
นิติเวชเปิดวิวาทะตรวจ'ดีเอ็นเอ'แรงงานต่างด้าว
นิติเวชเปิดวิวาทะตรวจ'ดีเอ็นเอ' แรงงานต่างด้าว : convergence newsroomรายงาน
ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (เออีซี)ในอีก 2 ปีข้างหน้า
"สถาบันนิติเวชวิทยา" ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมที่ก่อตั้งมายาวนาน นับถึงวันนี้ถึง 60 ปี ก็ต้องปรับตัวเพื่อไม่ให้ตกขบวนเช่นกัน
และหนึ่งในแผนงานสำคัญที่สถาบันนิติเวชมีความคิดในการที่จะเสนอต่อรัฐบาลเพื่อรับมือจากผลที่ประเทศไทยเข้าสู่เออีซี ก็คือ การตรวจเก็บ "ดีเอ็นเอ" แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยเพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรม
แนวคิดนี้เป็นอย่างไร พล.ต.ต.พรชัย สุธีรคุณ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา แจกแจงต่อ "เครือเนชั่น"
ทั้งนี้ 2 ปีข้างหน้าที่เออีซีจะเกิด แต่ถ้ามาตรฐานของเราไปไม่ถึง จะมี "ฆาตกรแฝงตามขอบประเทศเรา" เข้ามาตลอดเวลา เพราะว่ามีชาวต่างชาติเข้ามาบ้านเราตลอด เราจะไม่ระแวงสงสัยเขาก็ไม่ได้ เพราะเขาไม่ใช่คนบ้านเรา และคนเหล่านี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ เขาสามารถผ่านบ้านเราตลอดเวลา ถ้าเราไม่วางแผนที่ดีในการรองรับ จะเกิดปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น แค่เขาก่อคดีแล้วข้ามไปบ้านเขา เราก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะกฎหมายเราไม่สามารถข้ามไปถึงตัวเขาในประเทศของเขาได้
"จึงต้องสร้างมาตรการของบ้านเราให้แข็งแรง ซึ่งเป็นการป้องกัน สถาบันนิติเวชเคยมีแผนให้มีการตรวจดีเอ็นเอของชาวต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่เข้ามาทำงานตามโรงงานในประเทศเราเพื่อจัดเก็บไว้ เพราะเขาอยู่ในประเทศเรานาน อาจก่ออะไรขึ้นก็ได้ ตรวจเก็บดีเอ็นเอไว้ก่อนเชิงป้องกัน หากเขาก่ออะไรขึ้นก็จะหาตัวเจอ แต่ค่าใช้จ่ายในการตรวจดีเอ็นเอสูงมาก ตกประมาณ 3,000-5,000 บาทต่อคน สถาบันนิติเวชจึงเสนอให้รัฐบาลบังคับนายจ้างที่มีลูกจ้างต่างด้าวต้องออกค่าใช้จ่ายในการที่เราเข้าไปตรวจเก็บดีเอ็นเอของลูกจ้างต่างด้าว แล้วนายจ้างค่อยไปหักออกจากเงินเดือนของลูกจ้าง"
ส่วนแผนงานอื่นๆ ตอนนี้เป็นช่วงรอยต่ออย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า ประเทศเรากำลังจะเข้าสู่เออีซีในอีก 2 ปีข้างหน้า แม้ว่าตอนนี้เราจะมีมาตรฐานดี แต่ยังไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ ทางสถาบันนิติเวชจึงได้เสนอต่อรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า เราอยากขยายขอบเขตการทำงานให้รองรับทั่วประเทศได้อย่างแท้จริง โดยมีหน่วยงานของสถาบันนิติเวชให้ครบทั้ง 10 ภาค ที่มีการตั้งกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ซึ่งจะเริ่มที่พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อน ปัจจุบันในต่างจังหวัดเมื่อเกิดเหตุการตายขึ้นก็จะใช้นิติเวชของกระทรวงสาธารณสุข แต่พบปัญหาว่าทำงานเชิงนิติเวชไม่ได้เต็มที่ เพราะขาดเครื่องมืออุปกรณ์
ขณะที่ นายประวิทย์ เคียงผล อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) มองว่า ไม่มีประเทศใดในโลกที่ทำเช่นนี้ เป็นการผลักภาระและเพิ่มค่าใช้จ่ายให้แก่แรงงานต่างด้าวที่จะเข้ามาทำงานในไทย ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ทั้งที่ปัจจุบันต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ มากมาย ตกประมาณคนละ 7,000 บาท อยู่แล้ว เช่น ค่าตรวจโรค ค่าทำประกันสุขภาพและค่าอื่นๆ อีก ทำให้องค์การต่างประเทศมองว่าไทยเอาเปรียบแรงงานต่างด้าวเกินไป
“การจะออกกฎหมายข้างต้นสวนทางกับนโยบายของ กกจ. ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายให้แก่แรงงานต่างด้าวให้น้อยลงเรื่อยๆ ทุกวันนี้ กกจ.พยายามส่งเสริมให้นายจ้างนำแรงงานต่างด้าวที่หลบอยู่ใต้ดินมาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องเป็นแรงงานถูกกฎหมาย แต่ถ้ามีการออกกฎหมายดังกล่าวจะทำให้แรงงานต่างด้าวยิ่งหลบลงไปใต้ดิน เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น หากสถาบันนิติเวชวิทยาต้องการเก็บฐานข้อมูลของแรงงานต่างด้าว ปัจจุบัน กกจ.มีระบบเก็บข้อมูลไบโอดาต้าเช่น รูปถ่าย รูปพรรณสัณฐาน ลายนิ้วมือของแรงงานต่างด้าว ก็สามารถมาขอข้อมูลจาก กกจ.ได้ จะดีกว่าการกำหนดให้แรงงานต่างด้าวต้องตรวจดีเอ็นเอ”
นายวิริยะ ศิริชัยเอกวัฒน์ นายกสมาคมประมงนอกน่านน้ำไทย บอกว่า แนวคิดข้างต้นเป็นแนวคิดที่ดี เพราะทำให้ตำรวจค้นหาตัวแรงงานต่างด้าวที่กระทำผิดได้ง่าย แต่คงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และในทางปฏิบัติแล้วทำได้ยากมาก เพราะการตรวจดีเอ็นเอเป็นสิทธิส่วนบุคคล หากเจ้าตัวไม่ยินยอมก็ไปตรวจไม่ได้ อีกทั้งยังเป็นการผลักภาระค่าใช้จ่ายให้แก่แรงงานต่างด้าว และหากจะให้นายจ้างออกค่าใช้จ่ายก็คงไม่ยินยอม เพราะมีค่าใช้จ่ายสูง เช่น หากมีลูกจ้างต่างด้าว 100 คน ก็ต้องจ่ายคนละ 3,000-4,000 บาท รวมแล้วต้องจ่ายทั้งหมด 3-4 แสนบาท
“ผมเชื่อว่าถ้ามีกฎหมายนี้ออกมาจริง คงจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่จะมีผลทำให้นายจ้างนำแรงงานต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนให้เป็นแรงงานถูกกฎหมายน้อยลง และแรงงานต่างด้าวก็ไม่อยากมาขึ้นทะเบียน จะยิ่งหลบลงไปใต้ดิน เพราะไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายสูง และเชื่อว่าองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ก็คงไม่ยอม และจะถูกมองว่าเลือกปฏิบัติ เมื่อตรวจดีเอ็นเอแรงงานต่างด้าว ก็ควรตรวจดีเอ็นเอแรงงานไทยด้วยเช่นกัน”
น.ส.โรยทราย วงศ์สุบรรณ ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านแรงงานข้ามชาติ เสนอว่า อยากให้สถาบันนิติเวชวิทยาทบทวนดูว่า การจะออกกฎหมายดังกล่าวเพื่ออะไร มีความคุ้มค่าและนำมาใช้ประโยชน์ได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากปัจจุบันหน่วยงานต่างๆ ก็มีข้อมูลแรงงานต่างด้าวอยู่แล้ว หากเก็บข้อมูลดีเอ็นอีอีกก็จะซ้ำซ้อนกัน
ทั้งนี้ จากการเก็บข้อมูลของเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านแรงงานข้ามชาติพบว่า คดีที่แรงงานต่างด้าวกระทำผิดส่วนมากเป็นคดีหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ส่วนคดีอาชญกรรมนั้นน้อยมากๆ หากตำรวจต้องค้นหาตัวแรงงานต่างด้าวที่ก่อคดีอาชญากรรม ก็หาข้อมูลได้จากข้อมูลการขึ้นทะเบียน และขอใบอนุญาตทำงาน รวมทั้งข้อมูลไบโอดาต้าจาก กกจ. หรือข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ก็ได้
“การจะออกกฎหมายข้างต้นดูแล้วไม่มีเหตุผลเพียงพอเลย ปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในระบบประมาณ 1.5 ล้านคน และยังอยู่นอกระบบอีกเป็นจำนวนมาก คงไม่สามารถตรวจดีเอ็นเอแรงงานต่างด้าวได้ทุกคนและการตรวจดีเอ็นเอเป็นสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากแรงงานต่างด้าวก่อน หากเจ้าตัวไม่ยินยอมก็ตรวจไม่ได้"
น.ส.โรยทราย ย้ำว่า รัฐบาลไม่มีอำนาจอะไรไปบังคับแรงงานต่างด้าวให้ตรวจดีเอ็นเอ เชื่อว่านอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้ผลแล้ว จะทำให้แรงงานต่างด้าวหลบอยู่ใต้ดินไม่มาขึ้นทะเบียน ทั้งๆ ที่การแก้ปัญหาควรนำแรงงานต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนให้ถูกกฎหมาย นอกจากนี้การสอบสวนและดำเนินคดีกับแรงงานต่างด้าวที่กระทำผิด หากจะให้มีประสิทธิภาพ ควรมีล่ามคอยแปลให้ตำรวจเข้าใจที่มาที่ไปของคดี
เช่นเดียวกับ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ระบุว่า เรื่องนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล อีกทั้งแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ก็ขึ้นทะเบียนแรงงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทย หากจะต้องไปตรวจดีเอ็นเอ เพื่อป้องการการเกิดอาชญากรรมในอนาคตนั้น เท่ากับว่าเรามองแรงงานเหล่านี้เป็นอาชญากร หรือเป็นโจรผู้ร้าย ตั้งแต่เขายังไม่ได้กระทำผิด ซึ่งแนวคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ละเมิดความเป็นมนุษย์ ที่เราทุกคนก็มีเท่าเทียมกัน
"ส่วนที่มีการมองว่า หากเปิดประชาคมอาเซียน การตรวจดีเอ็นเอแรงงานต่างด้าวเป็นเรื่องที่ดี เพื่อง่ายต่อการติดตามตัว หากมีการก่อเหตุขึ้นนั้น ผมมองว่า เมื่อเปิดประชาคมอาเซียนยิ่งต้องคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนให้มากขึ้น ไม่ใช่มองแค่เรื่องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แล้วมาดูถูกแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน เราต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของทุกคน หลักสิทธิมนุษยชนต้องยึดถือเป็นที่หนึ่ง" นพ.นิรันดร์กล่าวในตอนท้าย
....................................
(หมายเหตุ : นิติเวชเปิดวิวาทะตรวจ'ดีเอ็นเอ' แรงงานต่างด้าว : convergence newsroomรายงาน)



