
สุดทางที่ด่านซ้าย
สุดทางที่ด่านซ้าย : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
สิ่งที่เรียกว่า “ความเจริญ” เช่นการคมนาคมที่สะดวกสบาย ระบบสื่อสารที่ทันสมัย ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ร้านสะดวกซื้อ อาหารฟาสต์ฟู้ด ฯลฯ มักมาพร้อมกับคำถามว่าท้องถิ่นหรือชุมชนที่เปิดประตูรับความเจริญเหล่านั้น ต้องสูญเสียอะไรไปเป็นการแลกเปลี่ยน และสิ่งที่ได้มานั้นคุ้มกับการสูญเสียหรือไม่?
เมื่อหลายสิบปีก่อน ที่ประเทศไทยเริ่มต้นการพัฒนาประเทศ มีคำกล่าวว่า ที่ใดก็ตามที่ทางหลวงและไฟฟ้าเข้าไปถึง ที่นั่นก็จะไม่มีภาพเดิมๆ ของวิถีชีวิตชาวบ้าน สภาพและบรรยากาศอันบริสุทธิ์ของธรรมชาติและท้องไร่ท้องนาหลงเหลืออยู่อีก ทางหลวงจะนำสินค้าแปลกๆ และเครื่องใช้ไฟฟ้านานาชนิดเข้าไปยังหมู่บ้าน พร้อมกับนำเด็กๆ และคนหนุ่มสาวจากชนบท เข้ามาเล่าเรียนหรือหางานทำในตัวเมืองและคนเหล่านี้จำนวนมากที่ไม่ได้หวนกลับไปบ้านเดิมของตนอีกเลย ทำให้ท้องถิ่นประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานเกษตรกรรม ขณะเดียวกันจะมีหนี้สินเพิ่มพูนขึ้นจากระบบการเกษตรที่พึ่งพาปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ค่าจ้างคนงาน และอุปกรณ์การเกษตรสมัยใหม่ และสิ่งเหล่านี้แหละที่นำไปสู่การสูญเสียที่ดินทำกินในที่สุด
ช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว ผมมาอยู่ที่ อ.ด่านซ้าย จ.เลย 4-5 วัน เพื่ออบรมการเขียนแก่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช รวมทั้งครูและนักเรียนของโรงเรียนใน อ.ด่านซ้าย จำนวนหนึ่ง ตามคำเชิญของคุณหมอภักดี สืบนุการณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ซึ่งอยู่ที่ด่านซ้ายมา 26 ปีแล้ว และบริหารจัดการโรงพยาบาลชุมชนแห่งนี้ได้อย่างน่าชื่นชม ทั้งในเรื่องระบบงาน การให้บริการ การดูแลอาคารสถานที่ และภูมิทัศน์ รวมทั้งการสร้างบรรยากาศภายในโรงพยาบาลให้มีความอบอุ่น รื่นรมย์ และมีสุนทรีย์
การเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ถึงสนามบินจังหวัดพิษณุโลก ใช้เวลาประมาณ 55 นาที และจากพิษณุโลกไปยัง อ.ด่านซ้าย ด้วยรถยนต์ ร่วมสองชั่วโมง โดยเลียบแนวเขาเป็นระยะทาง 150 กิโลเมตร แต่เมื่อถึงที่หมายก็ได้พบกับความสงบและความงามของธรรมชาติที่แม้จะไม่บริบูรณ์นัก แต่ก็ยังอยู่ในสภาพที่ดีกว่าอีกหลายๆ แห่งในเมืองไทย ที่ความเจริญยื่นมือเข้าไปถึง
อย่างไรก็ตาม ในชั่วโมงสุดท้ายของการอบรมเมื่อผมให้ทำงานชิ้นสุดท้ายด้วยการเขียนถึงสิ่งที่แต่ละคนอยากจะเห็นในด่านซ้าย ข้อเขียนของผู้เข้ารับการอบรมร่วม 30 คน มีความคิดที่คล้ายกัน สรุปได้ว่าส่วนมาก อยากเห็นด่านซ้ายมีวิถีชีวิตเช่นในอดีต ที่ผู้คนมีความผูกพันกัน มีไมตรีจิตต่อกัน ช่วยเหลือเผื่อแผ่กัน รองลงไปอยากเห็นธรรมชาติที่เคยเป็นมา เช่น ป่าไม้เขียวชอุ่ม แม่น้ำใสสะอาดเป็นที่อาศัยของปลาและสัตว์น้ำอย่างชุกชุม ถัดไปเป็นความภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ผีตาโขน หรือภาษาถิ่นของชาวด่านซ้ายและโบราณสถาน เช่น พระธาตุศรีสองรักฯ แต่ก็ไม่อยากเห็นประเพณีและวัฒนธรรมถูกเปลี่ยนแปลงไปจนเสื่อมโทรม เช่น การประชันดนตรีสตริง หรือกินเหล้าในงานผีตาโขน ฯลฯ
สิ่งที่น่าสนใจก็คือคนที่อยากเห็นวิถีชีวิตในอดีต การรักษาธรรมเนียมประเพณี และไม่ต้องการเห็นด่านซ้ายมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ด้วยสถานบันเทิง ห้างสรรพสินค้า หรือโรงหนัง กลับเป็นเด็กนักเรียนวัยรุ่น หรือบุคลากรหนุ่มสาว และมีคนหนึ่งเป็นกังวลต่อการใช้ถุงพลาสติกของชาวด่านซ้าย ถึงกับรณรงค์ชักชวนให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาดเลิกใช้ถุงพลาสติก แต่หันมาใช้ใบตอง กระทง หรือกระดาษแทน รวมทั้งส่งเสริมให้พ่อบ้านแม่บ้านหิ้วตะกร้าไปจ่ายตลาด การรณรงค์ได้ผลถึงขนาดที่คนขายกาแฟและเครื่องดื่มในตลาดยินยอมจะลดราคาสินค้าลง แก่ลูกค้าที่นำถ้วยหรือกระบอกไปใส่กาแฟและเครื่องดื่มเอง แทนถ้วยพลาสติก และกำหนดให้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นวันลดการใช้ถุงพลาสติกของชาวตลาดเย็น อ.ด่านซ้าย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะหาทางสนับสนุน และจุดประกายความคิดนี้ให้ขยายวงออกไปอย่างกว้างขวาง
ครับ ผมไปด่านซ้ายคราวนี้ ด้วยความชื่นตาชื่นใจจริงๆ ครับ



