
อภิปรายพรก.กู้เงิน(6):พท.ไม่เชื่อมั่นประสิทธิภาพใช้เงิน
พท.ไม่เชื่อมั่นประสิทธิภาพใช้เงิน ด้าน อดีต รมช.พาณิชย์ อัดรัฐบาล กระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว ไร้โครงการกระตุ้นระยะสั้น เมินเอสเอ็มอี ด้าน กรณ์ แจงสภาใช้จ่ายเงินกู้โปร่งใส ขณะที่ หมอแว ห่วง งบแก้ใต้ แถมตั้งองค์กรใหม่
(15มิ.ย.) การอภิปรายพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ช่วงเย็น นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ตนไม่ได้คัดค้านการกู้เงิน แต่การกู้ต้องดูความเหมาะสมในการแก้ไขปัญหา รัฐบาลน่าจะมีมาตรการในการกู้เงินมากกว่านี้ และตนไม่เชื่อมั่นในประสิทธิภาพในการใช้เงิน เมื่อการจัดเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าซึ่งถือว่าการจัดเก็บรายได้ไร้ประสิทธิภาพ ถ้าเป็นบริษัท ก็ถือว่า บริหารขาดทุนแล้ว จึงขอโอกาสแก้ตัวในการไปกู้เงินเข้ามา ซึ่งในภาคเอกชน ถ้าบริหารไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนผู้บริหาร
“โครงการที่เสนอมาก็เหมือนเป็นเช็คเปล่า เพราะส่วนที่รับเช็ค รับประโยชน์ไม่ได้เขียนไว้ จึงเป็นห่วงว่า วงเงิน 1.4 หมื่นล้านบาท ที่จะไปช่วยในการเพิ่มทุนให้กับสถานบันการเงินของรัฐ 5 แห่ง จะมีการให้การช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์จากต่างประเทศ จึงเป็นคำถามว่า ทำไมถึงเลือกอุ้มเฉพาะชาวต่างชาติ ในสมัยคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.)ที่มีการกล่าวหาเรื่องการออก พ.รก.แก้หนี้สถาบันการเงิน 56 แห่ง เข้าไปช่วยเหลือสถาบันการเงินที่ประสบปัญหาหนี้เน่าจนกลายเป็นภาระให้ประเทศซึ่งมีผลสอบสวน ดังนั้น รมว.คลังต้องทำให้โปร่งใส ตรวจสอบได้” นพ.ชลน่าน กล่าว
นพ.ชลน่าน กล่าวอีกว่า ส่วนแผนการโครงการไทยเข้มแข็งไม่มีความชัดเจน ทุกฝ่ายเป็นห่วงและโอกาสการกระจายความเป็นธรรม โดยเฉพาะโครงการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังเป็นที่เคลือบแคลง เรื่องการกระจายตัวของพื้นที่แต่ละโครงการ ตัวอย่างเช่น โครงการชลประทาน งบประมาณ 2 หมื่นล้านบาท กลับกระจุกตัวอยู่แค่ 3-4 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ชลบุรี ระยอง ซึ่งควรจะต้องให้ความเป็นธรรมในเรื่องการกำหนดโครงการแต่ละพื้นที่ ส่วนโครงการถนนปลอดฝุ่น 7,200 กิโลเมตร ไม่ทราบกรมทางหลวงชนบท จะทำทั่วถึงหรือไม่ เพราะถนนจากแพร่-น่าน ก็ยังเป็น 2 เลน ขณะที่จังหวัดน่าน ยังได้งบประมาณในส่วนนี้แค่ 260 ล้านบาท ซึ่งน้อยมากหากเทียบกับเงินกู้ 8 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ตนไม่เชื่อว่ารัฐบาลการกู้เงินครั้งนี้ จะสามารถแก้ปัญหาว่างงานได้ จึงไม่สามารถไว้วางใจ
นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ อภิปรายว่า รัฐบาลได้ใช้นโยบายการเงินที่ไม่เหมาะสมโดยเฉพาะการแจกเงินให้กับประชาชน เพราะไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง นอกจากนี้การเก็บภาษีสรรพามิตเพิ่มทำให้กระทบกับคนจำนวนมาก ส่วนเรื่องการออกพ.ร.ก.และพ.ร.บ.กู้เงินแม้ไม่ได้กู้จากต่างประเทศแต่เป็นกู้จากสถาบันการเงินของไทย แล้วออกเป็นพันธบัตร ซึ่งขณะนี้เงินฝากมีดอกเบี้ยเพียง 1 % ขณะที่เงินกู้มีดอกเบี้ย 5.6 % ธนาคารพาณิชย์จะใช้โอกาสนี้ในการซื้อพันธบัตรของรัฐบาลเพราะได้กำไรมาก โดยที่ไม่สนใจกับผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งทำให้เกิดความลักลั่นในสังคม ทั้งนี้ตามหลักการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นจะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีเวลาที่เหมาะสม กระตุ้นเศรษฐกิจที่เหมาะสม แต่ขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลทำคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ในระยะสั้นนั้นรัฐบาลยังบกพร่อง เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจต้องการการแก้ไขที่รวดเร็ว แต่ในการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลกลับมีความล่าช้า ส่งผลให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจล่าช้าไปด้วย
นายวิรุฬ กล่าวว่า ตนไม่เถียงว่ารัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการไทยเข็มแข็งแต่สิ่งที่ควรทำที่สุดคือ การให้เงินอยู่ในมือของผู้บริโภคมาที่สุด เพราะเมื่อเงินมากผู้บริโภคก็จะมีกำลังซื้อมาก ผู้ประกอบการายย่อยก็กล้าที่จะลงทุน ซึ่งจะเกิดการหมุนเวียนของเงินในตลาด นอกจากนี้รัฐบาลควรจะรักษาค่าเงินบาทไม่ให้แข็งจนเกินไป น่าจะอยู่ระหว่าง 38 ดอลล่าร์สหรัฐเพื่อช่วยการส่งออก และดูดเงินจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวรัฐบาลต้องให้ความสำคัญ เพราะรายได้จากการท่องเที่ยวมีรายได้ 30 % ของรายได้มวลรวมของประเทศ หากทำให้ต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้นก็จะทำให้รายได้ของประเทศมากขึ้น
“รัฐบาลจะต้องลงน้ำหนักในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน 5-6 เดือนจากนี้ไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติ แทนที่จะไปเก็บภาษีจากผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล เพราะหากทำเช่นนี้ก็จะทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยขาดสภาพคล่อง และจะกลับบ้านเก่าเสียก่อน นอกจากนี้รัฐบาลจะต้องทำให้การค้ามีความเสี่ยงน้อยที่สุด โดยรัฐบาลอย่าให้ข้อมูลแบบแกว่งซ้ายแกว่งขวา รัฐมนตรีแต่ละคนพูดไม่เหมือนกันเพราะจะทำให้เกิดความสับสนไม่รู้ว่าจะเชื่อใครดี ดังนั้นรัฐบาลจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจน” นายวิรุฬ กล่าว
จากนั้นนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ชี้แจงว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ แบ่งเป็น สมทบเงินคงคลัง 2 แสนล้านบาท มาจากการตั้งงบประมาณขาดดุลของปีงบประมาณ 2552 และงบเพิ่มเติมกลางปีงบประมาณ 2552 รวม 3.47 แสนล้าน และการจัดเก็บรายได้ไม่ได้เป็นไปตามคาดการณ์ไว้แต่เดิม และเก็บได้ต่ำกว่า เป็นจำนวน 2.8 แสนล้าน รวม 6.2 แสนล้านบาท รัฐบาลกู้ได้ 4.2 แสนล้านบาท จึงขาดเงินอีก 1.8 แสนล้าน ฉะนั้นมีความจำเป็นรีบด่วนที่ต้องนำเงินกู้มาสมทบเงินคงคลัง อีกส่วนหนึ่ง 2 แสนล้านบาท คือ การดำเนินการแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ที่พร้อมทำได้ปี 53-55 เงินลงทุนรวม 1.4 ล้านล้านบาท โดยจะเริ่มปี 53 จำนวน 3.7 แสนล้านบาท จึงต้องขอกู้เงินดังกล่าวเพื่อเป็นไปตามแผน รัฐบาลขอให้ความเชื่อมั่นต่อสภา จะดำเนินการกู้และใช้จ่ายด้วยความโปร่งใส โดยยึดถือประโยชน์ประชาชนชาวไทยเป็นที่ตั้ง
นายกรณ์ กล่าวว่า เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เป็นแหล่งเงินสำคัญที่จะรองรับแผนปฏิบัติการ ที่เป็นการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศ จะนำมาซึ่งการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ยกระดับชีวิต สร้างงานสร้างรายได้ นอกจากนั้น แผนนี้ เป็นการเสนอบทบาทรัฐบาลในช่วงเอกชนอ่อนแอ คือ สภาพคล่องที่ล้นเหลือ ซึ่งไม่มีใครนำไปใช้ รัฐบาลจึงเชื่อว่า จำเป็นต้องหยิบเม็ดเงินที่เหลือในระบบ มาสร้างโอกาสสร้างรายได้ให้ประชาชน ส่วนที่สมาชิกอภิปรายว่า เข้ามาในสภาวะนี้ ประคองตัวก็ได้แล้วโทษสภาวะเศรษฐกิจ แต่ตนและครม.เชื่อว่า มีอำนาจต้องมีความรับผิดชอบ จึงเสนอแผนไทยเข้มแข็งออกมา โดยเชื่อว่า จะทำให้ชาวไทยยืนหยัดพึ่งพาตนเองได้
นายกรณ์ กล่าวว่า วันนี้สมาชิกอภิปรายความต้องการของประชาชน เช่น เกษตรกร คุณภาพการศึกษา การสาธารณสุข หรือการเข้าถึงเส้นทางถนนของชาวชนบท การเข้าถึงแหล่งน้ำ รถไฟฟ้า ความจำเป็นที่รัฐบาลต้องมาช่วยผู้ประกอบการรายเล็ก และการท่องเที่ยว ทั้งหมด 6 พันโครงการทั่วประเทศ ซึ่งด้วยเงินจำนวนนี้ ตามหมวดต่างๆ และที่สมาชิกวิเคราะห์ มีการพูดว่ารัฐบาลเอาข้อมูลเท็จมาชี้แจง โดยระบุว่า เงินชดเชยเงินคงคลัง เพียง 1.1 แสนล้านบาทเท่านั้น ที่เหลือ คือมาลงทุนโครงการ ตนขอชี้แจงว่า บางโครงการยังไม่พร้อมเริ่มปีงบประมาณนี้ ซึ่งโครงการที่ไม่พร้อมนี้จะไปอยู่ในร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้าน ส่วนโครงการที่พร้อมดำเนินการ ใช้เงินจำนวน 2.3 แสนล้านบาท ซึ่งปี 52 -53 บางโครงการจะดำเนินการได้จำนวน 3.8 แสนล้านบาท ซึ่งจะอยู่นอกเหนือจากการลงทุนของพ.ร.บ.งบประมาณปี 53
นายกรณ์ กล่าวว่า เมื่อแผนไทยเข้มแข็ง เป็นการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ ความโปร่งใสจึงสำคัญ การออก พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉินปี 41 จำนวน 3 ฉบับ และปี 45 จำนวน 1 ฉบับ ไม่มีฉบับใดเสนอกรอบการลงทุนดังเช่นฉบับปัจจุบันคือมาตรา 3 ส่วนมาตรา 7 ยังระบุถึง การจัดทำรายงานที่มีรายละเอียดการกู้เงินภายใน 60 วัน ซึ่งไม่มีฉบับใดเคยมี นอกจากนี้ 6 พันโครงการ มาจากการประเมินจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย ครม.ยังแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินผล มีนายพนัส สิมะเสถียร อดีตปลัดกระทรวงการคลัง นายนายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัฐ อดีตรมว.คลัง เป็นกรรมการ เป็นต้น มีหน้าที่ติดตามประเมินผล และรายงานต่อครม.เศรษฐกิจทุกอาทิตย์ นอกจากนี้ ความชอบธรรมของกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญก็ยืนยันว่า ถูกต้องตามกระบวนการ ส่วนรายละเอียดของโครงการ ก็จะมีการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ นอกจากนี้ จะนำโครงการขึ้นเวบไซด์ที่สามารถตรวจสอบได้ว่า ดำเนินการไปเท่าไหร่ ใช้เงินไปแค่ไหน ฉะนั้นยืนยันความจำเป็น ในการขับเคลื่อนระบบราชการ เพราะที่ผ่านมา ประเทศมีเมกกะโปรเจคเยอะแต่สุดท้ายก็ล้มเหลวเพราะส่วนนี้
นายกรณ์ กล่าวว่า นโยบายที่รัฐบาลจะเพิ่มทุน 1.5 หมื่นล้านให้สถาบันการเงินของรัฐ มีความสำคัญเพราะต้องอัดฉีดเงินเข้าระบบ ทั้งนี้ที่มีความจำเป็นกู้เงินต่างชาติ เพราะรัฐบาลตั้งใจช่วยผู้ประกอบการคนไทย และจะให้โอกาสการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการไทยก่อน แต่การจะช่วยบริษัทดังกล่าวที่มีลูกจ้างไทยน้อย กับบริษัทต่างประเทศ แต่มีลูกจ้างไทยเป็นหมื่นๆ ก็ต้องดูความเป็นธรรม ต้องมีความใจกว้าง ที่จะพิจารณาผลกระทบเศรษฐกิจโดยรวมได้
นายกรณ์ กล่าวว่า ส่วนการวิจารณ์นโยบายการตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ภายใต้งบกลางปีที่รัฐบาลต้องการให้เกิดการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ขอชี้แจงว่า การเบิกจ่าย ประสบความสำเร็จมาก ทั้งเช็คช่วยชาติ เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยอสม. การเรียนฟรี ส่วนผลในแง่การกระตุ้นเศรษฐกิจ ลองดูภาษีมูลค่าเพิ่มที่รัฐบาลเก็บได้ มีนาคมปีนี้เทียบกับมีนาคมปีที่แล้ว ติดลบ 8.9 เปอร์เซ็นต์ พอถึงเมษายนที่นโยบายของรัฐบาลลงไป ภาษีมูลค่าเพิ่ม ปรับลดเทียบกับปีที่แล้วลดลง คือ ลบ 5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเดือนพฤษภาคม 3.9 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าการบริโภคดีขึ้น มั่นใจว่ามาจากแผนกระตุ้นระยะสั้นของรัฐบาล
“เม็ดเงินโดยรวม 8 แสนล้าน จะถึงประชาชนเท่าไหร่ รัฐบาลขอยืนยันว่า ไม่ใช่แค่นี้แต่เป็น 1.4 ล้านล้านบาท เป็นการลงทุนที่มีคุณค่าจะถึงมือประชาชน และรัฐบาลจะลงทุนโดยไม่มีเลือกปฏิบัติ เม็ดเงินลงทุนกระจายทุกจังหวัดทั่วประเทศ” นายกรณ์ กล่าว
นพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดิน ตั้งข้อสังเกตการกำหนดวงเงินงบประมาณแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เพิ่มขึ้นทุกปี และในขณะนี้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน แต่ไม่สามารถนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ได้ ทั้งนี้ เชื่อว่าน่าจะมีการหาประโยชน์จากวงเงินงบประมาณดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์รู้ดี เพราะมีการเบิกจ่ายงบฯ โดยไม่มีใบเสร็จ ให้ลูกน้องเสี่ยงตายอยู่แนวหน้า ส่วนหัวหน้าอยู่แถวหาดใหญ่ หรือกรุงเทพฯ ในขณะที่สถานการณ์รุนแรงขึ้นชาวไทยมุสลิมได้รับความเดือดร้อน ซึ่งไม่ทราบว่าการตั้งงบประมาณรองรับไว้อีก 3 ปีข้างหน้าวงเงิน 7 หมื่นล้านจะแก้ปัญหาความไม่งบได้หรือไม่ ในขณะที่หน่วยงานที่เข้าไปพัฒนาในพื้นที่ อย่างศอบต. ก็ไม่มีกฎหมายรองรับ และองค์กรที่รัฐบาลพยายามตั้งขึ้น คือ ศบชต.จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการ



