ข่าว

'สุรพงษ์'หารือ'ฮอร์ นัมฮง'นัดสุดท้าย

'สุรพงษ์'หารือ'ฮอร์ นัมฮง'นัดสุดท้าย

28 ต.ค. 2556

'สุรพงษ์' หารือ 'ฮอร์ นัมฮง' นัดสุดท้าย ก่อนศาลโลกตัดสินคดี 'พระวิหาร' 11 พ.ย.นี้

 

                     28 ต.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.30 น. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ พร้อมด้วยพล.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะ ได้เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ มายังค่ายสุรสิงหนาท อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จากนั้นได้เดินทางมุ่งหน้าไปยังโรงแรมฮอลิเดย์ พาเลซ เมืองปอยเปต จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา เพื่อร่วมหารือกับนายฮอร์ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ซึ่งเป็นการพบปะกันครั้งสุดท้าย นัดก่อนทั้งสองจะเดินทางไปยังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก กรุงเฮก ประเทศเนเธอแลนด์ เพื่อรับฟังมีคำตัดสินคดีพระวิหาร ในวันที่ 11 พ.ย.2556 ส่วนการพบปะครั้งนี้ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากกระทรวงการต่างประเทศและกองทัพเข้าร่วม อาทิ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นต้น โดยใช้เวลาการหารือประมาณ 50 นาที

                     จากนั้นเมื่อเวลา 10.40 น. รมว.ต่างประเทศของทั้ง 2 ประเทศ ได้ข้ามกลับมาฝั่งไทย เพื่อเดิมทางมายังโรงแรมอรัญเมอร์เมด อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อร่วมแถลงข่าว โดยนายสุรพงษ์ กล่าวว่า การหารือในครั้งนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดี ความร่วมมือที่กำลังเป็นไปด้วยดีระหว่างกัน และความสงบสุขบริเวณชายแดนของประเทศทั้งสอง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ผู้นำทั้งสองต่างยึดมั่นในแนวทางสันติมาตลอด วันนี้เป็นโอกาสดีที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือกันถึงแนวทางที่จะช่วยกันดูแลความสัมพันธ์ระหว่างกันในช่วงที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) จะมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคำพิพากษาคดีเมื่อปี 2505 โดยทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องว่าไม่ว่าผลการตัดสินของศาลโลกจะออกมาเช่นไร เราจะไม่ให้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างกัน เพราะเราเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่จะต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป การดำเนินการใดๆ จะต้องมีการพูดคุยเจรจาหารือกัน และยึดมั่นในเจตนารมณ์ที่จะรักษาความสงบตามแนวชายแดนและภายในของประเทศทั้งสอง และจะไม่ให้มีสิ่งใดมากระทบความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน

                     นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า เพื่อรักษาบรรยากาศความเป็นมิตรระหว่างกัน ทั้ง 2 ฝ่ายได้ร่วมกำหนดมาตรการที่จะยึดถือปฏิบัติร่วมกัน ทั้งสำหรับช่วงก่อนและภายหลังการอ่านคำตัดสินของศาลฯ โดยทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องกันว่าจะต้องมีมาตรการที่จะรักษาไว้ซึ่งความสงบสุขตามแนวชายแดน โดยทั้งในระดับรัฐบาลและระดับทหารในพื้นที่จะร่วมกันรักษาความสงบบริเวณชายแดนและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ใดๆ และจะดูแลให้มีการติดต่อไปมาหาสู่กันตามปกติ ทั้งในส่วนของประชาชนและการขนส่งสินค้าระหว่างสองประเทศ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างเหมาะสมและด้วยความระมัดระวัง ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายจะเคารพในสิทธิและการแสดงออกของกันและกัน นอกจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ และกระบวนการทางกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ และสนับสนุนให้มีการพบปะหารือเกี่ยวกับสาระสำคัญของคำตัดสินและการดำเนินการที่เกี่ยวข้องต่อไปตามลำดับ ซึ่งในชั้นนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะให้ใช้กลไกที่มีอยู่แล้ว เช่น การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (เจซี) ไทย-กัมพูชา หรือกลไกอื่นๆ

                     นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การนำเสนอข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐเป็นสิ่งสำคัญ และเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะให้กระทรวงการต่างประเทศของแต่ละฝ่ายเป็นหน่วยงานหลักในการประสานข้อมูลและการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนในเรื่องของข้อมูลข่าวสาร โดยสรุปแล้ว การหารือในวันนี้ได้สะท้อนถึงความตั้งใจอันดีของทั้งสองประเทศที่จะพยายามอย่างเต็มที่ในการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน และความสงบสุขตลอดแนวชายแดนที่ติดต่อกัน และภายในประเทศทั้งสอง

                     ด้านนายฮอร์ นัมฮง กล่าวว่า ตนดีใจที่ได้นำคณะมาร่วมประชุมกับคณะของไทยเพื่อปรึกษาหารือถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่อการที่ศาลโลกจะตัดสินคดี และเห็นด้วยกับสิ่งที่นายสุรพงษ์กล่าวมาทั้งหมด และขอยืนยันว่าไม่ว่าคำตัดสินของศาลโลกจะตัดสินอย่างไร เราจะรักษาชายแดนของให้เป็นชายแดนแห่งสันติภาพและมิตรภาพ รวมทั้งเสริมความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศให้ดียิ่งขึ้น และยืนยันว่าเราจะปฏิบัติตามคำตัดสินขอศาลโลกโดยดี ไทยและกัมพูชาไม่ใช่เป็นประเทศใกล้เคียงกันเท่านั้น แต่เรามีอารยธรรม ประเพณี และมีหลายสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ถือว่าเราเป็นประเทศพี่น้องกัน ไม่มีสิ่งใดนอกเหนือจากนี้ เราจะทำให้การใช้ชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนดียิ่งขึ้น เราไม่เพียงแต่รักษาความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันให้ดีรอบด้าน แต่จะเสริมสร้างให้ดียิ่งขึ้น

                     นายฮอร์ นัมฮง กล่าวอีกว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีของกัมพูชาเมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา สมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้สั่งตรงไปยังตำรวจและทหารในพื้นที่ชายแดนในรื่องดังกล่าว และได้ประกาศในที่ประชุมว่าผู้นำทั้งสองเห็นชอบที่จะรักษาชายแดนให้เป็นชายแดนแห่งมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังแนะนำให้ทหารกัมพูชาใช้ความอดกลั้นสูงสุด อย่าให้เกิดความเข้าใจผิดในบริเวณชายแดน เพื่อหลีกเลี่ยวความขัดแย้งและการกระทบกระทั่งกัน

                     นายฮอร์ นัมฮง กล่าวว่า ขอถือโอกาสการแถลงข่าวครั้งนี้ เรียนให้ทราบว่าการที่กัมพูชานำเรื่องปราสาทพระวิหารขึ้นสู่ศาลโลกให้ตีความคำพิพากษาเดิมเมื่อปี 2505 เป็นการจำใจทำเพราะรัฐบาลไทยเมื่อปี 2551 ได้สร้างปัญหากับเราอย่างมาก เกิดการกระทบกระทั่งอย่างหนักในพื้นที่ดังกล่าว เมื่อเผชิญสถานการณ์เฉพาะหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม ทำให้เราจำใจเอาคดีไปขึ้นศาลเพื่อให้ศาลตัดสินให้เหมาะสมสำหรับประเทศทั้งสอง และประชาชนกัมพูชาเข้าใจกันในจุดนี้และจะไม่มีการอภิปรายอะไร ดังนั้นไม่ว่าศาลจะตัดสินอย่างไร ทั้ง 2 ประเทศต้องรักษาสันติภาพและมิตรภาพระหว่างกันใด้ดีขึ้น ถ้ารักษาสันติภาพได้ ก็จะรักษามิตรภาพได้ สมเด็จฯฮุน เซน ได้ประกาศหลายครั้งแล้วว่ากัมพูชาจะเคารพคำตัดสินของศาลไม่ว่าศาลจะตัดสินอย่างไร และหลังจากศาลตัดสินในวันที่ 11 พ.ย.นี้แล้ว คณะกรรมาธิการเจซีไทย-กัมพูชา จะพบปะหารือกันเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาบนจิตใจที่เข้าอกเข้าใจและความร่วมมือที่ดีของประเทศทั้งสอง

                     ต่อมา ผู้สื่อข่าวกัมพูชาได้ถามว่าหลังจากศาลตัดสินแล้ว จุดยืนของรัฐมนตรีทั้งสองจะเปลี่ยนไปหรือไม่ และในกรณีที่ประเทศใดประเทศหนึ่งแพ้ไม่ปฏิบัติตามคำตัดสินของศาล แต่ละฝ่ายจะมีมาตรการอย่างไร นายสุรพงษ์ กล่าวว่าหลังศาลมีคำตัดสินแล้วจุดยืนของทั้งสองประเทศ เราจะต้องคุยกัน ความสัมพันธ์ยังเหมือนเดิม และต้องดียิ่งขึ้นกว่าเดิม สำหรับผลการตัดสินจะออกมาอย่างไร เราจะใช้กลไกเจซีไทย-กัมพูชาในการหารือกันทุกขั้นตอนว่าเราจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง และเราเห็นพ้องกันว่าต่างฝ่ายต้องให้เวลาซึ่งกันและกัน

                     ด้านนายฮอร์ นัมฮง กล่าวว่า สมเด็จฯฮุน เซน มีเจตนาที่ดีเสมอว่าเราจะทำตามคำตัดสินของศาลให้ดีที่สุด จะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เรายืนยันชัดเจนถึงจุดยืนของเราว่าไม่ว่าศาลจะตัดสินอย่างไร เราจะสานความสัมพันธ์รอบด้าน มีการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้แทนทุกระดับต่อไป และจะต้องดีกว่าเดิม หลังจากการที่ศาลตัดสินแล้ว นอกจากที่ 2 ฝ่ายจะจัดประชุมเจซีร่วมกันเพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหา ในอนาคต 2 ฝ่ายยังจะมีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยการพัฒนาพื้นที่ชานแดนและความเชื่อมโยง (เจซีบีดี) ไทย-กัพูชา ซึ่งมีตนและนายสุรพงษ์เป็นประธานร่วมกัน เราเชื่อมั่นว่าเราจะรักษาสันตอิภาพและความร่วมมือเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศทั้งสอง และขอร้องประชาชนทั้ง 2 ประเทศอย่าเป็นห่วงใดๆเกี่ยวกับปัญหานี้ เพราะนายกรัฐมนตรีทั้งสองตั้งใจจะปกป้องรักษาความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นกว่าเก่า

                     ผู้สื่อข่าวของไทยถามว่า จะใช้กลไกใดเพื่อสร้างมาตรการรักษาความสงบสุขในชายแดน อีกทั้ง การประชุมเจซี หลังศาลมีคำพิพิพากษาแล้ว จะจัดขึ้นได้เมื่อใด นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ความร่วมมือตามแนวชายแดนต้องมีทั้งระดับทหารและระดับรัฐบาล กรณีที่ศาลมีคำตัดสินไม่ว่าจะเป็นเช่นใด ทั้ง 2 ฝ่ายต้องมีความร่วมมือกันทั้งรัฐบาลที่ถือเป็นพลเรือนและทหารต้องประสานงานเพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งหรือความเข้าใจผิดกัน หลังทราบผลตัดสินของศาล ตนและนายฮอร์ นัมฮงได้นัดแนะที่จะจัดประชุมเจซีทันที ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเต็มคณะ โดยอาจมีเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อความสะดวกและการประสานงานกันได้รวดเร็วขึ้น แต่จะมีการใช้กลไกการประชุมทั้ง 2 เวที คือ เจซี และเจซีบีดี

                     เมื่อถามว่าทั้ง 2 ประเทศมีการเตรียมรับมือในการทำความเข้าใจกับกลุ่มคนที่จะออกเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนที่ประกาศว่าจะไม่รับคำตัดสินของศาลโลกอย่างไร นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ตนจะให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ชี้แจงทำความเข้าใจรายละเอียดทั้งหมดกับสังคมไทย เพราะไทยไม่ได้เป็นภาคีของศาลโลก อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชา นายฮอร์ นัมฮง และตน ต่างยึดมั่นต้องการทำให้ประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายในพื้นที่ปราสาทพระวิหารสามารถอยู่กันได้อย่างสันติ ไม่ต้องการให้มีขบวนการต่างๆมาชักจูง สร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้น คิดว่าคนไทยส่วนใหญ่มีความเข้าใจสถานการณ์ต่างๆดียิ่งขึ้น หลังจากกระทรวงการต่างประเทศได้นำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงต่างๆ ซึ่งจะทำต่อไปอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงความเป็นมาตั้งแต่ปี 2505 เพื่อลับเหตุการณ์ต่างๆให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

                     ด้านนายฮอร์ นัมฮง กล่าวว่า ถือเป็นความตั้งใจอย่างสูงของทั้ง 2 ฝ่ายที่มาพบกันในวันนี้เพื่อหาวิถีทางและกลไกทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหาหลังศาลโลกมีคำตัดสิน ไม่ว่าศาลจะตัดสินในแง่ใด ประชาชนชาวกัมพูชาจะเห็นชอบกับคำตัดสินของศาล และไม่คิดว่าจะมีปัญหากับไทย การประชุมในวันนี้นอกจากมีผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศแล้ว ยังมีผู้แทนของกองทัพและตรำวจมาร่วมประชุมเพื่อรับรู้ถึงสิ่งที่ได้หารือร่วมกัน เราจึงเชื่อมั่นว่าฝ่ายไทยก็คิดเช่นเดียวกัน

                     “กัมพูชาเข้าใจว่า ความขัดแย้งบริเวณปราสาทพระวิหารเป็นเรื่องของที่ดินเพียงนิดเดียว เราจะไม่ให้ปัญหาเพียงนิดเดียวนี้ส่งผลกระทบต่อความร่วมมือที่มีอยู่อย่างยาวนานและแนบแน่นของทั้ง 2ประเทศ ขณะที่ประชาชนของทั้ง 2 ประเทศควรมีส่วนในการปกป้องมิตรภาพของเรา อย่าให้กระทบกระเทือนจากปัญหานี้เช่นกัน” นายฮอร์ นัมฮง กล่าว

                     จากนั้นนายสุรพงษ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกลุ่มต่อต้านออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก หลังจากที่ศาลโลกจะมีคำตัดสินในวันที่11 พ.ย.นี้ ว่า ประเทศไทยไม่เคยรับอำนาจศาลโลก ตั้งแต่หลังคดีปราสาทพระวิหาร ปี 2505 ไทยไม่เป็นไปภาคี แต่ก็ยังมีกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ทั้งนี้ตนได้มอบหมายให้นายสีหศักดิ์ ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องความเป็นภาคีอีกครั้งหนึ่งที่กทม. เพราะฉะนั้นจะมาโยงใยปลุกกระแสให้คนเข้าใจผิดว่ารัฐบาลนี้ไปยอมรับอำนาจศาลมันไม่ใช่ ทั้งนี้เพื่อให้คนได้เข้าใจตรงกัน รวมถึงฝ่ายที่เรียกร้อง ควรศึกษาให้ละเอียด หากศึกษาไม่ดีก็จะชักนำไปในทางที่ผิด แล้วต้องถามกลับไปด้วยว่าไม่รู้สึกละอายใจหรืออย่างไร อย่างไรก็ตามคงไม่ต้องทำความเข้าใจกับฝ่ายค้านแล้ว ฝ่ายค้านคงรู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ควรจะหยุดนำเรื่องนี้มาเล่นเป็นประเด็นการเมือง อยากจะขอร้องว่าให้คิดถึงประเทศชาติ เพราะไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร โดยเมื่อฟังนายฮอร์ นัมฮง แถลงข่าวก็พูดชัดเจนแล้วว่าหากไม่มีความยุ่งยากตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว เรื่องนี้ก็ไม่จำเป็นถึงขั้นต้องขึ้นศาล และเมื่อวันหลังหากฝ่ายค้านได้กลับมาเป็นรัฐบาล ก็จะบริหารงานง่าย

                     นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ส่วนที่มีบางฝ่ายมองการพบปะกันระหว่างไทยและกัมพูชาครั้งนี้ เป็นการสมยอมกันนั้น ตนไม่อยากให้คิดว่าทั้งสองฝ่ายมีการฮั้วกัน หรือสมยอมกัน การที่มาประชุมหารือกันครั้งนี้ก็เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เราไม่ได้ร้อนตัว ไม่ใช่การตีตนไปก่อนไข้ อย่างที่หลายฝ่ายกล่าวหา เราตั้งใจให้พี่น้องทั้งสองฝั่งประเทศ อยู่ร่วมกันอย่างสันติ อย่างพี่น้อง โดยจะใช้กลไลของคณะกรรมาธิการร่วม(เจซี) ว่าด้วยความร่วมมือไทย-กัมพูชา พูดคุย

                     ทั้งนี้อยากฝากถึงประชาชนคนไทยด้วยว่า กระทรวงการต่างประเทศ จะนำเสนอเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคดีปราสาทพระวิหาร ตั้งแต่ปี 2505ว่ามีที่มาอย่างไร จนถึงปัจจุบัน โดยจะออกรายการ “ยิ่งลักษณ์ฯ พบประชาชน” ในวันที่ 8 พ.ย.นี้ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจเพิ่มมากขึ้น เพราะวันนี้รัฐบาลเข้ามารับงานเข้ามาแก้ไขปัญหา เราไม่ได้เป็นคนก่อปัญหา รัฐบาลในอดีตใครที่ก่อปัญหาไว้ ควรเข้าใจว่าใครทำอะไรไว้ รัฐบาลนี้เพียงแค่มารับงานต่อเท่านั้น ยอมรับว่าเป็นงานที่เหนื่อย เพราะต้องสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้น ดังนั้นการถ่ายทอดสดจึงเป็นสิ่งสำคัญในการขึ้นศาลแต่ละครั้ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน