ข่าว

'อุตฯอาหาร'ส่งออกปรับกลยุทธ์รับแข่งเดือด

'อุตฯอาหาร'ส่งออกปรับกลยุทธ์รับแข่งเดือด

28 ต.ค. 2556

เช็กชีพจร 'อุตฯอาหาร' ส่งออก ถึงเวลาปรับกลยุทธ์รับมือตลาดแข่งเดือด : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน

 

                         "อุตสาหกรรมอาหาร" ของไทย นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญ เนื่องจากวัตถุดิบส่วนใหญ่ผลิตภายในประเทศ และมีความเชื่อมโยงกับภาคการเกษตร ทั้งนับเป็นสินค้าส่งออกที่มีความสำคัญในลำดับต้นๆ โดยการเช็กอุณหภูมิอุตสาหกรรมอาหาร ล่าสุด กับ "วิศิษฐ์ ลิ้มประนะ" ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พบว่า การส่งออกสินค้าอาหารในปีนี้ขยายตัวได้เพียงเล็กน้อย ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1 ล้านล้านบาท และถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีใหม่ ทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อสร้างความพร้อมกับการแข่งขันในตลาด

 

"กุ้ง-ข้าว"วูบต้นตอส่งออกพลาดเป้า

 

                         นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า เป้าหมายการส่งออกอาหารเดิมที่กลุ่มตั้งไว้อยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท แต่ล่าสุดเข้าเดือนที่ 10 ทำให้มีความชัดเจนแล้วว่าจะไปไม่ถึงเป้าหมายนั้น หรือทำได้เพียง 9.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นมาจากปี 2555 ที่มีมูลค่าส่งออกสินค้าอาหารราว 9.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นหมื่นกว่าล้านบาท หรือราว 1% เท่านั้น โดยในช่วงที่เหลือของปีนี้ก็ไม่น่าจะทำได้เพิ่มขึ้น เพราะส่วนใหญ่มีการสั่งซื้อสินค้าเพื่อเตรียมการสำหรับช่วงเทศกาลคริสต์มาส และปีใหม่ไปทั้งหมดแล้ว

                         สาเหตุที่การส่งออกไปไม่ถึงเป้าหมาย เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา และยุโรป ส่งผลให้การส่งออกสินค้ากุ้งตัวเลขหายไปเกือบ 2 แสนล้านบาท ซึ่งปัญหาส่วนหนึ่งมาจากโรคระบาดในกุ้งทำให้ผลผลิตลดลงด้วย สินค้าอีกตัวคือ ข้าว ที่ส่งออกไม่ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งทราบกันดีอยู่แล้วว่าตัวเลขส่งออกข้าวของภาคเอกชนหดตัวลง ส่วนสินค้าที่ยังทำให้รักษาตัวเลขส่งออกอยู่ได้ ก็เช่น น้ำตาลทราย พืช ผักและผลไม้ต่างๆ รวมถึงมันสำปะหลัง

                         "สังเกตได้ง่ายๆ คือ สินค้าอะไรที่เกษตรกรไม่ออกมาประท้วง จะเป็นกลุ่มสินค้าที่สามารถส่งออกได้ดี ราคาไม่ตก แต่สำหรับกุ้งและข้าว ถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ตัวเลขเราไม่เป็นไปตามเป้าหมาย" นายวิศิษฐ์กล่าวและว่า ส่วนเรื่องน้ำท่วมไม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบหนักต่อวัตถุดิบต้นน้ำของกลุ่มอาหาร เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ระยะสั้น ที่สำคัญกว่าคือเศรษฐกิจของประเทศผู้ซื้อ ทำให้การส่งออกทำได้ยากขึ้น ประกอบกับมีการแข่งขันที่สูงขึ้น

                         ส่วนเป้าหมายในปีหน้า ยังไม่ได้มีการประเมินออกมาในตอนนี้ และคาดว่าสถาบันอาหารจะมีตัวเลขคาดการณ์ออกมาได้ราวปลายเดือนพฤศจิกายน แต่สำหรับตนเองอยากใช้เป้าหมายเดิมคือ 1 ล้านล้านบาท โดยขณะนี้สถานการณ์กุ้งเริ่มกลับมาดีขึ้นแล้ว และไก่ไทยก็สามารถส่งออกได้มากขึ้นทั้งในยุโรป ญี่ปุ่น และตะวันออกกลางก็มีทิศทางที่ดี

                         อย่างไรก็ตาม อยากเห็นการประสานกันในทุกภาคส่วน ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีกำลังออกไปต่อรองขายสินค้าในต่างประเทศ เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยในส่วนของปลายน้ำ ภาคเอกชนจะต้องร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกไปหาตลาดใหม่ๆ มากขึ้น โดยใช้ยุทธวิธีใหม่เพื่อสร้างดีมานด์ ส่วนกลางน้ำคือภาคการผลิต จะต้องปรับตัวด้วยการลดต้นทุนในการผลิต เพื่อให้เหลือมาร์จิ้นมากพอจะสามารถไปแข่งขันด้านราคาในตลาดได้

                         ขณะเดียวกันต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ มีงานวิจัยมากขึ้นในอาหารที่ส่งออกไป เพื่อเพิ่มมูลค่าและให้มีความแตกต่างจากที่เคยทำ

                         ในส่วนของต้นน้ำ คือภาคการเกษตร ควรได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐโดยเร็ว ทั้งในเรื่องการจัดโซนนิ่งการเกษตร การจัดสรรเรื่องน้ำ และโครงการสมาร์ท ฟาร์เมอร์ โดยในเรื่องต่างๆ เหล่านี้จะต้องอาศัยกลไกของรัฐเข้าไปช่วยเหลือ

                         "ภาคเอกชนเองช่วยเหลือตนเองได้เฉพาะในส่วนกลางน้ำเท่านั้น โดยผู้ประกอบการจะต้องขวนขวายหาเครื่องไม้เครื่องมือใหม่ๆ เข้ามาเสริม เครื่องจักรใหม่ นวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การจัดทำบรรจุภัณฑ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถถนอมอาหารได้นานขึ้น ส่วนปลายน้ำคงต้องอาศัยกระทรวงพาณิชย์ที่จะเป็นผู้นำพาออกไปทำเทรดโชว์ในต่างประเทศ และหาลูกค้าใหม่ๆ แต่ที่สำคัญคือการรักษาฐานลูกค้าเก่าด้วย และหากได้รับความร่วมมือจากภาครัฐในการไปเชื้อเชิญมาร่วมในงานต่างๆ ที่เราจัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งภาครัฐทำอยู่แล้ว แต่จากนี้ไปอยากให้ลงลึกมากขึ้น" นายวิศิษฐ์ กล่าว

                         ประกอบกับในอีก 2 ปีข้างหน้าจะเปิดเสรีอาเซียนด้วย ผู้ประกอบการอาหารที่เป็นรายขนาดกลาง จะมีความเหมาะสมและพร้อมที่สุดที่จะขยายออกไปสู่อาเซียน โดยเฉพาะประเทศรอบบ้านเราใน CLMV ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ส่วนอุตสาหกรรมรายใหญ่ ซึ่งประสบปัญหาต้นทุนวัตถุดิบที่สูงก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบในประเทศรอบบ้านเรา เช่น การส่งเสริมคอนแทรก ฟาร์มมิ่ง นำเข้าวัตถุดิบเข้ามา เพื่อลดต้นทุนลง แต่แน่อนอนว่าทุกอย่างจะต้องมีการจัดสรร

 

บี้รัฐหนุนภาคเกษตรยั่งยืน

 

                         นายวิศิษฐ์กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้สินค้าเกษตรและอาหารส่งออก ทำตลาดได้ยาก เพราะเต็มไปด้วยการแข่งขันในด้านราคา เพราะไทยเองไม่ได้เป็นผู้ค้าหรือแปรรูปอาหารเพียงรายเดียวในโลก แต่เราต้องแข่งขันกับหลายประเทศในภูมิภาค ทั้งจากเวียดนามก็ดี อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ก็ดี ซึ่งถือเป็นคู่แข่งส่งออกสินค้าอาหารแปรรูปของเราทั้งสิ้น ไม่ว่าจะสับปะรด หรือปลากระป๋อง เขามีเหมือนเราทั้งนั้น การที่ทุกวันนี้ ผู้ประกอบการไทยได้แชมป์ส่งออกปลากระป๋อง สับปะรด และอาหารอีกหลายๆ ตัวก็ดี เนื่องจากผู้ประกอบการไทยพยายามหาตลาดใหม่ๆ ส่วนการรักษาตลาดเก่าๆ ก็มีความสำคัญ

                         "เสียดายตลาดข้าวที่เราหลุดไป ไม่ได้ห่วงในประเด็นที่ว่าเราหลุดการเป็นแชมป์ผู้ส่งออกข้าว แต่ประเด็นที่เสียดายคือ เราสูญเสียลูกค้าไป เป็นลูกค้าที่เราค้าขายกันมาในระดับหนึ่งจนทำให้ไทยกลายเป็นผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก แต่วันนี้เราห่างจากลูกค้าไป เนื่องจากราคาข้าวที่สูง เป็นเวลา 2 ปี และมีเวียดนามเจาะเข้าไปแทนเรา เขาก็ได้ลูกค้าไป เมื่อเขาได้ลูกค้าก็จะพยายามรักษาฐานลูกค้าของตนเองเช่นกัน ทำให้ในอนาคตหากตลาดข้าวของไทยเปิด เมื่อโอกาสนั้นกลับมา แต่การที่เราจะเข้าไปจะยากลำบาก สิ่งที่ผมเป็นกังวลคือเรื่องนี้ คือลูกค้าเก่าของเราจะโดนผู้ประกอบการจากประเทศอื่นเข้าไปแทรก"

                         อย่างไรก็ตาม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ส.อ.ท. กล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลในการเข้าไปแทรกแซงสินค้าเกษตรว่าเรื่องนี้เราต้องมอง 2 ด้าน ในด้านหนึ่งจะเห็นว่าเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากราคาจำนำ แต่อีกด้านก็จะมีผลกระทบในด้านการส่งออก เป็นเหมือนเหรียญ 2 ด้าน อย่างไรก็ตาม คิดว่าในภาพรวมแล้วในเรื่องสินค้าเกษตรอยากให้รัฐบาลพยายามปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติมากที่สุด รัฐอาจให้ 1-2 ปีเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรได้ แต่จะเป็นเรื่องที่ไม่ยั่งยืน จากนี้ไปจึงอยากให้รัฐทำในเรื่องการสนับสนุนกิจกรรมสินค้าเกษตรให้ยั่งยืนและเป็นระบบมากกว่านี้ มากกว่าการทุ่มเงินเข้าไปเพื่อได้อะไรก็ตาม

                         ขณะเดียวกันกฎระเบียบขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ก็ไม่ได้สนับสนุนในเรื่องนี้ การค้าต่างๆ ส่วนมากเขาจะให้เป็นราคาที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง จึงคิดว่าจากนี้ไปรัฐน่าจะค่อยๆ ปรับกลยุทธ์ใหม่ ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงเกษตรฯ ก็เริ่มมีการทำโซนนิ่ง กำหนดโซนในการปลูกพืชที่จะให้การสนับสนุน ส่วนที่อยู่นอกโซนอาจจะไม่ได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งอาจจะต้องประกาศให้เกษตรกรทราบล่วงหน้าว่ารัฐจะช่วยเกษตรกรในโซนไหน ส่วนที่อยู่นอกโซนเกษตรกรต้องตัดสินใจเองว่าจะปลูกพืชชนิดใดและต้องปรับตัวเพื่อรู้ให้เท่าทัน ซึ่งคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปสินค้าเกษตรไทยอีกครั้ง

                         โดยการช่วยเหลือภาคเกษตรนั้น ทุกคนต่างเห็นด้วย เพราะมองว่ายังมีความอ่อนแอ แต่สำหรับตนอยากเห็นการช่วยเหลือในแบบเป็นขั้นเป็นตอน แบ่งตามโซนให้ความช่วยเหลือ หากช่วยเหลือไปทั้งหมดก็เกรงว่ารัฐจะไม่มีเงินเข้าไปช่วย เพราะประเทศเรายังมีภารกิจที่จะไปสนับสนุนอีกหลายด้านนอกเหนือจากภาคเกษตร เช่น ด้านการศึกษา และภาคด้านสังคมต่างๆ

                         ขณะนี้ในเรื่องการจัดโซนนิ่งภาคการเกษตร รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ กำลังวางระบบอยู่ รวมไปถึงเรื่องสมาร์ท ฟาร์เมอร์ คิดว่าตรงนี้จะเป็นตัวบังคับเกษตรกรให้เข้ามาอยู่ในระบบด้วย

                         สำหรับอุปสรรคด้านอื่นๆ ต่อการส่งออกสินค้าอาหารนั้นมี 3-4 ปัจจัย อันดับแรกคือ อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งในระยะนี้ค่าเงินบาทนิ่งๆ อยู่ที่ 30-31 บาทต่อดอลลาร์ หากอยู่ในระดับนี้เป็นเดือนๆ และไม่ผันผวนเป็นสิ่งที่เราพอใจ แต่หากมีความผันผวนเนื่องจากปัญหาการเมือง หรือเศรษฐกิจสหรัฐ จะทำให้มีผลกระทบบ้าง นอกจากนี้คือปัจจัยด้านพลังงาน มีผลกระทบต่อต้นทุนในการประกอบการ ซึ่งโรงงานอาหารเราใช้พลังงานเป็นสำคัญ รวมทั้งด้านการขนส่งล้วนเป็นต้นทุน และเป็นปัจจัยที่มีผลต่อราคา หากต้นทุนพลังงานสูงก็จะทำให้เราไปแข่งขันในตลาดโลกยาก ขณะที่ปัจจัยด้านการเมือง หากเกิดขึ้นก็จะมีผลต่อค่าระวางเรือ ปัจจัยสุดท้ายคือ สภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เกิดปัญหาน้ำท่วมหนัก แล้ง ร้อนจัด หรือหนาวเกิน จะส่งผลต่อผลผลิตไม่ได้ตามฤดูกาล ก็จะส่งผลให้ไม่สามารถควบคุมต้นทุนได้

 

หนุนจัดงานเสริมภาพลักษณ์ไทย

 

                         นายวิศิษฐ์ยังเสนอแนวคิดการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ๆ สำหรับประเทศไทยว่า การจะใช้วิธีการขายตรงแบบเดิมๆ คงทำไม่ได้แล้ว อาจจะต้องใช้วิธีการสร้างมูลค่าให้มากขึ้น เช่น การนำเรื่องวัฒนธรรมเข้าไปช่วย อย่างประเทศเกาหลีที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในการนำวัฒนธรรมมาช่วยในด้านการตลาด แต่ของเรายังมีไม่มากนัก จึงอยากให้กระทรวงวัฒนธรรมเข้ามาช่วยเสริมด้านการตลาดในเชิงพาณิชย์ด้วย เป็นการเสริมภาพลักษณ์ให้แก่ประเทศ ส่วนผลพลอยได้ก็คือ จะทำให้คนนิยมในความเป็นไทยมากขึ้น จะสามารถส่งเสริมสินค้าไทยได้ดีขึ้น

                         "ในเรื่องนี้คนไม่ค่อยพูดถึงนัก เพราะคิดแต่ว่ากระทรวงวัฒนธรรมคือการดูฟ้อนรำ ดูโบราณสถาน นั่นถือเป็นงานประจำ แต่ปัจจุบันเราค้าขายลำบากแล้ว จึงต้องมีหลายๆ หน่วยงานราชการเข้ามาช่วย ซึ่งเราเห็นแนวทางเกาหลีประสบความสำเร็จมากแล้ว สำหรับเมืองไทยเพิ่งมีหนังเรื่อง "ลอสต์ อิน ไทยแลนด์" ที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนแห่กันมาเที่ยวไทย ซึ่งเขาบอกกันว่านักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทย ครึ่งปีนี้ เท่ากับจำนวนทั้งปีของปีที่แล้ว เพราะหนังเพียงเรื่องเดียว ฉะนั้นจากนี้ไปกระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวฯ อาจจะต้องมามีส่วนร่วมในการกระตุ้นภาคเศรษฐกิจ ส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เมื่อกระตุ้นจะเกิดผลได้ทันที เพราะเป็นการบริโภค จากนั้นก็จะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมกระเตื้องขึ้นตามมา"

                         โดยขณะนี้สถาบันอาหารเป็นแกนหลักในการเดินหน้าโครงการครัวไทยสู่โลก ซึ่งก็จะมีการออกไปโรดโชว์สินค้าอาหารอยู่บ่อยครั้ง แต่มีโครงการหนึ่งที่อยากเห็นรัฐบาลเข้าไปลงมือทำ และภาคเอกชนพร้อมที่จะสนับสนุน ซึ่งตนเสนอโครงการ "ไทยไฟท์ ไทยฟู้ด ไทยเฟสติวัล" คือการต่อสู้มวยไทย อาหารไทย และเทศกาลงานวัดในแบบไทยๆ จะเป็นการจัดเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ เป็นแพ็กเกจเดียวกันทั้งหมดออกไปโชว์ ไปจัดแสดงในใจกลางเมืองใหญ่ เช่น ลอนดอน แฟรงก์เฟิร์ต และลอสแองเจลิส เป็นต้น ซึ่งคิดว่าการที่เราจัดงานขนาดใหญ่อย่างนี้ให้เป็นเรื่องเป็นราว และร่วมมือกันหลายกระทรวง น่าจะเกิดประโยชน์ได้มากกว่า

                         สำหรับสภาอุตฯ เอง เราเป็นองค์กรไม่แสวงหาประโยชน์ เราจะช่วยได้ก็คือการนำผู้ประกอบการ แต่ภาครัฐน่าจะเข้ามาช่วยจัดหาบุคลากร ให้กระทรวงการต่างประเทศประสานงานหาพื้นที่ หากทุกคนเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ก็ต้องมาช่วยกัน

                         "ผมเตรียมจะเสนอในเรื่องนี้อยู่ และกลุ่มอาหารเรารับที่จะเป็นต้นเรื่องให้ได้ในการรวบรวมผู้ประกอบการ โดยไอเดียคือ จัดเวทีมวยไทยอยู่ตรงกลางงานเพื่อเป็นจุดดึงดูดแขกให้เข้ามาชม มีการแสดงวัฒนธรรมไทย ฟ้อนรำ และรอบๆ งานก็จะมีการแสดงสินค้าอาหารไทย มีผู้ประกอบการไปร่วมจัดงานแสดงที่มีความพร้อมสามารถส่งออกสินค้าได้ทันที อีกทั้งกระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงเกษตรฯ จะสามารถเสนอผลงาน รวมทั้งรายงานผลการรับรองสินค้าอาหารได้ โดยการจัดงานในลักษณะนี้ควรเน้นเวียนไปเป็นคาราวาน ไปตามเมืองใหญ่ๆ" นายวิศิษฐ์ทิ้งท้าย

 

 

----------------------

(เช็กชีพจร 'อุตฯอาหาร' ส่งออก ถึงเวลาปรับกลยุทธ์รับมือตลาดแข่งเดือด : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน)