที่พร้อมจะใช้กฎหมายชารีอะห์ในการปกครองประเทศ