
แซลมอนจีเอ็มโอใกล้เสิร์ฟ ตลาด-ผู้บริโภคพร้อมหรือไม่
แซลมอนจีเอ็มโอใกล้เสิร์ฟ ตลาด-ผู้บริโภคพร้อมหรือไม่ : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์
กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภคในสหรัฐ ยังไม่ยอมให้ปลาแซลมอนตัดแต่งพันธุกรรม หรือ แซลมอนจีเอ็มโอ ขึ้นไปอยู่บนโต๊ะกินข้าวของชาวอเมริกันได้ง่ายๆ แม้ดูท่าแล้วศึกนี้คงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เมื่อสำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (เอฟดีเอ) ส่งสัญญาณแรงตั้งแต่ปีก่อนแล้วว่า จะไฟเขียวให้แซลมอนที่ฝ่ายต่อต้านเรียกจนไม่น่ากินว่า "ปลาแฟรงเกน" วางขายได้ในอีกไม่นาน และเป็นไปได้ว่า เอฟดีเอจะอนุมัติภายในปี 2556
วิธีการของกลุ่มต้านก็คือ การล็อบบี้ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ ให้สัญญาว่าจะขายอาหารทะเลปลอดจีเอ็มโอเท่านั้น
จากรายงานของวอชิงตันโพสต์ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา ระบุว่า ห้างค้าปลีกอย่าง โฮล ฟู้ดส์ เทรดเดอร์ โจส์ และทาร์เก็ต ตกลงว่าจะไม่ขายแซลมอนจีเอ็ม ส่วนโฆษกของเซฟเวย์ เครือข่ายห้างซูเปอร์มาเก็ตใหญ่เป็นอันดับสองของสหรัฐ กล่าวเช่นกันว่า ไม่มีแผนจะวางขาย ขณะที่โครเกอร์ ห้างของชำใหญ่สุดของสหรัฐอเมริกา กำลังถูกนักเคลื่อนไหวล็อบบี้เป็นรายต่อไปให้รับปาก แต่ยังไม่มีเสียงตอบรับ
นักรณรงค์ฝ่ายอาหารและเทคโนโลยีของ "เฟรนดส์ ออฟ ดิ เอิร์ธ" เครือข่ายองค์กรสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศที่เป็นหัวหอกในความพยายามสกัดแซลมอนจีเอ็มโอ ระบุว่า เป้าหมายของพวกเราคือ ไม่ให้อาหารทะเลจีเอ็มหาซื้อได้ในตลาด เมื่อประชาชนไม่ต้องการ ตลาดก็จะทำตามความต้องการของผู้บริโภค
หากเอฟดีเอตัดสินใจอนุมัติให้วางตลาด แซลมอนจีเอ็มโอจะกลายเป็นสัตว์ตัดแต่งพันธุกรรมชนิดแรกที่ได้รับอนุญาตให้มนุษย์รับประทานได้ การตัดสินใจนี้จะเป็นการปักหมุดใหม่ในวิวาทะเกี่ยวการพัฒนาสัตว์จีเอ็มโอ และการทำตลาดอาหารตัดแต่งพันธุกรรมชนิดอื่นๆ ที่เกิดขึ้นมายาวนาน
อควาเบาว์ตี เทคโนโลยีส์ บริษัทในแมสซาชูเซตส์ ยื่นเรื่องขออนุมัติขายแซลมอนตัดแต่งพันธุกรรมมาตั้งแต่ปี 2538 ในชื่อการค้าว่า "แซลมอนอคูแอดแวนเทจ" (AquAdvantage) ที่ใช้โกรทฮอร์โมนจากแซลมอนชีนุคในแปซิฟิก ช่วยให้เติบโตได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่ช่วงฤดูร้อนเหมือนแซลมอนแอตแลนติก กับยีนจากปลาเพ้าท์ทะเล ซึ่งคล้ายกับปลาไหล ผลที่ได้คือ ปลาแซลมอนที่โตจับขายได้ในเวลาเพียงปีครึ่ง หรือสั้นกว่าครึ่งหนึ่งของแซลมอนแอตแลนติกที่กว่าจะโตพอใช้เวลา 3 ปี
แม้ฝ่ายต่อต้านแย้งว่า ไม่มีข้อมูลพิสูจน์ได้ว่าแซลมอนปลอดภัยสำหรับการบริโภคและเตือนว่า อาจก่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง หากปลาที่ว่านี้หลุดลอดจากแหล่งเพาะเลี้ยงและผสมพันธุ์กับแซลมอลตามธรรมชาติ กระนั้นแซลมอนจีเอ็มโอก็ผ่านหนึ่งในด่านอรหันต์เกือบสุดท้าย เมื่อเอฟดีเอสรุปว่า ไม่เป็นภัยต่อสภาพแวดล้อมและมีความปลอดภัยไม่น้อยไปกว่าแซลมอนที่รับประทานกัน
อย่างไรก็ดี นับจากนั้นมีชาวอเมริกันเกือบ 2 ล้านคน ส่งความเห็นไปถึงเอฟดีเอ และจำนวนมากเรียกร้องให้เอฟดีเอบอกปัดคำร้องของบริษัทผู้ผลิต และผลสำรวจก็พบว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ต้อนรับแซลมอนจีเอ็มโอ
แต่ถึงแม้เอฟดีเอใกล้ไฟเขียว แต่ฝ่ายที่ต่อต้านก็กำลังจะทำให้มันไม่ได้แจ้งเกิด ไม่ให้ผู้บริโภคหาซื้อได้ พวกเขาระดมผู้สนับสนุนแสดงพลังส่งสึนามิข้อความ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อีเมล และโทรศัพท์ เพื่อกดดันผู้ค้าปลีกไม่ให้สต็อกปลาพันธุ์ใหม่ พร้อมให้สัญญาว่าจะให้รางวัลบริษัทเหล่านี้ด้วยการแสดงความชื่นชมบนเว็บไซต์ ในสื่อสังคมออนไลน์และในสื่อ โดยใช้สคริปต์ที่กลุ่มจัดทำให้
เฟรนด์ส ออฟ ดิ เอิร์ธ ยังกำลังทาบทามบรรดาเชฟและร้านอาหารให้ร่วมแคมเปญไม่เอาแซลมอนอคูแอดแวนเทจ และเชื่อว่า เมื่อบริษัทส่วนหนึ่งไม่ใช้ บริษัทอีกมากก็จะต้องดำเนินรอยตาม เพราะไม่มีใครอยากถูกมองเป็นพวกนอกคอก นอกจากเฟรนด์ส ออฟ ดิ เอิร์ธ แล้ว องค์กรอื่นๆ อย่างศูนย์เพื่อความปลอดภัยอาหาร และสหภาพผู้บริโภค ก็ร่วมด้วยช่วยกัน
ขณะที่ รอน สโตทิช ซีอีโอของอควาเบาวน์ตี มองว่า ฝ่ายตรงข้ามกำลังใช้วิธีแพร่กระจายความหวาดกลัว ทั้งที่แซลมอนของเขาอาจช่วยลดการทำประมงแซลมอน ที่ปัจจุบันอยู่ในอัตราที่มากเกินการผลิตใหม่ ช่วยเพิ่มปริมาณอาหารในโลก และใช้ทรัพยากรน้อยลง นายสโตทิช กล่าวว่า "สิ่งที่เราเห็นมานานแล้วก็คือ ความไม่จริงใจ ปั้นน้ำเป็นตัวและการใส่ร้าย สิ่งที่พวกเขากำลังพยายามทำคือ ขัดขวางประชาชนไม่ให้สิทธิเลือก ซึ่งผมคิดว่ามันผิด"
นายสโตทิช กล่าวว่า ฝ่ายตรงข้ามพยายามทำให้เกิดความเชื่อว่า นอกจากความไม่ปลอดภัยแล้ว สินค้าจะทะลักสู่ตลาดทันทีหลังจากได้รับอนุมัติจากเอฟดีเอ แต่ในความเป็นจริงอาจใช้เวลาหลายปีกว่าสำหรับบริษัทเล็กๆ ที่จะทำการผลิตในระดับที่จะมีผลต่อตลาดในทางที่ประจักษ์ได้ทางใดทางหนึ่ง นอกจากนี้การทำลายตลาดแซลมอนอคูแอดแวนเทจในสหรัฐ อาจกลายเป็นการผลักธุรกิจพัฒนาปลาตัดแต่งพันธุกรรมชนิดอื่นๆ ไปยังประเทศต่างๆ ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยอาหารที่ต่ำกว่าหรือต่างออกไป
อควาเบาวน์ตี ซึ่งหมิ่นเหม่ล้มละลายระหว่างรอรัฐบาลตั้งกฎเกี่ยวกับแซลมอนจีเอ็มมานานหลายปี ครวญว่า บริษัทไม่มีทุนทรัพย์สำหรับการต่อสู้ทางกฎหมาย หรือโต้กลับบรรดาผู้ต่อต้านจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมประมงแซลมอนในประเทศ บริษัทเล็กๆ อย่างพวกเขากำลังเผชิญกับกระแสรณรงค์ที่มีการประสานอย่างดี มีทุนสนับสนุนมากมาย แต่บริษัทมีคนแค่ 12 คน จำนวนนี้ 8 คนกำลังเลี้ยงปลา
อควาเบาวน์ตี ทำการผลิตไข่ปลาแซลมอนบนเกาะปรินซ์ เอ็ดเวิร์ด ประเทศแคนาดา ก่อนส่งไปเข้ากระบวนต่อไปในปานามา ในพื้นที่แถบภูเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเล และแม้ธุรกิจขยายตัวออกไปในอนาคต แต่ปลาเพศเมียและเป็นหมันทั้งหมด จะเลี้ยงในสถานที่
บนดิน จึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกมันจะหลุดลอดออกจากฟาร์ม และออกไปแพร่พันธุ์ในธรรมชาติ ซึ่งเอฟดีเอเห็นด้วยในจุดนี้
แต่ฝ่ายรณรงค์ก็แย้งว่า เป็นที่รู้กันว่าปลาเปลี่ยนเพศได้ภายใต้ความเครียด จึงมีความเสี่ยงที่จะผสมกับแซลมอนตามธรรมชาติอยู่ดี
สองฝ่ายต่างมีเดิมพันธุ์สูงด้วยกันทั้งคู่
ฝ่ายวิจารณ์ระบุว่า หากแซลมอนอควาบาวน์ตีได้ไฟเขียวจากเอฟดีเอ อาจเปิดทางให้สัตว์จีเอ็มอื่นอีกมาก อาทิ วัว ไก่ และสุกร ทะลักเข้าสู่ระบบอาหารด้วย และแต่ละชนิดก็ล้วนสร้างความวิตกด้านสภาพแวดล้อมและสุขภาพทั้งสิ้น จึงมีความเร่งด่วนที่จะต้องตัดตอนไม่ให้ผลิตภัณฑ์ที่ว่านี้ออกสู่ตลาด ยิ่งทำให้โอกาสในการขายลดลงเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น
สำหรับอควาเบาวน์ตี อนุมัติหรือไม่อนุมัตินอกจากเป็นความอยู่รอดทางธุรกิจ ผู้บริหารกล่าวว่า ไฟเขียวของเอฟดีเออาจปรับปรุงเรื่องปริมาณอาหารอย่างมีประสิทธิผล และสร้างงานในรัฐอย่าง เซาท์ดาโกตา ซึ่งผู้ว่าการรัฐกำลังพยายามเต็มที่ที่จะเป็นศูนย์กลางที่ตั้งบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพด้านสัตว์ รวมถึงที่ตั้งของบริษัทอควาเบาวน์ตี เทคโนโลยีส์ แม้ขณะนี้ห้างค้าปลีกหลายแห่งรับปากว่าไม่มีแผนจะขายแซลมอนจีเอ็มโอ แต่เชื่อว่าในอนาคตพวกเขาจะทบทวนจุดยืนใหม่ หากราคาเหมาะสมและผู้บริโภคเริ่มเชื่อว่าปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ
.............................
(แซลมอนจีเอ็มโอใกล้เสิร์ฟ ตลาด-ผู้บริโภคพร้อมหรือไม่ : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ )



