
อสส.สั่งฟ้อง'มาร์ค-เทพเทือก'คดีสลายแดง
อสส.สั่งฟ้อง'อภิสิทธิ์-สุเทพ'ฐานก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล ในการออกคำสั่ง'ศอฉ.'สลายการชุมนุม'นปช.'ปี 2553
เมื่อเวลา 14.00 น.นายนันทศักดิ์ พูลสุข อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และนายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการสั่งคดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองนายกฯและอดีต ผอ.ศอฉ. ตกเป็นผู้ต้องหาคดีก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยเล็งเห็นผล จากกรณีที่มีการออกคำสั่ง ศอฉ.ให้เจ้าหน้าที่เข้าสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ช่วง เดือน เม.ย.-พ.ค.53 จนกระทั่งนายพัน คำกอง, ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ หรือน้องอีซา เสียชีวิต และนายสมร ไหมทอง คนขับรถตู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บจากเหตุดังกล่าว ซึ่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สรุปสำนวนสมควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองต่ออัยการเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
โดยนายนันทศักดิ์ กล่าวว่า นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุด มีคำสั่งให้ฟ้องทั้งสองคน ซึ่งได้พิจารณาสำนวนแล้วเห็นว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อนายอภิสิทธิ์ ได้มีคำสั่งประกาศ ศอฉ.แต่งตั้งนายสุเทพ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นผอ.ศอฉ. ซึ่งช่วงเวลาเกิดเหตุวันที่ 7 เม.ย.53-19 พ.ค.53 ผู้ต้องหาทั้งสองร่วมกันออกคำสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ศอฉ. สกัดกั้นและขอคืนพื้นที่การชุมนุมโดยอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ศอฉ. ดังกล่าวใช้อาวุธปืน และเครื่องกระสุนในการปฏิบัติการขอคืนพื้นที่การชุมนุมเป็นการใช้อาวุธเกินกว่าความจำเป็น จนเป็นเหตุให้มีผู้ชุมนุม และประชาชนบริเวณใกล้เคียงถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายสาหัสตามสำนวนการไต่สวนชันสูตรพลิกศพของศาล และรายงานการชันสูตรศพหรือบาดแผล ของแพทย์หลายราย อันเป็นการกระทำผิดฐานร่วมกันก่อหรือใช้ผู้อื่นกระทำผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประกอบ ม.59,80,83,84
โดยอัยการสูงสุดเห็นว่า 1.คดีนี้เป็นเรื่องการใช้หรือก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่า หรือพยายามฆ่า ไม่ใช่ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ ที่ ป.ป.ช.จะดำเนินการไต่สวนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 66
2.การกระทำของผู้ต้องหาทั้งสองมีพยานหลักฐานในการออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ของ ศอฉ.ปิดล้อมสกัดกั้นการเข้าร่วมชุมนุม การเคลื่อนย้ายของกลุ่มผู้ชุมนุม และขอคืนพื้นที่ชุมนุมโดยอนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนได้ ซึ่งตามข้อเท็จจริงดังกล่าวมีผู้เสียชีวิต และได้รับอันตรายสาหัสจากการใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของเจ้าหน้าที่ ศอฉ.ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บริหารทั้งสอง ซึ่งเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากคำสั่งของผู้ต้องหาทั้งสอง พยานหลักฐานจึงรับฟังได้ว่าเป็นการก่อให้ ผู้อื่นกระทำผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าตามข้อกล่าวหา
3.การออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ ศอฉ.ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวหลายครั้งในเวลาต่างกันโดยให้ปฏิบัติ ในพื้นที่ต่างกัน แม้ผลจากการกระทำตามคำสั่งของผู้ต้องหาทั้งสองจะมีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บต่างเวลาและต่างสถานที่กันก็ตาม แต่ก็เป็นการออกคำสั่งที่ต่อเนื่องกันขณะมีการชุมนุม ถือว่ามีเจตนาเดียวกันเพื่อสลายการชุมนุม ดังนั้นจึงเป็นการกระทำเพียงกรรมเดียว
นายนันทศักดิ์ กล่าวต่อว่า การสั่งคดีอัยการพิจารณาจากพยานหลักฐานที่เป็นเอกสารคำสั่ง ศอฉ. พยานวัตถุ และคำสั่งการไต่สวนเหตุการเสียชีวิตของศาล ทั้งนี้สำหรับผู้ต้องหาทั้งสอง อัยการมีหนังสือแจ้งให้มารับทราบคำสั่งในวันที่ 31 ต.ค.นี้ ซึ่งเมื่ออัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ฟ้องแล้วก็ต้องรอตัวไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญา แต่เนื่องจากทั้งสองเป็น ส.ส.ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างสมัยประชุม ซึ่งตามกฎหมายให้เอกสิทธิ์คุ้มครองไว้ ห้ามดำเนินคดี ดังนั้นจึงอาจต้องรอยื่นฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองหลังจากปิดสมัยประชุมสภาช่วงเดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งต้องพิจารณาวันที่จะยื่นฟ้องอีกครั้ง เพราะคำฟ้องนั้นอัยการก็ได้ร่างไว้แล้ว
ด้านนายวัชรินทร์ กล่าวว่า การสั่งคดีของอัยการไม่ได้มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ทุกอย่างเป็นไปตามข้อกฎหมาย
"ธาริต"เตรียมถกคำสั่งอสส.คดี"มาร์ค-สุเทพ"สั่งการฆ่าโดยเจตนา
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงกรณีที่นายนันทศักดิ์ พูลสุข โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดแถลงผลการสั่งฟ้องคดีที่นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ในคดีสั่งสลายการชุมนุมจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ว่า ดีเอสไอทราบข่าวการสั่งฟ้องคดีของอัยการแล้ว โดยสัปดาห์นี้จะเรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีร่วมกันให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผลและคดีพยายามฆ่า โดยจะนำรายละเอียดและเหตุผลในคำสั่งฟ้องคดีของอัยการสูงสุดมาพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรกับสำนวนคดีอื่น ๆ เนื่องจากอัยการสูงสุดระบุชัดเจนในคำสั่งฟ้องคดีว่า คดีดังกล่าวเป็นความผิดกรรมเดียวจากการออกคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) จึงไม่สามารถฟ้องเพื่อเรียงกระทงลงโทษได้
ส่วนกรณีที่นายนันทศักดิ์ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนว่าหากรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้ยิงกระสุนใส่ประชาชนจนเป็นเหตุให้บาดเจ็บและเสียชีวิตก็ต้องนำตัวมาฟ้องด้วยเนื่องจากกฎหมายไม่ละเว้นความผิดในคดีฆ่านั้น นายธาริต กล่าวว่า คดีนี้อำนาจสั่งคดีเป็นของอัยการสูงสุด นายนันทศักดิ์เป็นเพียงโฆษก ซึ่งที่ผ่านมาดีเอสไอไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหากับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติมาตั้งแต่ต้นเพราะเจ้าหน้าที่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 70 นอกจากนี้ที่ประชุมพนักงานสอบสวนมีมติร่วมกันไปแล้วว่าจะไม่ดำเนินคดีกับผู้ปฏิบัติ
"ชวนนท์" เผย"อภิสิทธิ์-สุเทพ"ไม่ตื่นเต้น "อสส." สั่งฟ้อง
นายชวนนท์ อินทรโกมาลสุตย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวภายหลังกรณีที่อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้อง นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ในข้อหาร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล จากเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองปี 2553 ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) มีความเห็นสั่งฟ้องว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่รู้สึกแปลกใจ ส่วนนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นในเรื่องนี้ เนื่องจากเห็นว่ามีการวางลำดับขั้นตอน รับลูกการทำงานกันอย่างเป็นระบบตั้งแต่ดีเอสไอ ที่ขะมักเขม้นทำเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ เเละตั้งแต่มีการเปลี่ยนรัฐบาล ดูเหมือนว่าการทำงานของดีเอสไอมีอยู่เพียงเรื่องเดียว ส่วนที่รัฐบาลต้องการที่จะกดดันนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ให้รับกระบวนการนิรโทษกรรมซึ่งจะล้างผิดแบบเหมาเข่ง ก็ยิ่งไม่แปลกใจที่อัยการสูงสุดต้องมีคำสั่งออกมาในลักษณะนี้
“ทั้ง 2 ท่านจะเดินหน้าต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ตามที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา และขอฝากเตือนไปยังอัยการสูงสุดว่า เมื่อท่านได้มีคำสั่งแล้ว ท่านก็ต้องรับผิดชอบการกระทำดังกล่าว เนื่องจากการที่ทั้ง 2 ท่านปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐชัดเจน แต่อัยการกลับวินิจฉัยว่าอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนเป็นของดีเอสไอ มากกว่าการตรวจสอบของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และยังอ้างว่าไม่ใช่ความผิดต่อการปฏิบัติหน้าที่ในส่วเป็นคำวินิจฉัยที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่แปลกใจเพราะวันนี้สังคมไทย ราชการไทยภายใต้ระบอบทักษิณ ได้ทำลายระบบนิติรัฐ และนิติธรรมของประเทศลงอย่างชัดเจน เมื่ออัยการกล้ามีคำสั่งก็ต้องรับผิดชอบ หากมีการร้องเรียนว่าเป็นการกระทำที่มิชอบ หรือการใช้อำนาจเกินขอบเขต” นายชวนนท์ กล่าว
นายชวนนท์ กล่าวต่อว่า นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างไม่ให้นายกรัฐมนตรีคนต่อไปกระทำเช่นนี้อีก ขอเพียงอย่างเดียวว่า รัฐบาลอย่าออกกฎหมายล้างผิดให้ เพราะทั้ง 2 ท่าน ยืนยันจะไม่รับกฎหมายนิรโทษกรรมทุกรูปแบบ และอย่าหวังจะใช้กรณีอย่างนี้มากดดันให้พรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง เรายืนยันที่จะต่อต้านกฎหมายดังกล่าวอย่างเต็มที่ ทั้งในและนอกสภาไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และฝากบอกไปยังคนเสื้อแดงด้วยว่า เมื่ออัยการสูงสุดสั่งฟ้อง 2 ท่านนี้แล้ว ความจริงจะได้ปรากฏอย่าปล่อยให้รัฐบาลและ “น ป โชว์” เล่นละครตบตาจูงจมูกพี่น้องอีกเลย ร่วมกันออกมาต่อต้านกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้ทุกคน เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และเพื่อให้ความจริงปรากฏ
เปิดวาระครม."กิติรัตน์"ชงอนุมัติเงินรางวัลจูงใจขรก.อสส.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในวันที่ 29 ต.ค. มีวาระการประชุมอาทิ กระทรวงศึกษาธิการ เสนอพิจารณา ขออนุมัติใช้เงินเหลือจ่าย งบเงินอุดหนุน โครงการสนับสนุนจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี
กระทรวงการคลัง เสนอให้พิจารณา ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรของข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ประจำอยู่ในต่างประเทศ พ.ศ. .... กระทรวงคมนาคม เสนอให้พิจารณา ขอโอนเปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2557 ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรมว.คลัง เสนอให้พิจารณา การจัดสรรเงินงบประมาณเหลือจ่ายเป็นเงินรางวัลและสิ่งจูงใจ สำหรับข้าราชการธุรการและลูกจ้างประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ประจำปีงบประมาณ 2555
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกฯ เสนอให้พิจารณา การกำหนดอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้อำนวยการสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักานป.ป.ช. เสนอให้พิจารณา ขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น (ค่าใช้จ่ายบุคลากรของข้าราชการและลูกจ้างอัตราใหม่ของสำนักงานป.ป.ช.)
กระทรวงมหาดไทย เสนอให้พิจารณา การขยายเวลาเปิดจุดผ่านแดนถาวรไทย-กัมพูชา สำนักงานศาลยุติธรรม เสนอ การตรวจสอบบัญชีและรายงานการเงินสำนักงานศาลยุติธรรม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2555 และ 2554 กระทรวงกลาโหม เสนอ ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการทหาร (ฉบับที่..) พ.ศ.



