ข่าว

โพลล์ชี้'พรบ.นิรโทษ'ทำรบ.อยู่ไม่ยืด

โพลล์ชี้'พรบ.นิรโทษ'ทำรบ.อยู่ไม่ยืด

27 ต.ค. 2556

"เอแบคโพลล์"เผยผลสำรวจร้อยละ 80 ชี้ร่างพ.ร.บ.นิรโทษจะทำให้ นบ.อยู่ไม่ยืด และร้อยละ 85.4 เชื่อร่างพ.ร.บ.นี้เป็นเรื่องของผลประโยชน์มากกว่าความชอบธรรม

 
 
 
 
          วันที่ 27 ต.ค.56  สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กับ ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพความมั่นคงของรัฐบาล : กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดหัวเมืองใหญ่ 
 
          นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกับความเสี่ยงต่อเสถียรภาพความมั่นคงของรัฐบาล กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดหัวเมืองใหญ่ จำนวนทั้งสิ้น 1,231 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 23 - 26 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกเขต/อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 พบว่า
 
          เมื่อสอบถามกลุ่มตัวอย่างถึงความคิดเห็นต่อ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมว่ามีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76.8 คิดว่าเสี่ยงต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ในขณะที่ร้อยละ 23.2 คิดว่าไม่เสี่ยง
 
          นอกจากนี้ ส่วนมากหรือร้อยละ 85.4 คิดว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเป็นเรื่องของผลประโยชน์มากกว่าความชอบธรรม และร้อยละ 14.6 คิดว่าเป็นเรื่องของความชอบธรรมมากกว่า 
 
          เมื่อสอบถามถึงความคิดเห็นต่อวัตถุประสงค์หลักของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.7 เชื่อว่าเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร มากกว่า ส่วนร้อยละ 15.3 เชื่อว่าเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ทุกคนที่เกี่ยวข้องมากกว่า
 
          ที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 72.8 คิดว่านักการเมืองขาดคุณธรรม จริยธรรมในการบริหารประเทศ และไม่รู้จักพอ จึงทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง ในขณะที่ร้อยละ 27.2 คิดว่าอยู่บนหลักคุณธรรม จริยธรรม และรู้จักพอแล้ว ซึ่งปัญหาความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา
 
          ยิ่งไปกว่านั้น กว่าสองในสามหรือร้อยละ 69.1 คิดว่าการเมืองไทยภายใต้ระบอบประชาธิปไตยในสถานการณ์ปัจจุบันนี้เป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์มากกว่า ในขณะที่ร้อยละ 30.9 คิดว่าเป็นเรื่องของประชาชนมากกว่า นอกจากนี้ตัวอย่างเกินกว่าครึ่งหรือร้อยละ 59.7 ไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ เมื่อนึกถึงสถานการณ์ ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในขณะนี้
 
          นางสาวปุณฑรีก์ ผช.ผอ. กล่าวว่า เมื่อประชาธิปไตยถูกมองว่าเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์สำหรับบุคคลหรือกลุ่มพวกพ้องมากกว่าประชาชนพร้อมกับปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้ารัฐบาลไม่ว่าจะเป็นปัญหาปากท้อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และกลุ่มมวลชนต่อต้านรัฐบาลต่างๆ จึงขอเสนอแนวทางที่น่าพิจารณาสำหรับรัฐบาลและฝ่ายการเมืองคือ ควรทำ “หน้าที่” ในกระบวนการของสภาฯ ที่ช่วยลดความขัดแย้งในหมู่ประชาชนไม่ใช่เป็นผู้สร้าง “เหตุปัจจัย” แห่งความขัดแย้งในหมู่ประชาชนขึ้นมาเสียเองและควรหลีกเลี่ยง “ปัจจัยที่ผิดธรรมชาติของประชาธิปไตย” ที่ส่งผลกระทบในการทำลายความรักความสามัคคีของคนในชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย และความเป็นประชาธิปไตยโดยประชาชนอย่างแท้จริงที่เป็นสิ่งต้องช่วยกันรักษาไว้ตลอดไป
 
          จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 43.0 เป็นชาย ร้อยละ 57.0 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 4.2 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 19.1 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 21.4 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 23.1 อายุระหว่าง 40-49 ปี และ ร้อยละ 32.2  อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 65.3 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ในขณะที่ ร้อยละ 34.7 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 31.4 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 29.5 รับจ้างใช้แรงงานทั่วไป/เกษตรกร ร้อยละ 11.4 ระบุเป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 10.1 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 7.8 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 6.3 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ และร้อยละ 3.5 ว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ