ข่าว

รับมือภัยแล้ง

รับมือภัยแล้ง

28 ต.ค. 2556

รับมือภัยแล้ง : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม 2556

              สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่สะท้อนผ่านตัวเลขปริมาตรน้ำทั่วประเทศชี้ให้เห็นว่า ภาวะภัยแล้งในปีนี้คงจะไม่หนักหนาสาหัสและกินบริเวณกว้างมากจนเกินไปนัก เพราะช่วงหน้าฝนที่กำลังจะผ่านพ้นไปนี้ เขื่อนในภาคอีสานเก็บน้ำเอาไว้ร้อยละ 80 ภาคกลางร้อยละ 99 ภาคตะวันตกร้อยละ 87 ภาคตะวันออกร้อยละ 99 ภาคใต้ร้อยละ 78 โดยเฉลี่ยทั่วประเทศมีปริมาตรน้ำสำรองร้อยละ 75 แต่ที่น่าห่วงอยู่บ้างก็คือ เขื่อนในภาคเหนือ ที่มีน้ำในอ่างค่อนข้างน้อย กล่าวคือ เขื่อนภูมิพลมีน้ำในอ่างร้อยละ 51 ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์ก็มีน้ำอยู่เพียงร้อยละ 62 สภาพเช่นนี้จะส่งผลต่อลุ่มน้ำภาคกลางค่อนข้างแน่นอน โดยเฉพาะการทำนาปรังหรือการเกษตรกรรมอื่นๆ รายรอบริมน้ำเจ้าพระยา

              นโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาล ถือเป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ชาวนา หรือบรรดานายทุนเช่านาทั้งหลาย กระตือรือร้นที่จะเพิ่มฤดูการผลิตให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จากเดิมที่ทำอยู่ 2 ปี 5 ครั้ง จนขยับเพิ่มเป็นปีละ 3 ครั้งในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งล้วนแต่เป็นการทำนาที่พึ่งพิงระบบชลประทานเกือบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ฝากความหวังเอาไว้กับเทวดาอย่างโบราณกาล เท่ากับว่า ระยะ 6 เดือนนับจากนี้ น้ำในระบบชลประทานจะต้องมีมากพอที่จะสนับสนุนการทำนาปรัง ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า แม้เขื่อนในภาคกลางหลายแห่งจะมีน้ำอยู่ในอ่างถึงร้อยละ 99 แต่เขื่อนใหญ่อย่างเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์นั้นมีน้ำเกินครึ่งอ่างมาไม่มากนัก ขณะเดียวกันในภาคตะวันตกที่มีเขื่อนศรีนครินทร์ ที่ จ.กาญจนบุรี มีน้ำในอ่างมากถึง 15,484 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนวชิราลงกรณมีน้ำในอ่าง 7,534 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 87 กับ 85 ตามลำดับ แต่ก็มีภารกิจต้องสำรองน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคทั้งพื้นที่ใต้เขื่อนและกรุงเทพฯ

              อย่างไรก็ตาม บทเรียนที่ได้รับจากหน้าฝนที่กำลังจะผ่านพ้นนี้ มี 2 ประการด้วยกัน คือ 1.ความผิดพลาดในการเตรียมการรับมือน้ำท่วมในภาคตะวันออกที่มีปริมาณน้ำฝนมากกว่าปีก่อนๆ แต่กลับไม่อยู่ในแผนป้องกันน้ำท่วมในแบบของการบูรณาการ กับ 2.การพร่องน้ำในเขื่อนภูมิพลกับเขื่อนสิริกิติ์ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ แต่เมื่อเข้าหน้าฝนกลับปรากฏว่าน้ำฝนที่ตกเติมในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนทั้งสองมีปริมาณน้อยมากดังตัวเลขที่กล่าวมา จึงพอคาดหมายได้ว่า พื้นที่ท้ายเขื่อนหลายจังหวัดจะประสบกับปัญหาภัยแล้งค่อนข้างแน่นอน โดยเฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ต้องอาศัยระบบชลประทาน

              มองอีกมุมหนึ่ง ภาวะภัยแล้งในลุ่มน้ำปิงต่อเนื่องเจ้าพระยา ตั้งแต่ จ.กำแพงเพชร ลงมาถึงปทุมธานี ในปีนี้จะเป็นบททดสอบข้อแรกสำหรับโครงการสร้างทางผันน้ำหรือฟลัดเวย์ทางฝั่งตะวันตก ที่มีแผนจะรับน้ำจากลุ่มน้ำปิงลงสู่แม่น้ำแม่กลองที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เพราะถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นจริงปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาก็จะต้องลดลงด้วย นั่นหมายถึงว่าจะต้องอาศัย "ฝีมือ" ในการบริหารจัดการน้ำในหน้าแล้งของลุ่มเจ้าพระยาค่อนข้างสูงเป็นระบบ ดังนั้นแม้ปีนี้ภัยแล้งจะไม่รุนแรงเป็นวงกว้าง แต่ก็ท้าทายยิ่งว่า รัฐจะบริหารอย่างไรเพื่อให้พื้นที่การเกษตรภาคกลางมีน้ำใช้อย่างเท่าเทียม ที่สำคัญก็คือ นี่จะเป็นใบเสร็จที่จะชี้ให้เห็นว่า ทางผันน้ำควรจะเกิดขึ้นหรือไม่ไปในคราวเดียวกันด้วย