
'ปู'สั่งเหล่าทัพเร่งแจงปชช.ปม'พระวิหาร'
'นายกฯ' ถกสภากลาโหม สั่ง 'เหล่าทัพ' เร่งแจง 'ทหาร-ปชช.' ปมคดีพระวิหาร หนุนพระราชพิธี 'สมเด็จพระสังฆราชฯ' เต็มขีดความสามารถ เปิดงานแสดงอาวุธ 4 พ.ย.นี้
25 ต.ค. 56 เมื่อเวลา 13.00 น. พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหมที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานในการประชุม โดยมีผบ.เหล่าทัพเข้าร่วมการประชุมว่า ในที่ประชุม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ชี้แจงรายละเอียดให้สมาชิกสภากลาโหมได้รับทราบถึงการประชุมการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์บริเวณพื้นที่ชายไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อให้ไปสร้างความเข้าใจกับกำลังพลและประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ โดยนำข้อเท็จจริงและให้ความรู้กับประชาชนโดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งการประชาสัมพันธ์ จะทำในทุกระบบและทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศได้จัดทำสารคดีเพื่อถ่ายทอดให้ประชาชนได้รับรู้ ส่วนหน่วยงานในพื้นที่ได้ประสานงานกันอย่างดีทั้งแม่ทัพภาคที่ 2 ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก มีกำหนดจะเดินทางไปพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 เพื่อกำชับพูดคุยร่วมกับผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่ ทั้งนี้ในพื้นที่ชายแดนได้มีการจัดเครื่องขยายเสียงจำนวน 30 เครื่อง เพื่อการประสานทำความเข้าใจกันในพื้นที่บริเวณรอบปราสาทพระวิหาร
"คิดว่าทุกคนจะเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งในภาพรวมรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาด้วยวิธีสันติโดยยึดประชาชนเป็นสำคัญ ทั้งนี้การปฏิบัติใดๆ ต้องยึดถือในกรอบของรัฐบาล ส่วนการแก้ไขปัญหาของกองทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคงจะยึดถือนโยบายหลักที่รัฐบาลมอบหมายโดยเฉพาะการพูดคุย การประนีประนอมในเชิงสันติวิถีซึ่งถือว่าเป็นจุดยืนในการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาการกระทบกระทั่งบ้างเล็กน้อยอาจนำไปสู่การขยายวงกว้าง ซึ่งเรามีบทเรียนมาแล้ว ทั้งนี้ในเบื้องต้นจะต้องทำความเข้าใจในภาพรวมโดยกระทรวงการต่างประเทศจะต้องชี้แจงกับประชาชนในพื้นที่ให้เข้าใจกับสถานการณ์"
พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังเป็นปกติ โดยเน้นดูแลทำความเข้าใจกับประชาชนและพยายามสร้างสัมพันธ์ระหว่างกันในทุกระดับหน่วยในพื้นที่ ดำรงการติดต่อสื่อสารระหว่างกันให้รวดเร็วและทันท่วงที ทั้งนี้เราได้มีการเพิ่มการติดต่อระยะใกล้ด้วยเครื่องขยายเสียงระหว่างกัน เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นได้ เขข่น กรณีเหตุอาวุธปืนลั่น หรือกำลังพลไม่รักษาวินัยดื่มสุราทะเลาะวิวาทกันเอง ซึ่งเรื่องเหล่านี้อาจนำไปสู่การปะทะสูญเสียโดยที่ไม่ควร โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อนนี้
สั่ง 'กองทัพ' หนุนพระราชพิธี 'สมเด็จพระสังฆราชฯ'
พ.อ.ธนาธิป กล่าวว่า ที่ประชุมสภากลาโหม มีการชี้แจงถึงกรณีที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก สิ้นพระชนม์ ว่า ตามที่สำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์แจ้งให้ทราบ เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 56 เวลา 19.30 น. ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย โดยในวันที่ 25 ต.ค. จะมีพิธีอันเชิญพระศพมาประดิษฐานที่ตำหนักเพชร ภายในวัดบวรนิเวศวิหาร และจะมีการพระราชทานน้ำหลวงพระศพ ทั้งนี้ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้ลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 3 วันตั้งแต่วันที่ 25-27 ต.ค.และให้ข้าราชการลูกจ้าง พนักงานของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ ไว้ทุกข์ถวายความอาลัยเป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่ 27 ต.ค.- 23 พ.ย. 56 สำหรับผู้ที่ต้องการไปร่วมพิธีถวายน้ำสรงพระศพต่อหน้าพระรูปสามารถเดินทางไปยังอาคารมนุษยนาควิทยาทาน ภายในวัดบวรนิเวศวิหาร ตั้งแต่เวลา13.00 น. เป็นต้นไป ทั้งนี้ รมว.กลาโหม ได้ขอให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพให้การสนับสนุน การจัดงานพระราชพิธีฯอย่างเต็มขีดความสามารถ ตามที่ได้รับการร้องขอจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
เปิดงานแสดงอาวุธ 4 พ.ย.นี้
พ.อ.ธนาธิป กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 4 - 7 พ.ย. 56 ที่ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี กระทรวงกลาโหมจะมีการจัดงาน 'ดีเฟนส์ แอนด์ ซีคิวลิตี้ 2013' การจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเทคโนโลยี ยุทโธปกรณ์ป้องกันประเทศและการรักษาความปลอดภัยในระดับนานาชาติ โดยในวันที่ 4 พ.ย.นี้ นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปเป็นประธานเปิดงาน สำหรับการจัดงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งพัฒนาและส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ระหว่างประเทศ รวมถึงการสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการรักษาความปลอดภัยในเอเชีย ทั้งนี้ในงานจะมีการแสดงผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและรักษาความปลอดภัย โดยมีผู้ประกอบการร่วมออกงานจำนวน 36 ประเทศ รวมทั้งสิ้น 195 บริษัท นอกจากนี้ยังมีการการจัดแดสงผลงานของกระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพ อีกทั้งภายในงานแต่ละวันจะมีการจัดสัมมนานานาชาติด้านความร่วมมืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศในภูมิภาคอาเซียนและการสัมมนานานาชาติ เรื่องสงครามไซเบอร์ ความท้าทายในอนาคตของอาเซียนอีกด้วย



