
สัมมนารธน.บวรศักดิ์แนะสร้างรธน.ฉบับรัฐสวัสดิการ
สัมมนารธน. คึก บวรศักดิ์ จุดพลุ รธน.ฉบับ รัฐสวัสดิการ ให้โขกภาษีเศรษฐีทั้งที่ดิน-มรดก ให้คนจนลดช่องว่างศก. แก้ปัญหาเหลือง-แดง เสนอ ตั้ง ส.ส.ร. แก้ไข เลิศรัตน์ ไม่สน บอก ส.ส.ร. ไม่ทันใจ บีบคอสังคม รื้อม.237 ถ้าไม่ยอมรับนักการเมืองโกง ก็เท่าก
(15มิ.ย.) ที่ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ประชุมสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศ(ปอมท.) ร่วมกับสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง “รัฐธรรมนูญที่ดีควรมีลักษณะเช่นไร” พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา ในฐานะคณะอนุกรรมการศึกษาเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า วันนี้เป็นที่พิสูจน์ชัดแล้วว่ารัฐธรรมนูญปี 50 มีอิทธิฤทธิ์รุนแรงขนาดไหน สามารถยุบพรรคไปแล้วถึง 3 พรรค ทำให้เกิดความรู้สึกได้เปรียบ เสียเปรียบกันระหว่างนักการเมือง ซึ่งถือว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ต้องทำการแก้ไขให้เกิดความเป็นธรรม โดยจะแก้ใน 10 - 12 มาตรา ใช้เวลา 8 - 12 เดือน เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วก็จะเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลที่ได้นั้นจะเป็นที่ยอมรับกว่าที่เป็นอยู่ ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปไหนไม่ได้ต้องถูกขับไล่ทุกที่ ส่วนข้อเสนอให้ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลามาก อาจจะ 2 ปี ยังไม่จบก็เป็นได้
“หลายมาตราในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตอบคำถามเรื่องความเป็นประชาธิปไตยไม่ได้ อย่างเรื่องส.ว.สรรหา นั้นผมก็ไม่มีคำตอบว่าทำไมผมถึงถูกเลือกเข้ามา ดังนั้นรัฐธรรมนูญอยู่มาได้ถึงขณะนี้แล้ว ยุบไป 3 พรรคสมใจคนร่างแล้วจะเก็บเอาไว้ทำไม ยอมรับว่านักการเมืองวันนี้ร้อยละ 99 มาจากการซื้อสิทธิขายเสียง แต่จะทำอย่างไร ถ้าเราไม่ยอมรับนักการเมืองไม่ดี ก็เท่ากับว่าเรายอมรับการปฎิวัติรัฐประหารใช่หรือไม่”พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า รัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องมีกระบวนการร่างที่ไม่หนีจากประชาชน แม้แต่รัฐธรรมนูญปี 50 ที่ถูกวิจารณ์มากที่สุดก็ยังต้องผ่านการออกเสียงประชามติจากประชาชน แต่น่าแปลกที่ผู้แทนประชาชนเวลาแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลับไม่เคยขอเสียงประชามติจากประชาชน ดังนั้นกระบวนการปี 2550 ได้สร้างมาตรฐานเอาไว้แล้ว ตนได้ให้ความเห็นไปยังคณะกรรมการสมานฉันท์ของสภา ว่าก่อนจะแก้ไขมาตราใดขอให้แก้มาตรา 291 เพื่อเปิดโอกาสให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ เข้ามาทำหน้าที่และเมื่อแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยก็ต้องขอเสียงประชามติจากประชาชน
นายบวรศักดิ์ วิเคราะห์ด้วยว่า ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมานั้นเกิดจากโครงสร้างการกระจายทรัพย์สินที่ไม่เป็นธรรม จึงก่อให้เกิดการปะทะกันระหว่างคนมี กับคนไม่มี โดยคนที่รวยที่สุดในสังคมถือครองทรัพย์สมบัติกว่าครึ่งของรายได้ประชาชาติ ขณะที่คนที่จนที่สุดมีทรัพย์สินรวมกันเพียงไม่ถึง 10 เปอร์เซนต์ ดังนั้นรัฐธรรมนูญจะต้องสร้างกติกาที่เป็นธรรม โดยต้องสร้างรัฐสวัสดิการขึ้นมา ดึงเอารายได้จากคนที่มั่งมีกระจายไปสู่คนจน เช่น รัฐธรรมนูญต้องปฎิรูประบบภาษี เก็บภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ภาษีจากการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ภาษีใบอนุญาตต่างๆ
“ทุกวันนี้บางพรรคการเมืองถึงขนาดชูสโลแกนประชานิยม สังคมเป็นสุข ซึ่งก็ไม่รู้ว่าประชานิยมแบบไหน แต่ที่ผ่านมาเป็นประชานิยมแบบเอาเงินอนาคตมาใช้ แล้วผลักให้ประชาชนเป็นหนี้ในวันข้างหน้า พรรคการเมืองมีหน้าที่เข้ามาแจก ซึ่งก็แจกได้เต็มที่เพราะไม่ใช่เป็นเงินส่วนตัว แต่เป็นเงินของคนทั้งสังคม ซึ่งแนวทางนี้ล้มเหลวมาแล้วในประเทศละตินอเมริกา ทางออกก็คือรัฐธรรมนูญต้องเขียนให้รัฐต้องสร้างรัฐสวัสดิการขึ้นในสังคม ให้รัฐเป็นฝ่ายทำให้ประชาชน เมื่อรัฐธรรมนูญทำหน้าที่แจกเอง ก็ต้องเขียนด้วยว่าจะหาเงินจากไหน ดังนั้นจึงต้องกำหนดในเรื่องการปฎิรูปภาษี นำรายได้จากคนรวยกระจายสู่คนทั่วไปอย่างทั่วถึง”
นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นวุฒิสภา ว่า หากอยากให้ส.ว.เป็นตัวแทนของคนทุกกลุ่มในสังคม จะมาจากการเลือกตั้งไม่ได้เด็ดขาด เพราะสุดท้ายจะกลายเป็นสภาผัว สภาเมีย เหมือนปี 40 โดยอาจจะกำหนดให้มาโดยตำแหน่งต่างๆ เช่น ปลัดกระทรวง หรือผู้นำวิชาชีพ เป็นต้น นอกจากนี้ยังเห็นว่าควรจะแก้ไขยกเลิกการบังคับให้ส.ส.ต้องสังกัดพรรค เพื่อที่จะสร้างความอิสระให้กับตัวส.ส.ไม่ให้ตกอยู่ใต้อาณัติของหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกลุ่มทุน
ขณะที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญ 50 ว่า ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย แม้การลงประชามติก็ยังทำภายใต้กฎอัยการศึก ขณะที่รู้สึกผิดหวังกับนักวิชาการที่ไปยอมรับให้มีการรัฐประหาร และฉีกรัฐธรรมนูญ โดยบางคนยังยกย่องว่าเป็นการรัฐประหารที่ดีไม่เสียเลือดเนื้อ ซึ่งต่อไปหากมีการปล้นธนาคารโดยที่ไม่มีต่อสู้ขัดขืน นักวิชาการกลุ่มนี้คงมองว่าเป็นเรื่องถูกต้อง อย่างไรก็ตาม การที่สังคมไทยยอมให้มีการฉีกรัฐธรรมนูญได้ก็เท่ากับว่าสังคมยอมรับว่าคนอยู่เหนือกฎหมาย
“รัฐธรรมนูญ ปี 50 เป็นตัวอย่างของรัฐธรรมนูญที่ไม่ดี กำหนดการแบ่งแยกอำนาจสับสน สร้างให้อำนาจตุลาการสามารถก้าวก่ายอำนาจอื่นได้ และลดทอนอำนาจของนักกาเรมือง รวมทั้งยังก่อให้เกิดอำนาจที่ 4 คือองค์กรอิสระที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนแต่กลับมีอำนาจหักล้างมติของประชาชนได้ รัฐธรรมที่ไม่เป็นธรรมจะนำไปสู่วิกฤตความแตกแยกที่จะสร้างความเสียหายใหญ่หลวงในอดนาคต ดังนั้นควรจะแก้รัฐธรรมนูญโดยให้ประชาชนเลือกตั้งส.ส.ร.เข้ามาดำเนินการ”
ด้านนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 50 กล่าวว่า รัฐธรรมนูญแต่ละยุคสมัยก็ถูกร่างขึ้นตามบริบทของสถานการณ์ในขณะนั้น ถ้าหากจะหาข้อบกพร่องก็มีเหมือนกันทุกฉบับ รัฐธรรมนูญปี 50 ก็เช่นเดียวกันได้ร่างขึ้นมาในสภาพที่ปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงรุนแรง จึงต้องหามาตรการควบคุม วันนี้ถ้าจะแก้ม.237 ไม่ให้ยุบพรรคหรือตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคก็ยอมรับได้ แต่ก็ต้องสร้างมาตรการลงโทษอย่างอื่นทดแทน ไม่เช่นนั้นเราก็ไม่สามารถป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียงได้ นอกจากนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือว่าได้ขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนออกไปอย่างกว้างขวางมาก แม้ว่าคณะผู้ร่างส่วนหนึ่งจะมาจากคณะรัฐประหาร แต่สุดท้ายเมื่อร่างเสร็จสิ้นก็กลับไปถามประชาชนตามหลักการประชาธิปไตย
“รัฐธรรมนูญ จะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับสภาพสังคม และคนใช้รัฐธรรมนูญว่าจะเคารพเจตนารมณ์หรือไม่ ถ้ารัฐธรรมนูญดี แต่คนใช้บิดเบือน หลบเลี่ยงไม่ปฎิบัติตามแล้ว เราก็ไม่สามารถจะมีรัฐธรรมนูญที่ดีได้ตลอดไป และอย่าฝากความหวังว่ารัฐธรรมนูญจะเป็นยาหม้อใหญ่ที่แก้ปัญหาทุกอย่างในสังคมไทยได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเหลือง แดงหรือปัญหาชายแดนภาคใต้”นายสมคิด กล่าว
ด้านนายคณิน บุญสุวรรณ อดีตส.ส.ร.ปี 40 กล่าวโจมตีรัฐธรรมนูญ ปี 50 อย่างหนัก ว่าเป็นมรดกทางอำนาจของระบอบเผด็จการ ขณะที่ผู้ร่างหลายคนมีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรที่ตัวเองเป็นผู้กำหนดกติกา การอวดอ้างว่าได้ให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างมาก แต่ในทางปฎิบัติกลับทำไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีลักษณะหวาดระแวงนักการเมืองโดยมองว่าเป็นพวกทุจริต เป็นอาชญากร มองว่าพรรคการเมืองเป็นองค์กรอาชญากรรม ดังนั้นถ้านักการเมืองไม่ดี แสดงว่าคนไทยที่เลือกนักการเมืองเหล่านี้เข้ามาก็เป็นคนไม่ดีด้วยใช่หรือไม่ และตนขอถามกลับว่าพวกที่ร่างนั้นวิเศษกว่านักการเมืองตรงไหน เมื่อเวลามีการรัฐประหาร ตามหลักสากลต้องไม่ยอมรับแต่นักวิชาการกลับวิ่งเข้าหาและยังร่างกฎหมายให้คณะรัฐประหารใช้ด้วย



