ข่าว

ไทยกับเพื่อนข้างบ้าน

ไทยกับเพื่อนข้างบ้าน

25 ต.ค. 2556

ไทยกับเพื่อนข้างบ้าน : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

              มีผู้ตั้งคำถามถึงทัศนคติที่เพื่อนบ้านมีต่อประเทศไทย หรือจริงๆ ก็คือมีต่อคนไทยว่า เหตุใดเขาจึงไม่ค่อยชอบเรานัก และมักมองว่า เราเอาเปรียบ ชอบยกตนข่มท่าน และดูหมิ่นดูแคลนคนอื่น ซึ่งอันที่จริงเรื่องเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่พูดกันมานานแล้ว แต่ได้ยินมากขึ้นก็เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่มีนโยบายในการ “เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า” กับเพื่อนบ้านในอินโดจีนและพม่า เพื่อยุติความขัดแย้งและความหวาดระแวงระหว่างไทยกับประเทศดังกล่าว ซึ่งตกค้างมาตั้งแต่สมัยสงครามเย็น

              ว่ากันว่านโยบายของน้าชาติทำให้นักธุรกิจไทยเดินทางเข้าประเทศโน้นออกประเทศนี้กันเป็นว่าเล่น และนักธุรกิจบางคนก็เป็นประเภท “จอมโปรเจกท์” หิ้วกระเป๋าเอกสาร เสนอโครงการหรูๆ ต่างๆ แต่เอาเข้าจริงๆ หลายคนเป็นแค่นักจับเสือมือเปล่า และในตอนนั้นบรรดาเพื่อนบ้านก็กำลัง “เห่อ” ไทย และตื่นเต้นกับตัวเลขความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของไทยที่กำลังบูมเต็มที่ จึงยินดีที่จะทำธุรกิจกับไทย แต่เมื่อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้านเรียบร้อยแล้ว นักธุรกิจไทยเหล่านั้นก็เอาสัญญาไปขายเอากำไร หรือกั๊กไว้เฉยๆ เพราะไม่มีเงินที่จะลงทุนจริงๆ ไม่ก็หากำไรจนเกินขอบเขต นักธุรกิจประเภทนี้แหละครับ ที่จุดไฟในใจของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งนอกจากเหมารวมว่าไทยเอาเปรียบ ขี้โกง เจ้าเล่ห์แล้ว ก็ยังลามไปถึงเชื้อไฟเก่าๆ ที่ตกค้างอยู่ลึกๆ เช่น การที่คนไทย(บางส่วน)ชอบล้อเลียนเพื่อนบ้านต่างๆ นานา หรือการว่าเพื่อนบ้านด้อยกว่า รู้ไม่ทันคนไทย...เรื่องแบบนี้จะว่าเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวก็คงไม่ใช่ เพราะจริงๆ แล้วก็เป็นน้ำผึ้งทั้งไหเลยล่ะครับ และเรื่องเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นปุ่มปมปัญหาที่อีนุงตุงนังเรื่อยมาจนทุกวันนี้

              หันกลับมามองทางไทยบ้าง เราคงต้องยอมรับความจริงว่า เราเองก็มีอคติกับประเทศเพื่อนบ้านรอบด้าน เรามักจะคิดว่า ไทยเรานั้นเก่งกว่า ดีกว่า ฉลาดกว่า เจริญกว่า และที่สำคัญคือ ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเช่นเพื่อนบ้าน ความภูมิใจแบบนี้เก็บไว้ในใจเงียบๆ พอครึ้มอกครึ้มใจเล่นก็ไม่กระไรนักหรอกครับ แต่ถ้าเผลอแสดงออกมาเมื่อไหร่รับรองได้ว่าเป็นเรื่องแน่ ซึ่งความคิดเช่นว่านี้มีรากฐานมาจากลัทธิชาตินิยมที่เหยียดคนอื่นเพื่อยกตัวเองให้สูงขึ้น และความคิดดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอดลงในตำราเรียน วรรณกรรม นิทานพื้นบ้านการแสดง และการละเล่นต่างๆ รวมทั้งวาทกรรม โดยผู้กระทำจะรู้หรือไม่รู้เท่าถึงการณ์ก็ตาม

              แต่ถ้าถามว่า แล้วเพื่อนบ้านเขายกย่องให้เกียรติเรา ไม่เคยพูดให้ร้ายเราเลยอย่างนั้นหรือ? คำตอบก็คือ เขาก็เป็นคล้ายๆ กับเราแหละครับ พม่าเป็นผู้ร้ายที่มาปล้นกรุงศรีอยุธยาอย่างไร ไทยก็เป็นผู้ร้ายที่ไปปล้นเมืองพระนครของเขมรอย่างนั้น นิทานของเขมรหรือลาวหลายเรื่องก็มีไทยเป็นตัวโกง จนกลายเป็นความฝังใจจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง

              มีผู้แนะนำว่า ไทยและเพื่อนบ้านควรต้องอยู่กับปัจจุบันและอนาคตมากกว่าอดีต เพราะอดีตเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้วไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ แต่ปัจจุบันและอนาคตเป็นสิ่งที่เราสามารถจะสร้างสรรค์ร่วมกันได้ แต่ข้อเท็จจริงประการหนึ่งก็คือ เรื่องราวในอดีตของเราและเพื่อนบ้านขาดสิ่งสำคัญประการหนึ่ง นั่นคือความเป็นจริง เพราะต่างคนต่างก็เขียนอดีตจากความคิด ความเข้าใจ และเข้าข้างตัวเอง เรายังไม่มีอดีตที่เชื่อถือได้ร่วมกัน ดังนั้น จึงเป็นการยากที่จะยอมรับในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ต่างคนต่างคิดต่างคนต่างเขียน ซึ่งต่างจากยุโรปที่เหตุการณ์เดียวกัน ไม่ว่าใครจะพูดก็จะถูกต้องตรงกัน ไม่แตกต่างจนกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

              ผมคิดว่า ถ้าเราต่างเปิดใจให้กว้าง ยอมรับฟังความคิดความเห็นและความรู้ของกันและกัน เราก็คงจะคบหากันได้สนิทใจกว่านี้ เพราะไม่มีชาติไหนที่เป็นพระเอกหรือตัวโกง ตัวตลก ในทุกๆ เรื่องหรอกครับ เราต่างก็รับบทเหล่านั้นในต่างกรรมต่างวาระด้วยกันทั้งนั้น