ข่าว

'มาร์ค-เทพเทือก'ลั่นไม่หนีคดี-จ่อฟ้องกลับ

'มาร์ค-เทพเทือก'ลั่นไม่หนีคดี-จ่อฟ้องกลับ

29 ต.ค. 2556

'อภิสิทธิ์-สุเทพ'ลั่นไม่หนีคดี ไปตามนัด'อสส.'31 ต.ค.แน่ เตรียมฟ้อง'อัยการ'กลั่นแกล้ง ด้าน'สุเทพ'อัดอสส.ตกเป็นเครื่องมือรัฐบาล

               29 ต.ค.56 เมื่อเวลา 11.00 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) . แถลงกรณีที่อัยการสูงสุด (อสส.) สั่งฟ้องในข้อหาร่วมกันให้มีการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเล็งเห็นผล ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553

               นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เดิมอสส.มีหนังสือให้ตนและนายสุเทพไปรับคำสั่งว่า อสส.จะสั่งฟ้องหรือไม่ ในวันที่ 31 ต.ค.นี้ แต่อสส.กลับออกมาแถลงก่อนที่ถึงวันนัดหมาย ซึ่งตนและนายสุเทพจะเดินทางไปอสส.ในวันดังกล่าว ซึ่งเราทั้ง 2 คน ไม่หนีไปไหน จะเผชิญและต่อสู้คดีนี้ตามกระบวนการยุติธรรมทุกประการ ด้วยเหตุผลไม่ว่าจะเรื่องข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายก็มีประเด็นที่โต้แย้งหักล้าง ซึ่งข้อเท็จจริงเหตุการณ์ในปี 2553 ตนและนายสุเทพได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง และการชุมนุมนี้ศาลได้วินิจฉัยว่า ผิดกฎหมายเลยขอบเขตการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ เพราะการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) มีอาวุธ มีชายชุดดำแฝงตัวไปในกลุ่มผู้ชุมนุม อีกทั้ง ยังมีการใช้อาวุธสงครามในการทำร้ายประชาชน มีการยิงระเบิดทำให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต ตนและนายสุเทพ มีจุดยืนชัดเจนต้องการนำบ้านเมืองสู่ภาวะปกติหลีกเลี่ยงความสูญเสียและไม่มีนโยบายการเข้าไปสลายการชุมนุม

               นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่อสส.ได้แถลงออกไปนั้น ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริงโดยมีการอ้างว่า สำนวนของดีเอสไอไม่ได้ระบุถึงเรื่องชายชุดดำ ทำให้ตนและนายสุเทพทำหนังสือขอความเป็นธรรมไปยังอสส.และผู้ที่รับผิดชอบในคดีแล้ว แต่อสส.ละเลยข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งอสส.ย่อมทราบดีว่ามีชายชุดดำ เพราะเป็นผู้ที่ส่งฟ้องคดีก่อการร้าย ดังนั้นการที่อสส.อ้างเพียงแค่ว่าสำนวนของดีเอสไอในคดีนี้ไม่ระบุถึงการต่อสู้หรือการมีอาวุธที่ใช้ในการชุมนุมจึงฟังไม่ได้ เพราะอยู่ในหนังสือร้องขอความเป็นธรรมและในสำนวนที่อสส.ได้ส่งฟ้องคดีก่อการร้ายไปแล้วตั้งแต่ปี 2553

               นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ยังได้ทำเรื่องร้องขอความเป็นธรรมกรณีดีเอสไอไม่มีอำนาจในการสอบสวนคดีนี้ เนื่องจากในการบรรยายฟ้องตนและนายสุเทพ ความผิดที่อ้างว่า ตนและนายสุเทพได้ทำ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตามล้วนแล้วแต่เป็นการออกคำสั่งในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ การบรรยายของดีเอสไอในหน้า 9 ระบุว่า พฤติกรรมที่กระทำผิด เป็นเรื่องของการปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แสดงให้เห็นชัดว่า มูลเหตุที่จะมีการพิจารณาคดีนี้เป็นเรื่องของการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะสอบสวนคดีนี้มิใช่อำนาจของดีเอสไอ ดังนั้น การกล่าวอ้างว่า คดีนี้เป็นคดีฆาตกรรมจึงมีความขัดแย้งในตัว เพราะถ้าตนหรือนายสุเทพกระทำการ ย่อมไม่มีอำนาจไปออกคำสั่งใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น เราจึงเห็นว่า อสส. ตระหนักดีถึงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ แต่กลับมีความเห็นสั่งฟ้อง จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ ตนและนายสุเทพจึงจะฟ้องร้องอสส.เช่นเดียวกับกรณีของอธิบดีดีเอสไอ ที่เราเห็นว่า ได้กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ และใช้ตำแหน่งหน้าที่ยุติธรรมในการกลั่นแกล้ง

               นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า เมื่อคำสั่งฟ้องดังกล่าวออกมาจึงมีเสียงวิเคราะห์ว่าจะมีผลอย่างไรต่อร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพราะเป็นที่ทราบดีว่าคณะกรรมาธิการได้แก้เนื้อหาให้ครอบคลุมถึงคดีในปี 2553 ทั้งหมด ถึงหมายรวมถึงคดีของตนและนายสุเทพด้วย ตนได้แสดงจุดยืนทุกครั้งในการคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรม ด้วยเหตุผลว่า ความผิดต่อชีวิตไม่ใช่ความผิดที่พึงจะนิรโทษกรรม ไม่ว่าการกระทำผิดต่อชีวิตจะเกิดขึ้นกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ ฝ่ายผู้ชุมนุม หรือชายชุดดำ เพราะการนิรโทษกรรมเป็นเรื่องของการละเว้นการใช้อำนาจรัฐ ในกรณีที่มีประชาชน แข็งขืนต่อรัฐ แต่ชีวิตของผู้สูญเสียทั้งหลายไม่ใช่ชีวิตของรัฐ ดังนั้น รัฐเอาสิทธิอะไรที่จะไปบอกว่าละเว้นการใช้อำนาจรัฐที่จะไปดำเนินคดีกับใครก็ตามที่ไปเอาชีวิตของบุคคลอื่น ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดยืนที่สอดคล้องกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย ซึ่งไม่นับรวมความพยายามที่จะทำเรื่องนี้ที่จะไปเหมารวมคดีทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกที่ให้การนิรโทษกรรมแก่คนที่โกงกิน ทำความเสียหายให้กับชาติบ้านเมือง

               “ผมย้ำการเดินหน้าคัดค้านเรื่องนี้จะเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม โดยไม่เอาคดีที่ผมและนายสุเทพตกเป็นจำเลยมาเกี่ยวข้อง ซึ่งขั้นตอนต่อไปคือ คัดค้านในสภาทั้งวาระ 2และวาระ 3 และจะใช้สิทธิ์ในฐานะ ส.ส. ในการยื่นเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะเป็นกฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญหลายมาตรา และมั่นใจว่าศาลจะชี้ว่ากฎหมายนี้มีปัญหา ส่วนการเคลื่อนไหวนอกสภา ก็พร้อมที่จะทำอยู่ในขอบเขตที่เป็นสิทธิของประชาชนที่จะเคลื่อนไหวตามรัฐธรรมนูญ แม้ผมจะเป็น ส.ส.หรือนักการเมือง แต่ก็เป็นประชาชนคนหนึ่งที่มีสิทธิเสรีภาพในการเคลื่อนไหว ยืนยันว่าเราไม่ได้ค้านเล่นๆ ค้านจริงๆ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

               นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปอีกว่า มีการแสดงความคิดเห็นว่าตนและนายสุเทพไม่เกรงกลัวการขึ้นศาล โดยอ้างว่ามีแบ๊คดี ขอย้ำว่า ตนและนายสุเทพก็เป็นปุถุชน ไม่มีใครอยากจะตกอยู่ในสภาพที่ต้องเป็นจำเลยในคดีที่มีข้อกล่าวหาร้ายแรงอย่างนี้ แต่เรามั่นใจในความบริสุทธิ์ ไม่ควรที่จะเอาความชอบ-ไม่ชอบทางการเมือง ทำลายความน่าเชื่อถือของศาล เพราะศาลเป็นอิสระที่จะพิพากษาคดี ว่า ตนกับนายสุเทพ ไม่มีแบ๊ค ถ้ามีทำไมศาลมีคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิต ในเหตุการณ์การชุมนุมจนมาสู่คดีนี้ ถ้าแบ็คดีจริงก็คงไม่ต้องมาถึงตรงนี้ แบ๊คเดียวที่เรามีคือ ความเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของเรา และเราจะเดินหน้าในการต่อสู้ และเราจะเดินหน้าในการต่อสู้คดีไม่หนีไปไหน เพราะมั่นใจในความบริสุทธิ์ และมั่นใจในความเป็นธรรม แต่หากศาลจะตัดสินว่าเราผิดก็ยืนยันว่า ตนรับผิดและเคารพต่อการวินิจฉัยของศาล

               “ผมทราบว่าบางคนบางฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า มันจะเป็นไปได้หรือ ที่คนจะคิดอย่างนี้ ไม่กลัวถูกประหารชีวิต ไม่กลัวติดคุก ผมบอกว่า วันนี้ต้องพิสูจน์เพราะมันมีคนที่พร้อมจะเอาประเทศชาติ อยู่เหนือผลประโยชน์ของตัวเองจริงๆ คนที่มาจากตระกูลที่มีสันดานจากการโกงกิน แล้วเอาผลประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก ไม่มีทางเข้าใจ อันนี้ผมก็เห็นใจ แต่ขอให้เชื่อเถอะว่า บ้านเมืองนี้ยังมีคนที่พร้อมจะเอาประเทศอยู่เหนือผลประโยชน์ของตัวเอง และผมกับคุณสุเทพจะพิสูจน์สิ่งเหล่านี้ต่อไป และผมขอถือโอกาสขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ห่วงใย หรือให้กำลังใจมา ขอว่าอย่าหวั่นไหว และขอให้ร่วมมือกับประชาชนที่จะต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมต่อไปอย่างเข้มข้น และขอยืนยันว่า ความมุ่งหมายของการเคลื่อนไหวต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรม ทั้งหมดเป็นเรื่องกฎหมายไม่ได้สนใจว่าใครเป็นรัฐบาล และถ้าการเคลื่อนไหวนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใดๆ ในขณะนี้ ผมยืนยันว่า ผมไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการช่วงชิงอำนาจและตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเป้าหมายของผมคือ ต่อต้านไม่ให้กฎหมายฉบับนี้ออกมาใช้เท่านั้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

               นายสุเทพ กล่าวว่า มีคนให้กำลังใจและเข้าใจว่าการกระทำของอสส.เป็นเครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาล เพื่อให้กฎหมายนิโทษกรรมผ่านสภาฯ ตนไม่ทราบว่า อสส.มีเจตนาอย่างนั้นหรือไม่ แต่คำวิพากษ์วิจารณ์ออกมาทำให้ตนเชื่ออย่างนั้น ถ้าอัยการมีความคิดที่จะใช้คำสั่งฟ้องตนและนายอภิสิทธ์ เป็นเครื่องมือบีบบังคับให้พวกตนต้องยอมจำนนให้กฎหมายล้างผิดกับคนโกง คนเป็นฆาตกรเผาบ้านเผาเมือง ตนขอบอกกลับไปยังอัยการว่า ท่านผิดหวัง พวกตนจะไม่มีวันยอมจำนนเด็ดขาดและนอกจากไม่ยอมจำนนแล้วจะเพิ่มความเข้มแข็งในการต่อสู้เพื่อคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรมนี้ ตนขอประกาศว่า ทันทีที่กฎหมายเข้าสู่สภาวาระ 2 และวาระ 3 ตนจะเชิญชวนพี่น้องประชาชนที่รักชาติรักแผ่นดินที่รักความเป็นธรรม ต้องการเห็นบ้านเมืองปกครองด้วยหลักนิติธรรม หลักนิติรัฐ ลุกขึ้นมาคัดค้านกฎหมายฉบับนี้ ถึงวันนั้นคนที่มีความคิดเดียวกันจะผนึกกำลังกันต่อสู้กันทั้งประเทศ

               นายสุเทพ กล่าวต่อว่า การกระทำของอสส.ชี้ให้เห็นว่า ถ้อยแถลงมีพิรุธหลายอย่าง เช่น กรณีที่บอกว่า การะทำของตนและนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้มีการกระทำในฐานะของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เป็นการกระทำเสมือนวิสามัญฆาตกรรม ซึ่งผิดจากมาตรฐานที่อัยการได้สั่งในคดีอื่น เช่น คดีผู้ว่าฯกทม.ในการต่อสัญญาให้กับบริษัท บีทีเอส ซึ่ง อสส.บอกชัดเจนว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม.เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้น ไม่ใช่หน้าที่ของดีเอสไอที่จะสอบสวนดำเนินคดีกับม.ร.ว.สุขุมพันธ์ แต่ต้องเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. เพราะขนาด ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แล้วนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เป็นใคร ถ้าไม่เป็นนายกฯ รองนายกฯ จะเอาอำนาจอะไรไปสั่งเจ้าหน้าที่ออกมารักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แค่สามัญชนธรรมดาไม่ต้องเรียนกฎหมายมาสูงอย่างอัยการก็เข้าใจได้แล้ว เพราะฉะนั้นพฤติกรรมของอัยการ ทำให้เชื่อว่า ยอมเป็นเครื่องมือของฝ่ายผู้มีอำนาจ โดยละเลยมาตรฐานวิชาชีพ และเพื่อพิสูจน์ความจริงเรื่องนี้ เป็นความจำเป็นที่นายอภิสิทธิ์ และตน จำเป็นต้องดำเนินคดีกับอัยการ เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างและบรรทัดฐานต่อไปว่า แม้เป็นอัยการก็ติดคุกได้ถ้าทำผิดกฎหมายใช้อำนาจโดยมิชอบ

               นายสุเทพ กล่าวต่ออีกว่า การที่อัยการอ้างว่า ไม่เคยเห็นและมีหลักฐานปรากฏว่ามีกองกำลังชายชุดดำอยู่ในเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อปี 2553 นั้น ก็ต้องบอกว่าอัยการโกหก ทั้งที่อัยการเห็นข้อเท็จจริงเรื่องนี้มาแล้ว แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมมาตอบสื่อว่าไม่เห็นข้อเท็จจริงว่า มีกองกำลังชายชุดดำ เพราะในสำนวนคดีพิเศษที่ 18/2553 ซึ่งเป็นสำนวนที่ดีเอสไอยื่นไปยังอสส.ให้ดำเนินคดีกับผู้ก่อการร้าย 26 คน ในเอกสารชุดนี้อัยการทั้งหลายได้ศึกษาอย่างเต็มที่จนกระทั่งมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาไปแล้ว 24 คน แต่ไม่สั่งฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่เป็นผู้ต้องหาคนที่ 1 ซึ่งในสำนวนการสอบสวนมี 20 หน้า ที่ระบุชัดเจนมีกองกำลัง เช่น ในหน้าที่ 86 ผู้ต้องหาที่ 1 เห็นด้วยกับการตั้งกองกำลังติดอาวุธที่ใส่ชุดโม่งดำต่อสู้กับรัฐบาลเข้ามาแฝงตัวปะปนกับกลุ่ม นปช.ทุกครั้งที่ต้องสู้สนับสนุนมวลชนที่เคลื่อนไหว ส่วนในหน้าที่ 87 จึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า กองกำลังติดอาวุธร้ายแรงเป็นหน่วยกำลังติดอาวุธของ นปช.ซึ่งตอบโต้ต่อต้านเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยใช้ยุทธวิธีการดักซุ่มยิง อาศัยมวลชนคนเสื้อแดงเป็นฉากปกป้องหรือป้องกันตนเอง แล้วใช้ระเบิดยิงใส่ทหาร ที่อยู่ในที่เปิดเผย นี่คือข้อความที่ปรากฏที่อัยการทำเป็นมองไม่เห็นและอัยการจะบอกว่ามองไม่เห็นไม่ได้

               นายสุเทพ กล่าวต่อไปว่า ตนได้ทำหนังสือ 2 ฉบับ ลงวันที่ 7 ส.ค.และ 26 ส.ค.2556 ขอความเป็นธรรม โดยยกข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนนี้ทั้งหมดให้ อสส.ไปพิจารณาทบทวนก่อนที่จะสั่งคดี ซึ่งตนได้ขอให้ อสส.ไปสอบสวนบุคคลเพิ่มเติมคือ นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อค้นหาความจริงและการปรองดองแห่งชาติ สอบสวนนายสมชาย แสวงการ ส.ว. สรรหา ที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน ดังนั้น การที่อัยการจะบอกว่า ไม่เห็นไม่ทราบว่ามีชายชุดดำไม่ได้ ถือเป็นข้ออ้างที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริง ยืนยันว่า เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศนี้เสียหายยับเยินจนมีผู้เสียชีวิต เป็นเรื่องที่มาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ คนเดียว ที่เป็นต้นเหตุปัญหาเลวร้ายในประเทศนี้ เพราะได้ปลุกระดม ใช้อำนาจเงินอิทธิพลเอาคนเสื้อแดงมาชุมนุม เอาคนเสื้อดำมาก่อการร้าย

               "พวกผมทั้ง 2 คน เป็นรัฐบาลที่มาโดยชอบด้วยกฎหมาย เลือกตั้งนายกฯ ในที่ประชุมสภาฯ เหมือนที่เลือก นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และนายสมัคร สุนทรเวช แต่พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่พอใจที่คนของตนเองไม่ได้เป็นนายกฯ จึงได้ไปเกณฑ์ผู้คนเหล่านั้นมาล้มล้างรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ รัฐบาลจึงเข้ามาควบคุมการชุมนุม ที่เริ่มบานปลายและมีการใช้อาวุธ ผมจำเป็นที่ต้องคำสั่งให้เจ้าหน้าที่มีอาวุธไว้ป้องกันตัว"นายสุเทพ กล่าว

               นายสุเทพ กล่าวต่อไปอีกว่า อสส.ที่เป็นกรรมการ ศอฉ.ในขณะนั้น เป็นผู้ให้คำแนะนำและในการประชุม ศอฉ.ทุกครั้งมี อสส.หรือตัวแทน อสส.เข้าร่วมทุกครั้งก็ไม่มีปรากฏว่า จะคัดค้านคำสั่งของตนในฐานะประธาน ศอฉ. เพราะถ้าเห็นว่า ทำผิดกฎหมายต้องทักท้วงแล้ว แต่กลับยืนยันในคำสั่งทุกคำสั่ง และตนเป็นผู้ลงนามคำสั่งเพียงคนเดียว นายอภิสิทธิ์ ไม่ได้เข้ามารับรู้ในการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติ ตนเป็น ผอ.ศอฉ. ที่พูดไม่ได้ตั้งใจปกป้องแต่ต้องการให้เห็นว่า ดีเอสไอและอสส.รู้อยู่แล้วว่า หนังสือคำสั่งออกโดยนายสุเทพ แต่ที่โยงนายอภิสิทธิ์มาด้วย เพื่อต้องการให้บีบบังคับนายอภิสิทธ์ ตน และคนทั้งหลายยอมจำนนต่อร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม นอกจากนี้ ยังมีการความพยายามโจมตีกองทัพ โจมตีทหาร ล่าสุด นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ออกมาบอกว่า จะต้องสอบสวนว่า มีเจ้าหน้าที่ทหารคนใดทำประชาชนตาย ซึ่งตนเห็นว่าไม่ควรไปกล่าวหาทหาร เพราะทหารออกมาปฏิบัติหน้าที่รักษากฎหมาย ไม่มีใครเอาปืนไปยิงประชาชน จึงขอให้ประชาชนอย่าไปร่วมมือกับพ.ต.ท.ทักษิณ และนายธาริต กล่าวหาทหาร เพราะจะทำให้เสียขวัญและกำลังใจ เพราะหากกล่าวหาว่า ทหารที่ทำตามคำสั่งว่าเป็นผู้มีความผิด ทหารที่ไหนจะกล้าไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนั้น ให้สังคมช่วยบอกนายธาริตและอสส.หากจะทำคดีนี้ให้มุ่งมาถึงนายอภิสิทธิ์และตน อย่าลามปามไปยังทหารและกองทัพ และฝากไปยังครอบครัวทหารว่า อย่ากังวลใจเพราะตนได้ปรึกษานักกฎหมาย ทนายความ 30-40 คนที่ลงชื่อมาเป็นทนายแก้ต่างให้แล้ว

               “ถ้ารัฐบาลนี้ไม่เลิกยังเดินหน้าเอากฎหมายนิรโทษกรรมเข้าสภาวาระ 2 และวาระ 3 ผมจะยกระดับการต่อสู้เชิญประชาชนทั้งประเทศผนึกกำลังต่อต้าน จะเอาชีวิตเป็นเดิมพัน โดยจะต่อสู้ภายใต้กรอบกฎหมายตามสิทธิ์ที่รัฐธรรมนูญรับรอง โดยไม่มีการใช้อาวุธสงครามหรือเผาบ้านเผาเมือง และขอฝากไปถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ว่า มาถึงจุดตัดสินใจแล้วไม่ต้องมาแก้ตัวบิดพลิ้วเพราะเป็นนายกฯ เพราะสามารถระงับเหตุที่จะเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วันนี้ โดยสั่งรัฐบาลให้ถอนกฎหมายนิรโทษกรรมและยุติการดำเนินการใดๆ แต่ถ้านายกฯ เห็นแก่ประโยชน์ของพี่ชาย เห็นแก่ตระกูลของตนเอง ลืมประชาชนคนทั้งชาติ ผมเตือนนายกฯยิ่งลักษณ์ว่า จะไม่มีแผ่นดินอยู่ต่อไป”นายสุเทพ กล่าว