ข่าว

ยืนคุก6ปี!'กลม บางกรวย'ล็อคหวยปี44

ยืนคุก6ปี!'กลม บางกรวย'ล็อคหวยปี44

28 ต.ค. 2556

ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 6 ปี 'กลม บางกรวย' ล็อคหวย งวด 1 มิ.ย.44 เจ้าตัวไม่มาฟังศาลสั่งออกหมายจับ

               28 ต.ค.56 ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสมตระกูล จอบกระโทก, พ.อ.อ.กิตติชาติ กุลประดิษฐ์, นายณรงค์ อุ่นแพทย์ หรือกลม บางกรวย, นายสุริยัน ดวงแก้ว หรือผู้ใหญ่หมึก และนายพิชัย เทพอารักษ์ หรือชัย โคกสำโรง ผู้กว้างขวางใน จ.ลพบุรี เป็นจำเลยที่ 1- 5 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และซ่องโจร โดยตามคำฟ้องโจทก์ระบุว่า ระหว่างวันที่ 15 ธ.ค.42-10 พ.ย.44 จำเลยทั้งห้ากับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันทุจริตด้วยการเกณฑ์คนเข้าไปรับชมการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 มิ.ย.44 โดยพฤติการณ์จำเลยได้บ้วนของเหลว ที่อมอยู่ในปากลงในภาชนะพลาสติกทรงกลม แล้วเลือกตักลูกบอลหมายเลข 1 ซึ่งมีคราบสีขาวติดอยู่ ทำให้ผลการออกสลากรางวัลที่ 1 เป็นเลขที่ออกคือ 113311

               คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.47 เห็นว่าการกระทำของพวกจำเลยเป็นความผิดต่อสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่จะต้องปฏิบัติออกสลากด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ทำให้กระทบต่อความน่าเชื่อถือ สร้างความเสียหายโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1-5 ฐานฉ้อโกงคนละ 2 ปี และฐานซ่องโจรคนละ 4 ปี รวมจำคุกจำเลยคนละ 6 ปี ต่อมาจำเลยทั้งห้ายื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.49 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุกจำเลยที่ 1-4 คนละ 6 ปี ส่วนจำเลยที่ 5 ให้จำคุกเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกง 2 ปี ต่อมาโจทก์ยื่นฎีกาขอให้ศาลพิพากษาลงโทษนายพิชัย จำเลยที่ 5 ในความผิดฐานซ่องโจรด้วย ขณะที่ จำเลยที่ 1,3-5 ได้ยื่นฎีกาต่อสู้คดี ซึ่งนายพิชัย จำเลยที่ 5 ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษสถานเบาและรอลงอาญา

               โดยวันนี้เมื่อถึงเวลานัดปรากฏว่า มีเพียงนายสมตระกูล จำเลยที่ 1 และนายพิชัย จำเลยที่ 5 เดินทางมาศาล ส่วนนายณรงค์ หรือกลม บางกรวย จำเลยที่ 3 และนายสุริยัน จำเลยที่ 4 ไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา ซึ่งก่อนหน้านี้ ศาลอาญาได้ออกหมายจับและปรับนายประกันไปแล้วเมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่าน เนื่องจากจำเลยที่ 3 และ 4 ไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาในครั้งแรก โดยบุตรสาวจำเลยที่ 3 ระบุว่า พักรักษาตัวหลังจากการผ่าตัดรักษาอาการเลือดออกก้านสมอง ดังนั้น ศาลจึงได้อ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยที่ 3 และ 4

               ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุวันที่ 1 มิ.ย.44 จำเลยที่ 1, 2 และนาย ทองสุก ชนะกาลี และพวกที่ยังหลบหนีได้เข้าไปรับชมการออกสลากโดยเมื่อถึงเวลาเลือกประชาชนขึ้นไปเป็นกรรมการร่วมตักลูกบอล เพื่อออกสลากจำเลยที่ 1, 2 และนายทองสุก ได้นำต้นขั้วบัตรของผู้ที่มีสิทธิขึ้นไปเป็นกรรมการบนเวที เพื่อร่วมตักลูกบอล โดยเมื่อถึงเวลาก็ได้ตักลูกบอล หมายเลข 1 ในหลักหน่วยและหลักสิบ ซึ่งพวกจำเลยยืนเป็นกรรมการตักลูกบอลอยู่

               ซึ่งชั้นพิจารณาโจทก์มีทั้งพยานซึ่งได้ร่วมประชุมกับจำเลยที่ 1, 2 และพวก ในการวางแผนและซักซ้อมการตักลูกบอลที่ไร่ กุสุมา รีสอร์ทจังหวัด สระบุรี และผู้ที่มีชื่อบนบัตร ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเป็นกรรมการตักลูกบอล รวมทั้งพนักงานต้อนรับไร่กุสุมา เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีการจองห้องพักเพื่อร่วมกันซักซ้อมวิธีการตักลูกบอลโดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 รวมอยู่กับพวกประมาณ 15 คน ซึ่งหลังจากซักซ้อมวิธีการอมและกัดหลอดพลาสติกที่มีสารเคมีภายในปาก ก็พบเศษหลอดพลาสติกและคราบสีขาวภายในห้องพัก นอกจากนี้ ก่อนที่จะไปร่วมชมการออกสลากในวันเกิดเหตุยังได้มีการนัดรวมตัวของผู้ที่จะเข้าการร่วมชมการออกสลากร่วมร้อยคนที่ห้องประชุมโรงแรมใกล้สำนักงานสลากฯ ซึ่งมีผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง วินของจำเลยที่ 3 เบิกความว่า ก็ได้รับการติดต่อให้เข้าร่วมชมการออกสลากรางวัลโดยได้ค่าจ้าง 200 บาท ซึ่งจำเลยที่ 3 จะหักจากค่าเช่าวินวันละ 100 บาท รวม 2 วัน ขณะที่ทางพนักงานสอบสวนยังพบว่า ในการออกสลากรางวัลของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) งวดวันที่ 10 ม.ค.44 ยังพบจำเลยที่ 1, 2 กับพวก ร่วมในการชมการออกสลากรางวัล ซึ่งปรากฏตามเอกสารภาพถ่าย ถึงแม้ไม่มีพยานยืนยันว่า จำเลยที่ 3, 4 ร่วมอยู่ในวันเกิดเหตุ แต่พยานหลักฐานฟังได้ว่าร่วมสนับสนุนทางการเงิน ซึ่งการว่าจ้างคนเข้าร่วมการรับชมการออกสลากรางวัลคราวละ 70-80 คนๆ ละ 200 บาท ก็ต้องใช้เงินจำนวนมาก ขณะที่ วินมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ก็รู้จักกับจำเลยที่ 3 ซึ่งไม่ปรากฏว่า พยานโจทก์มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน และแม้ว่าพยานบางปากจะร่วมประชุมการวางแผนแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้กันตัวไว้เป็นพยาน จึงรับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1-4 ได้ร่วมกันวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำ

               ส่วนนายพิชัย จำเลยที่ 5 รับฟังได้ว่าแม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการวางแผนให้จำเลยที่ 1-2 กับพวก ร่วมกันเข้าชมการออกสลาก แต่พบว่าในการออกสลากรางวัลจำเลยที่ 5 ได้มุ่งที่จะซื้อสลากกินรวบ (ใต้ดิน) หมายเลข 11 จาก นายฮุย เจ้ามือ ในจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งได้รับเงินรางวัล 15 ล้านบาท โดยโจทก์มี นายฮุย เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อจะต้องมีการจ่ายเงินได้ต่อรองกับจำเลยที่ 5 ขอจ่ายเงินรางวัลเพียงครึ่งหนึ่ง หลังจากที่ได้โอนเงินให้แล้ว 3.5 ล้านบาท แต่ต่อมา จำเลยที่ 5 ได้พาจำเลยที่ 3 กับพวกไปติดตามเงิน ซึ่งได้ข่มขู่นายฮุยให้โอนเงินจำนวน 5 ล้านบาทเข้าบัญชี โดยภายหลังนายฮุยได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับจำเลยที่ 5 และพวก การกระทำของจำเลยที่ 5 เป็นการร่วมกันฉ้อโกง

               ที่โจทก์ฎีกาให้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 5 ฐาน ซ่องโจรตามความผิด มาตรา 210 นั้น เห็นว่าตามกฎหมายการจะร่วมเป็นซ่องโจรจะต้องร่วมกระทำกันในลักษณะจัดหาที่ประชุม ชักชวนบุคคล ตามที่กำหนดตาม มาตรา 212 แต่โจทก์ไม่มีพยานระบุว่า จำเลยที่ 5 ร่วมประชุมฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 5 ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอลงอาญานั้น เห็นว่าความผิดฐานฉ้อโกง ตามมาตรา 341 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและความผิดฐานซ่องโจรตามมาตรา 210 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ การออกสลากกินแบ่งจะต้องดำเนินด้วยความยุติธรรมแต่จำเลยกลับมุ่งหาประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อน ถือว่าเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง ดังนั้น ที่ศาลล่างกำหนดโทษจำเลยจึงเหมาะสมแล้ว อุทธรณ์ทั้งโจทก์และจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้นพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

               โดยวันนี้นายณรงค์ จำเลยที่ 3 และนายสุริยัน จำเลยที่ 4 ไม่มาศาลเพื่อฟังคำพิพากษา จึงให้ออกหมายจับ จำเลยที่ 3 และ 4 มารับโทษตามคำพิพากษาของศาลฎีกาต่อไป

               ด้านนายพิศาล วิบุลศิลป์ ทนายความของนายพิชัยจำเลยที่ 5 กล่าวภายหลังฟังคำพิพากษาว่า คดีนี้นายพิชัย ถูกจำคุกมาแล้วเป็นเวลา 1 ปี 4 เดือน ช่วงที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา แต่ต่อมาได้รับการประกันตัวระหว่างการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ ดังนั้น เมื่อวันนี้ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 2 ปี นายพิชัย จึงเหลือระยะเวลาที่ถูกจำคุกอีกเพียง 8 เดือนเท่านั้น ซึ่งหลังจากนี้ตนจะหาช่องทางยื่นขออภัยโทษต่อไป