ข่าว

แนวทางฟื้นฟูที่ดินหลังน้ำท่วม

แนวทางฟื้นฟูที่ดินหลังน้ำท่วม

28 ต.ค. 2556

แนวทางฟื้นฟูที่ดินหลังน้ำท่วม ชุบชีวิตเกษตรกรผู้ประสบภัย : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน

 

                         สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดจากพายุดีเปรสชันนารี ที่เกิดขึ้นบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลางของประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่การเกษตรกว่า 2 ล้านไร่นั้น ไม่เพียงแต่จะเสียหายเฉพาะพืชผลทางการเกษตรอย่างเดียว หากแต่จะสร้างความเสียหายให้หน้าดินอีกด้วย โดยเฉพาะพื้นที่น้ำท่วมและมีกระแสน้ำหลาก จะพัดพาจุลินทรีย์หน้าดินไปด้วย ยิ่งในบางพื้นที่ท่วมขังยาวนาน อาจจะกระทบต่อความเป็นกรดเป็นด่างของดินอีกด้วย

                         ดังนั้นเกษตรกรมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฟื้นฟูสภาพดินให้อุดมสมบูรณ์ ก่อนที่จะมีการเพาะปลูกพืชในฤดูกาลต่อไป อย่างไรก็ตาม ปัญหาทั้งหลายที่อาจเกิดจากสภาพดินเสื่อมจากน้ำท่วมขังหรือกระแสน้ำพัดพาจุลินทรีย์วัตถุหน้าดิน ทางกรมพัฒนาที่มีการเตรียมพร้อมที่จะให้การช่วยเหลือและเสนอแนะแนวทางให้แก่เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนในครั้งนี้ ล่าสุด นายอนุสรณ์ จันทนโรจน์ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน แนะแนวทางการแก้ปัญหาดินที่เกิดจากน้ำท่วม ผ่านรายการ "เกษตรทำกินกับคมชัดลึก" ช่วง "ภัยเกษตรกร" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่องดาวเทียม "คมชัดลึกทีวี" เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2556 เวลา 16.00-17.00 น. ว่า ทางกรมพัฒนาที่ดินได้เตรียมสาร พด.ของกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อแจกจ่าย และแนะน้ำเกษตรกรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

                         นายอนุสรณ์ ระบุว่า ปัญหาน้ำท่วมในปีนี้สร้างความเสียให้เกษตรกรเป็นอย่างมาก เพราะมีน้ำท่วมขังในพื้นที่เพาะปลูกทั้งที่เป็นนาข้าว พืชไร่ พืชผักสวนครัว และที่หนักกว่าทุกปีคือ พื้นที่ปลูกไม้ผลในพื้นที่ภาคตะวันออก รวมถึงสภาพดินที่เสี่ยมด้วย สร้างความเสียหายให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างมาก ขณะนี้กรมพัฒนาที่ดินได้จัดสาร พด.6 สำหรับบำบัดน้ำเสีย พด.2 ใช้สำหรับย่อยสลายพืชเน่าที่เกิดจากน้ำท่วม และสารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืช นอกจากนี้ยังมีการเตรียมสาร พด.1 พด.4 และพด.5 สำหรับผลิตปุ๋ยหมักอีกด้วย

                         สำหรับแนวทางการดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกร รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ระบุว่า  ได้จำแนกสภาพดินเสียที่เกิดจากน้ำท่วมเป็น 6 ระดับด้วยกัน คือ 1.บริเวณพื้นที่ที่น้ำท่วมขังนานจนเกิดเน่าเสีย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่การเกษตร พื้นที่ในชุมชนและอุตสาหกรรม ให้ใช้สารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.6 จำนวน 15-25 ลิตรต่อไร่ ในน้ำท่วมขังลึก 10-15 ซม. หากความลึกเฉลี่ย 75 ซม. ให้ใช้น้ำหมักชีวภาพเฉลี่ย 120 ลิตร กรณีน้ำขังมีความลึกมากน้อยกว่าที่ระบุไว้ให้คำนวณตามสัดส่วน โดยเทลงบริเวณที่น้ำท่วมขังที่มีกลิ่นเน่าเหม็นทุกๆ 10 วัน และบริเวณน้ำท่วมขังที่มีกลิ่นเน่าเหม็นมากทุกๆ 3 วัน เพื่อช่วยบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นก่อน

                         2.พื้นที่นาข้าวที่อยู่ในเขตชลประทาน กรณีที่นาข้าวถูกน้ำท่วมขังจนเสียหายหมด ให้ใช้ พด.2 ในอัตรา 5 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ ราดเพื่อให้ตอซังย่อยสลายเร็วขึ้น หากกรณีพื้นที่นาข้าวเป็นดินเปรี้ยวจัดรุนแรงมากถึงรุนแรงปานกลาง ใช้วัสดุปูนเพื่อการเกษตร (ปูนมาร์ล โดโลไมท์) ในพื้นที่นาข้าวที่เป็นดินเปรี้ยวจัด ในอัตรา 100-300 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อช่วยปรับสภาพดินให้เป็นกลาง

                         3.พื้นที่นาข้าวที่อยู่นอกเขตชลประทาน หากนาข้าวถูกน้ำท่วมขังจนเสียหายหมด ให้ใช้ พด.2 ในอัตรา 5 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ พร้อมกันนั้นกรมพัฒนาที่ดินยังแจกเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดให้เกษตรปลูกหลังน้ำลด เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน และเพิ่มธาตุอาหาร จำพวกปอเทือง โสนแอฟริกัน ถั่วพร้า ถั่วมะแฮะ และพืชตระกูลถั่ว ให้เกษตรกรปลูก ช่วยเพิ่มการดูดซับธาตุอาหารพืชในดิน ลดการสูญเสียธาตุอาหารจากการถูกชะล้าง และเพิ่มธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ตามชนิดและปริมาณที่เหมาะสมกับพืชที่ปลูก ในอัตราประมาณ 5-8 กิโลกรัมต่อไร่

                         4.พื้นที่นาข้าวที่ถูกน้ำพัดพาหน้าดิน กรณีที่นาข้าวถูกน้ำพัดพาหน้าดิน ทำให้หน้าดินสูญเสียแร่ธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ให้ปรับปรุงดินโดยการใช้ปุ๋ยหมักในอัตรา 2 ตันต่อไร่ เพื่อปรับปรุงสภาพดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ 5.พื้นที่ไม้ผล หรือไม้ยืนต้น กรณีพื้นที่ไม้ผล หรือไม้ยืนต้นถูกน้ำท่วมขัง ควรปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่สวนผลไม้ หลังน้ำลด เพื่อช่วยเหลือรากต้นไม้ผลที่ขาดออกซิเจน ขณะที่เศษซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมอยู่ในดินเกิดการย่อยสลายในสภาพไม่มีอากาศ เกิดเป็นก๊าซพิษที่เป็นอันตรายต่อรากต้นไม้ เช่น ก๊าซมีเทน ก๊าซไข่เน่า เป็นต้น

                         หลังจากน้ำเริ่มลดลงใกล้แห้งต้องรีบดำเนินการแก้ไขและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับต้นไม้ผลคือ หากพบว่า ต้นไม้ที่ลำต้นเอนใกล้ล้ม ให้ใช้ไม้ยาวๆ ค้ำยันไว้ โดยไม่เข้าไปเหยียบย่ำโคนต้น จากนั้นต้องระบายน้ำที่แช่ขังบริเวณโคนต้นออกให้หมด เมื่อดินเริ่มแห้งให้ตัดแต่งกิ่งที่ใบแก่และใบที่ไม่ได้รับแสงแดดออก ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยเคมีบำรุงดิน โดยใส่บริเวณรอบๆ ทรงพุ่ม สำหรับปุ๋ยหมักที่ใช้ให้ขยายเชื้อสารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ก่อน รดด้วยน้ำหมักชีวภาพที่เตรียมจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 เจือจาง 1:500 เพื่อเร่งการเจริญของระบบรากพืช

                         กรณีพื้นที่ปลูกไม้ผลที่เป็นดินกรด ใช้วัสดุปูนเพื่อการเกษตร (ปูนมาร์ล โดโลไมท์) ในอัตราประมาณ 500-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อปรับสภาพดินที่มีปัญหา เช่น ดินกรด ดินเปรี้ยว แก้ไขความเป็นกรดแฝงในดิน และช่วยให้เนื้อดินไม่แน่นทึบ โดยการหว่านให้ทั่วพื้นที่หรือโดยรอบโคนต้นแล้วไถกลบ จะช่วยให้ดินมีสภาพเป็นกลาง และ 6.พื้นที่ปลูกพืชไร่ หากพืชตายเหลือแต่ตอซัง ให้ทำการไถกลบเศษซากพืช และส่งเสริมให้ปลูกถั่ว หรือพืชปุ๋ยสดโดยพิจารณาพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการดำเนินการ

                         ขณะที่ ผศ.ดร.สุเทพ ทองแพ นักวิชาการ อดีตอาจารย์ประจำสาขาปฐพี คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แนะนำว่า หากเกิดพื้นที่น้ำท่วม และมีน้ำไหลหลากด้วย หากกลัวว่าสภาพดินอาจเสื่อม เกษตรกรควรจะไปหาหมอดินเพื่อตรวจสอบสภาพดินก่อนว่า ขาดธาตุอาหารประเภทใดบ้าง อย่างไรก็ตาม หากพื้นที่น้ำท่วมถัง โดยไม่มีการชะล้างหน้าดิน เกษตรกรไม่ต้องห่วงมาก เมื่อน้ำลดจุลินทรีย์หน้าดินก็มีเหมือนเดิม ไม่จำเป็นต้องปรับสภาพดินอะไรมากนัก เพียงหาวัตถุอินทรีย์มาใส่ก็ได้แล้ว เพราะดินส่วนล่างยังปกติทุกอย่าง

                         ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางการปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาสภาพดินภายหลังน้ำท่วม หากเกษตรกรต้องการสาร พด.ต่างๆ สามารถติดต่อหรือขอได้ที่สำนักพัฒนาที่ดินในพื้นที่ ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว

 

 

----------------------

(แนวทางฟื้นฟูที่ดินหลังน้ำท่วม ชุบชีวิตเกษตรกรผู้ประสบภัย : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน

 

 


ภาพ เตรียมสารเร่ง พด. : ที่มา - เว็บไซต์สถานีพัฒนาที่ดินลำพูน)