ข่าว

แต่งตัว'เอสเอ็มอี'ก่อนเผชิญ'เออีซี'

แต่งตัว'เอสเอ็มอี'ก่อนเผชิญ'เออีซี'

30 ต.ค. 2556

เล่าสู่กันฟัง : แต่งตัวให้เอสเอ็มอี ก่อนเผชิญเออีซีอย่างมั่นใจ : โดย...บัญญัติ คำนูณวัฒน์

 

                           นาทีนี้หากไม่หยิบประเด็นธุรกิจการค้าไทยไปอาเซียนมาเล่าสู่กันฟังคงเชยไม่น้อย ล่าสุดมีข้อมูลของศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย ออกมาเผยผลวิเคราะห์การค้าและการลงทุนหลังการรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเปรียบเทียบระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย ประเทศคู่แข่งที่สำคัญว่าในปี 2558 ทั้งสองประเทศจะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าไทยจะปรับจากอัตรา 4.3% เป็น 4.7% ส่วนอินโดนีเซียขยับจาก 5.6% เป็น 6.5% ทั้งยังมีการคาดการณ์อีกว่ามูลค่าการส่งออกไทยในตลาดอาเซียนจะกระเถิบเพิ่มไปถึง 29.7% หรือสร้างมูลค่ากว่า 3.4 ล้านล้านบาท

                           น่าดีใจนะครับกับ SMEs ของ ไทยบ้านเราจะได้มีตลาดใหญ่ขึ้นจากเดิมที่ขายเฉพาะภายในประเทศมีประชากรไม่ถึง 70 ล้านคน กลายมาเป็นกลุ่มลูกค้าในอาเซียนที่มีประชากรรวมกันกว่า 580 ล้านคน  ซึ่งถือเป็นโอกาสทางการค้ามหาศาลและเป็นตลาดเสรีไม่มีกำแพงภาษีมาเป็นอุปสรรค โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นธุรกิจขนาดย่อมกว่า 2.89 ล้านราย ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้สร้างรายได้ให้ประเทศมากถึง 1.8 ล้านล้านบาท

                           สอดคล้องกับข้อมูลของ World Trade Organization (WTO) ชี้ว่าการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนในภูมิภาคสามารถร่วมลงทุนได้มากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีกับธุรกิจของไทยเพราะจะมีโอกาสสร้างพื้นที่ในการขยายธุรกิจ โดยเฉพาะในประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่เคยจำกัดการลงทุนจากภายนอก สงวนเพดานการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติไว้เฉลี่ยเพียง 30%-50% แต่ภายใต้การเปิดการค้าเสรีจะทำให้นักลงทุนในอาเซียนถือหุ้นได้สัดส่วนถึง 70% เป็นต้น

                           แต่ก็ประมาทไม่ได้ครับ เพราะยิ่งมีโอกาสมากก็ยิ่งต้องเตรียมพร้อมและทำการบ้านไว้เพื่อแข่งขันกับนานาประเทศ ซึ่งมีสัญญาณเตือนจากบิ๊กการเงินของประเทศไทย นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยว่า ถ้าคนไทยไม่ยอมปรับทัศนคติที่มีต่อการแข่งขันด้านธุรกิจ อาจจะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยลดลง พร้อมกับเสนอให้ไทยเร่งปรับความคิดในหลายๆ ด้าน เช่น ให้เลิกแข่งขันที่ราคาและปริมาณ แต่ต้องหันมาแข่งขันด้วยคุณภาพ เลิกหวังพึ่งแรงงานราคาถูก เลิกคิดที่จะใช้การกีดกันทางการค้า และต้องไม่ยอมรับการคอร์รัปชั่น ที่ก่อให้เกิดการบิดเบือนการจัดสรรทรัพยากร ทำให้เกิดความสูญเสียเปล่าต่อการบริหารประเทศ

                           ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อแนะนำของผู้ว่าแบงก์ชาติที่ว่าเวลานี้เราปรับมุมมองกันใหม่ และขอเสนอเพิ่มเติมอีกสองเรื่อง เรื่องแรกคือเตรียม “ความรู้และความพร้อม” โดยเฉพาะธุรกิจขนาดย่อม เพื่อให้เข้าใจรายละเอียดข้อตกลงการค้า กฎหมาย สิทธิประโยชน์ ระเบียบการลงทุน รวมถึงภาครัฐต้องมีแนวทางการช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เรื่องที่สองคือเตรียมเน็ตเวิร์ก หรือ "เครือข่าย” เหมือนเป็นการสร้างพันธมิตรเพื่อลดความเสี่ยงต่อหลักเกณฑ์ต่างๆ ภายในประเทศที่เราจะไปเป็นผู้ร่วมลงทุน และด้วยเครือข่ายจะทำให้เราดำเนินกิจการและกิจกรรมต่างๆ ได้คล่องขึ้น ถูกต้องขึ้นและโอกาสพลาดน้อยลง

 

 

-----------------------

(เล่าสู่กันฟัง : แต่งตัวให้เอสเอ็มอี ก่อนเผชิญเออีซีอย่างมั่นใจ : โดย...บัญญัติ คำนูณวัฒน์)