
สภาฯถกเดือดนิรโทษ'หามส.ส.ส่งกลับรพ.'
สภาฯถกเดือดนิรโทษ หาม 'สมคิด' ส่งกลับรพ.หลังกระดูกคอเคลื่อนกำเริบ 40ส.ว.ดาหน้าค้าน ตร.สั่งปิดถนนรอบสถานีรถไฟสามเสนต้อนรับม็อบปชป.
เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 31 ต.ค.2556 ระหว่างการพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ วาระสอง หลังจากที่กรรมาธิการฯ พิจารณาแล้วเสร็จ เจ้าหน้าที่พยาบาลประจำรัฐสภา ได้นำตัวนายสมคิด บาลไธสง ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย ส่งโรงพยาบาลเนื่องจากเกิดอาการโรคกระดูกคอเคลื่อนกำเริบ ทำให้มีอาการปวดศีรษะ ทั้งนี้ก่อนหน้านี้นายสมคิดได้เข้าพักรักษาตัวอยู่ด้วยอาการดังกล่าวอยู่แล้วที่โรงพยาบาลเวชธานี แต่เนื่องจากมีการเรียกประชุมสภาฯ นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมจึงขออนุญาตแพทย์ออกมาประชุมจนเกิดอาการกำเริบดังกล่าว
"สุนัย"ป่วนประท้วง"นิพิฎฐ์"
ขณะที่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษ เพื่อพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ หลังจากที่กรรมาธิการฯ ได้พิจารณาแล้วเสร็จ ได้เข้าสู่การพิจารณารายละเอียดชื่อร่างพระราชบัญญัติแล้ว หลังจากที่นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการฯ ได้ชี้แจงข้อซักถามของ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ที่ทักท้วงว่าการทำรายงานของกรรมาธิการฯ มีข้อผิดพลาดและส่อไปในทางไม่ถูกต้อง เนื่องจากในมาตรา 3 ว่าด้วยการนิรโทษกรรมให้กับการกระทำที่กำหนด ที่กรรมาธิการฯเสียงข้างมาก 16 เสียงเห็นชอบให้แก้ไขโดยใช้เนื้อหาของนายประยุทธ์ ศิริพานิช รองประธานกรรมาธิการฯ เสนอ แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากดังกล่าว ยังพบว่ามีการเสนอคำแปรญัตติขอแก้ไขเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม มาตรา3 โดยยืนยันว่าสามารถทำได้ โดยไม่มีการผิดข้อบังคับใดๆ
สำหรับการอภิปรายในเรื่องชื่อร่างพระราชบัญญัตินั้น มีผู้สงวนคำแปรญัตติ 16 คน
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการอภิปรายของนายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการยกเหตุการณ์ทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาช่วงที่มีการประกาศเอกราช จากรัฐบาลทรราชย์ ประกอบการอภิปราย ทำให้นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกประท้วงและขอให้ถอนคำพูด ทำให้เกิดการตอบโต้กันไปมา จนทำให้นายนิพิฎฐ์ อธิบายว่ารัฐบาลทรราชย์ไม่ได้หมายถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน หากนายสุนัยไม่เข้าใจขอให้มานั่งใกล้ๆ ตนและจะอธิบายให้ฟัง
ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า เมื่อนายนิพิฏฐ์ อภิปรายมาถึงตรงนี้ ทำให้นายสุนัยเดินเข้ามาข้างๆ นายนิพิฎฐ์ และได้คว้าไมโครโฟนที่นายนิพิฎฐ์มาพูด ทำให้นายวัชระ เพชรทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินเข้ามายืนใกล้ๆ นายสุนัยและยกมือประท้วง นอกจากนั้นแล้วยังมีนายอถรรวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม. , นายวิทยา แก้วภราดัย ส.ส.นครศรีธรรมราช ลุกมาบอกให้นายสุนัยกลับไปนั่งประจำที่นั่งของพรรคเพื่อไทย เช่นเดียวกับนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุมขอให้นายสุนัยกลับมานั่งประจำที่ จากนั้นได้ให้นายนิพิฎฐ์อภิปรายต่อไป
ชี้กม.นิรโทษกรรมสร้างความแตกแยกให้สังคม
ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) แสดงความเห็นว่าโดยทั่วไปการนิรโทษกรรมไม่มีกฎหมายกำกับไว้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง แต่เป็นคล้าย ๆ กับจารีต เป็นทำเนียม และเป็นแนวปฏิบัติ ซึ่งในทางกฎหมายถือว่าจารีตประเพณี มีความสำคัญ เพราะถ้าศึกษาย้อนไปในอดีต เราทำกฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อล้างความผิด เป็นข้อยกเว้น จากกฎหมายปกติ ที่กำหนดว่าคนผิดต้องรับโทษ แต่เราจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมก็เพื่อประโยชน์ส่วนร่วมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน
อธิการบดีมธ. กล่าวต่อว่า โดยที่ผ่านมาประเทศไทยเคยมีการนิรโทษกรรมมาแล้วคือ เหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา และเหตุการณ์รัฐประหาร แต่เราไม่เคยทำนิรโทษกรรมแล้วมีปัญหา เพราะการนิรโทษกรรมของไทยที่ผ่านมาได้รับการยอมรับ และทำให้สังคมไทยสงบสุข แต่ครั้งนี้แทนที่จะทำให้เกิดความสงบสุขกลับทำให้เกิดความขัดแย้งมากมาย ซึ่งในทางกฎหมายหมายความว่า การตรากฎหมายไม่บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ควรจะเป็น
"เราไม่เคยทำนิรโทษกรรมสำหรับคนที่ทุจริตคอร์รัปชั่น หรือคนที่มีเจตนาสั่งการในการสังหาร ทำร้ายคน หลายคนอ้างว่าการนิรโทษกรรมครั้งนี้เทียบเคียงกับเหตุการณ์ 14 ตุลา และ6 ตุลาได้ แต่ไม่ใช่ เพราะทั้งสองเหตุการณ์เป็นเรื่องที่เราต้องการนิรโทษกรรมให้กับคนที่ไม่ใช่ผู้สั่งการ ดังนั้นโดยรวมผมสรุปว่า กฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ไม่ได้นำไปสู่สิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง ทำให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้น ไม่ได้ทำให้สังคมไทยเกิดความปรองดอง และการเริ่มต้นใหม่ ถ้าผมเป็นรัฐบาล ผมคิดว่าเราไม่ควรผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ เพราะจะทำให้สังคมไทยเกิดความแตกแยกมากขึ้น ดังนั้นรัฐบาลควรถอนร่างดังกล่าวออกจากสภาฯ เพื่อให้สังคมไทยสงบสุข โดยทำให้กฎหมายตกไป ซึ่งก็มีหลายวิธี ทั้งทำองค์ประชุมไม่ครบ และหากรัฐบาลต้องการจะนิรโทษกรรมจริง ก็ไปคิดไหม่ทำใหม่ก็ยังทัน เพราะมีเสียงข้างมากอยู่แล้ว "ศ.ดร.สมคิดกล่าว
40ส.ว.ดาหน้าค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม
ที่รัฐสภา กลุ่ม 40 ส.ว. นำโดยนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. และพล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ ส.ว.สรรหา ร่วมกันแถลงข่าวคัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่กำลังพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรในวาระ 2
ตร.สั่งปิดถนนรอบสถานีรถไฟสามเสนต้อนรับม็อบปชป.
ขณะที่บรรยากาศการชุมนุมนั้น พล.ต.ต. ปิยะ อุทาโย โฆษก ศอ.รส.แถลงข่าวว่า ศอ.รส. ได้ดำเนินการเฝ้าติดตามสถานการณ์ของกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างใกล้ชิดวันละ2 ครั้ง ซึ่งการข่าวแจ้งว่าการชุมนุมที่บริเวณสวนลุมพินี ตรงหน้ากระทรวงการคลัง และแยกอุรุพงษ์ สถานการณ์ปกติ ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมากลุ่มผู้ชุมนุมได้ตั้งเวทีปราศรัย ที่บริเวณถนนกำแพงเพชรตัดกับถนนเศรษฐศิริ2 โดยเวทีปราศรัยหันหน้าออกมาทางสถานีรถไฟสามเสน
นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดถนนบริเวณใกล้จุดผู้ชุมนุมเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับทุกฝ่าย ได้แก่ถนนเศรษศิริ 2 ที่บริเวณด้านหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตัดกับถนนพระราม6 ถนน โรคัลโรด (local road )ตัดกับถนนประดิพัทธ์ ถึงจุดตัดบริเวณหน้าสถานีรถไฟสามเสน สำหรับสภาพการจราจรทั่วไปที่บริเวณดังกล่าวการจราจรติดขัดเป็นอย่างมาก ส่วนบริเวณอื่นๆไม่มีปัญหาเรื่องการจราจรแต่อย่างใด
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวอีกว่า การคาดคะเน มวลชนวันนี้ จากการข่าวคาดว่าจะมีมวลชนทยอยเข้ามาร่วมการชุมนุมบริเวณใกล้สถานีรถไฟสามเสนประมาณ 8,000 คน ส่วนมากเป็นมวลชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นหลัก โดยใช้การสับเปลี่ยนหมุนเวียน และมีการจัดหน่วยรักษาความปลอดภัยกันเอง มีการจัดตั้งโรงครัว และฝ่ายส่งกำลังบำรุง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหลักฐานยืนยันชัดเจนมีเจตนาให้การชุมนุมยืดเยื้อ นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเชื่อมโยงกับการชุมนุมกับกลุ่มอื่นๆ ทั้งสวนลุมพินี และอุรุพงษ์ นอกจากนี้ยังจะมีกลุ่มการเคลื่อนไหวทางการเมืองอื่นๆมาร่วมชุมนุมด้วย เช่นกลุ่มหน้ากากขาว อีกด้วย
ผอ.ศอ.รส.กำหนดมาตรการในการติดตามการชุมนุม
พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผอ.ตร.และในฐานะผอ.ศอ.รส. กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมและประสานหน่วยที่เกี่ยวข้องดังนี้
1. ให้ทุกหน่วยเปิด ศปก.บช./ภ. และ ศปก.ภ.จว. เพื่อติดตามสถานการณ์โดยให้ปฎิบัติตลอด 24 ชม. และให้มีการจัดฝ่ายอำนวยการครบถ้วนทุกสายงาน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป 2. ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนในพื้นที่รับผิดชอบที่มีแนวโน้มจะออกมาเคลื่อนไหว โดยให้ทราบถึงแกนนำ แนวร่วม จำนวนมวลชน กลุ่มการ์ด กลุ่มผู้ใช้ความรุนแรง กิจกรรมที่จะเคลื่อนไหว หากพบความเคลื่อนไหวให้รายงาน ตร. (ผ่าน บช.ส.) ทันที และให้มีการประสานงานด้านการข่าวกับหน่วยข่าวที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
3. ตั้งจุดตรวจ ว.43 ในพื้นที่ที่มีความเคลื่อนไหว หรือเป็นเส้นทางที่มีการนำมวลชนเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่กรุงเทพฯ และภายในจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ ภ.7, 8 และ 9 เพื่อคัดกรองบุคคลและสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ สำหรับ ภ.1 -3 และ 6 ให้พิจารณาตามความเหมาะสม 4. ให้ บช.ภ. จัดชุดเคลื่อนที่เร็ว โดยมอบหมายให้ผู้บังคับบัญชาระดับ รอง ผบช. เป็น ผู้ควบคุมเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ในพื้นที่ โดยให้เตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ รถยก, รถส่องสว่าง, รถเครื่องขยายเสียง, รถกระเช้า, รถสุขา, รถพยาบาล และอื่นๆ ที่จำเป็นพร้อมสนับสนุนได้ทันที
5.กำหนดมาตรการหรือแผนเผชิญเหตุในกรณีต่างๆ เช่น กรณีปิดการคมนาคม (ถนน, ทางรถไฟ และท่าเรือ)ศาลากลาง, สนามบิน, สาธารณูปโภค หรือสถานที่ราชการสำคัญในพื้นที่ และกรณีเหตุแทรกซ้อน เช่น การก่อวินาศกรรม,การวางระเบิด โดยมอบหมายผู้บังคับบัญชารับผิดชอบในการควบคุมการปฎิบัติตามแผน และให้มีการซักซ้อมการปฎิบัติตามแผนที่กำหนด 6.กรณีมีเหตุการณ์ชุมนุมในพื้นที่ส่วนภูมิภาค และได้ปิดล้อมสถานที่สำคัญตามข้อ 5 ให้ประสานผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน ตั้งกองอำนวยการร่วมฯ บูรณาการทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ในการปฎิบัติให้เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะมาตรการด้านกฎหมาย
7.ให้มีการจัดหน่วยเฉพาะกิจที่จำเป็นต่อการปฎิบัติภารกิจ เช่น ชุดเจรจาต่อรอง,ชุดสืบสวนสอบสวน, ชุดตรวจเก็บกู้วัตถุระเบิด,ชุดเคลื่อนที่เร็ว, ชุดบันทึกภาพและรวบรวมพยานหลักฐาน 8. กำหนดมาตรการ การดำเนินการด้านกฎหมาย เพื่อเก็บรวบรวมพยานหลักฐานต่อแกนนำผู้ชุมนุมที่กระทำความผิดกฎหมาย เพื่อดำเนินคดีต่อไป และ 9.กำหนดมาตรการเชิงรุกต่อกลุ่มเป้าหมาย เช่น การตรวจค้นอาวุธเพื่อลดระดับความรุนแรง



