ข่าว

'ภูมิธรรม'ยันพท.ดัน'นิรโทษ'ตามกมธ.ข้างมาก

'ภูมิธรรม'ยันพท.ดัน'นิรโทษ'ตามกมธ.ข้างมาก

24 ต.ค. 2556

'ภูมิธรรม' ยันเดินหน้าร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตามกมธ.ข้างมาก ปัดต้องมีมติพรรค ยันข่มขื่นใจแต่ประเทศต้องเดินหน้า 'ภราดร'รับกังวลกับสถานการณ์หลังกมธ.แปรญัตติแล้ว

              24ต.ค.2556 นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯว่า การคาดหวังให้สังคมไทยเห็นไปในทิศทางเดียวกันคงเป็นเรื่องยาก ซึ่งหลังจากรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าประเทศไทยจะเดินหน้าไปได้ดีกว่านี้ หากคลี่คลายปัญหาทางการเมืองได้ ฉะนั้นจึงต้องหาทางออกร่วมกัน และพรรคเพื่อไทยอยากออกจากความขัดแย้งและอยากทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

              "แต่สิ่งที่สะเทือนใจเราก็คือ ชีวิตของพี่น้องประชาชนบางส่วนที่ยังติดค้างอยู่ในคดีต่างๆ เราก็พยายามหาทางออกโดยจะเอาเฉพาะส่วนก่อน ซึ่งเป็นเสื้อแดงเสื้อเหลืองให้ออกจากความขัดแย้ง แต่เมื่อดำเนินการแล้วมีอุปสรรคเรื่องข้อกฎหมายอยู่ แต่เราก็คิดว่าหากเดินหน้าตามร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการพรรคเพื่อไทย โดยไม่ฟังเสียงโต้แย้งของผู้นำพรรคประชาธิปัตย์หลายคนและตุลาการบางท่าน ที่ออกมาระบุว่า กฎหมายต้องเท่าเทียมกัน ก็จะทำให้เรื่องทั้งหมดต้องตกไป ประชาชนอาจจะไม่ได้ประโยชน์ เราจึงหาทางออกโดยใช้ช่วงเวลาเป็นหลัก" นายภูมิธรรม กล่าวและว่า

              ทั้งนี้แม้ว่าการนิรโทษกรรมครั้งนี้อาจจะมีผลไปคลี่คลายเรื่องราวของคนที่เป็นฆาตกรเราก็ไม่ได้สบายใจขมขื่นเหมือนกัน แต่คิดว่าการลงโทษติดตามจะดำเนินการให้สังคมรับรู้ในภายหลังยังมีวิธีการอีกหลายอย่าง แต่วันนี้เพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ ทำให้คนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบได้คลี่คลายอันนี้เป็นเรื่องใหญ่ เชื่อว่าวันนี้พรรคเดินมาถูกทางแล้วแต่สังคมก็จะเป็นผู้ตัดสิน พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าการดำเนินการอย่างนี้เป็นทางออก จึงเดินหน้าที่จะเช่นนี้ กรรมาธิการก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง ทั้งหมดก็เป็นเรื่องที่สภาต้องพิจารณา

              เมื่อถามว่า หากเดินหน้าในสภาไม่ได้ จำเป็นต้องออกเป็น พ.ร.ก.หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า อย่าเพิ่งไปคิดถึงตรงนั้น วันนี้เชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำถูก เป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อให้สังคมเดินหน้าได้

              ส่วนที่คนเสื้อแดงบางส่วนออกมาคัดค้านนั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรายินดีรับฟังความคิดเห็นของทุกคนมาพิจารณาอย่างจริงจัง วันนี้เสียงที่คัดค้านและสนับสนุนก็มีคละเคล้ากันไป กลุ่มญาติมีทั้งที่เห็นด้วยแม้จะข่มขื่นแต่ต้องการให้ประเทศเดินไปข้างหน้า กลุ่มที่ยังทำใจไม่ได้เพราะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็มี เป็นเรื่องที่หน้าเห็นใจ วันนี้เราต้องรับฟังให้เยอะๆ คิดให้มากๆ และพูดถึงเจตนารมของเราให้ชัดเจนแล้วก็เดินไป ยืนยันว่าเราชัดเจนมาตลอดว่าอยากจะคลี่คลายความขัดแย้งในบ้านเราให้เกิดขึ้น

              เมื่อถามว่า ส.ส. เสื้อแดงยืนยันที่จะไม่นิรโทษกรรมให้กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ หากยังเป็นเช่นนั้นจะไม่โหวดให้ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการแสดงความคิดเห็นทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง หลายคนพูดคุยกันแล้วเข้าใจก็มี หลายคนคุยกันแล้วยังไม่สบายใจก็มี

              เมื่อถามว่าพรรคจะออกเป็นมติพรรคหรือให้โหวดตามความคิด นายภูมิธรรม กล่าวว่า พรรคได้ผลักดันเรื่องนี้เข้าสู่สภาแล้ว และกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ดำเนินการอยู่ ยังเป็นเรื่องที่เราให้รัฐสภาดำเนินการต่อไป วันนี้พรรคเพื่อไทยคิดว่านี้คือทางออกของปัญหาก็เดินหน้าตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากดำเนินการ ส่วนระหว่างดำเนินการแล้วจะเป็นอย่างไรก็ให้ความเป็นจริงเกิดขึ้นชัดเจนอย่างไรก็ว่ากัน วันนี้คิดว่านี้คือหนทางของการแก้ปัญหาก็เดินหน้าเต็มที่
 

"ภราดร"รับกังวลถึงสถานการณ์หลังกมธ.แปรญัตติพ.ร.บ.นิรโทษกรรม

              เมื่อเวลา 13.00 น. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เป็นประธานการประชุมยุทธศาสตร์ข่าวกรองแห่งชาติ โดยมีพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขานายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยใช้เวลาหารือกว่า 2 ชั่วโมง

              พล.ท.ภราดร กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีการหารือ 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่เรื่องยุทธศาสตร์ข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ. 2557-พ.ศ. 2559 ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่สนับสนุนตามนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ คือ ให้มีการพัฒนาศักยภาพของสำนักข่าวกรอง และตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ คือ มิติใหม่ของสำนักข่าวกรองต้องตอบสนองขีดความสามารถของการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้สำนักข่าวกรองในอนาคตต้องตอบสนองในทุกมิติทั้งด้านความมั่นคง ความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ   เรื่องที่สองคือ ร่างยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อมแห่งชาติ ซึ่งเป็นร่างที่เกิดขึ้นใหม่ และร่างยุทธศาตร์ประเทศไทยต่อประเทศมหาอำนาจ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยมีทั้งหมด 3 มิติ ได้แก่ การสาธารณภัย การสู้รบสงคราม และการบริหารจัดการต่างๆ

              พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการพูดคุยถึงการดูแลสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง เพราะมีความสัมพันธ์ถึงยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมที่จะต้องให้กลไกทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องทำยุทธศาสตร์ตัวนี้ไว้ เพื่อรองรับเหตุการณ์ลักษณะนี้ในอนาคต ฉะนั้น การจัดระเบียบเหล่านี้จะต้องมีการเตรียมพร้อมให้กับทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ

              พล.ท.ภราดร กล่าวถึงการประเมินสถานการณ์หลังกรรมาธิการมีการแปรญัตติร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยมีหลายฝ่ายออกมาต่อต้าน ว่า ขณะนี้ฝ่ายความมั่นคงได้มีการประเมิน แต่แท้จริงแล้วในกระบวนการของร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเป็นกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เนื่องจากกระทบต่อความเรียบร้อยจึงมีการเฝ้าระมัดระวัง แต่ก็จะพยายามชี้แจงและเสนอแนะฝ่ายบริหารไปว่า เวลานี้เราต้องมีการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนว่าเป็นกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหาร แน่นอนจะมีความสัมพันธ์กับเกิดความไม่สงบเรียบร้อย ซึ่งตรงนี้กระบวนการยังไม่สิ้นสุด เพียงแต่เป็นการประเมินของบางฝ่ายว่าจะเป็นไปตามนั้น ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดขอให้เข้าใจว่ามีกระบวนการอยู่ จะต้องผ่านกรรมาธิการเข้าไปสู่การพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ของสภา ซึ่งยังไม่ทราบเหมือนกันว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร โดยในชั้นนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนให้เข้าใจกับกระบวนการผ่านช่องทางสื่อสารทั้งหมด

              “ภาระตรงนี้เป็นเรื่องของสภา แต่ว่าฝ่ายบริหารก็มีความกังวลใจอยู่ ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความสัมพันธ์กับส.ส.รัฐบาล และส.ส.ฝ่ายค้าน ฉะนั้นตรงนี้ต้องร่วมกันทำความเข้าใจทั้งฝ่ายสภาและฝ่ายบริหาร”พล.ท.ภราดร กล่าว

              ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการคาดการณ์หรือไม่ว่า หากร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสู่การพิจารณาในวาระ 2 และ 3 จะเกิดความวุ่นวายตามมา พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ถ้ามีมาตรการชี้แจงทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่องจะสามารถที่จะระงับยับยั้งได้ เพราะฝ่ายเห็นต่างจากรัฐบาลพยายามสื่อออกไปว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่จริงๆ แล้วกระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น ต้องใช้การชี้แจงเป็นหลัก  เมื่อถามว่า แสดงว่าขณะนี้ยังจุดม็อบไม่ติดใช่หรือไม่ พล.ท.ภราดร กล่าวว่า เท่าที่ติดตามตอนนี้ยัง เพราะต้องรอดูทางท่าทีกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะมีการประชุมในวันที่ 27 ต.ค.นี้ ซึ่งจะเริ่มปรากฎชัดเจนจากการประชุมของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลที่จะหยิบยก 2 เรื่องหลักๆ ขึ้นมาพิจารณาคือ ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม กับคดีปราสาทเข้าพระวิหาร และตรงนั้นจะมีการกำหนดท่าทีการชุมนุมที่ชัดเจน เมื่อถามว่า ในสุดสัปดาห์นี้จะมีผู้ชุมนุมหลายกลุ่มจะรวมตัวกันที่แยกอุรุพงษ์ หน่วยงานความมั่นคงมีการประเมินอย่างไร พล.ท.ภราดร กล่าวว่า สถานการณ์มีโอกาสที่จะยืดเยื้ออยู่แล้ว แต่จะหนักหน่วงหรือไม่จะต้องดูในวันที่ 27 ต.ค.ว่ามีมติออกมาอย่างไร

              ด้านพล.ต.ต.ธวัช กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการหารือยุทธศาสตร์การข่าวกรองแห่งชาติ โดยมีการประเมินตั้งแต่ภัยคุกคามความมั่นคงระดับโลก ระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงระดับประเทศเพื่อนบ้าน ภายในประเทศ และสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาชญกรรมข้ามชาติ ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และการปรองดองสมานฉัน ความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งการประชุมดังกล่าว ถือเป็นการประชุมตามวงรอบปกติประจำปี เพื่อกำหนดยุทธวิธีด้านการข่าว

              พล.ต.ต.ธวัช กล่าวว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)ติดตามสถานการณ์การชุมนุมที่แยกอุรุพงษ์อย่างใกล้ชิด ทั้งวันหยุดเสาร์- อาทิตย์ เพื่อประเมินแนวโน้มสถานการณ์และปริมาณผู้ชุมนุม แล้วนำมากำหนดแผนด้านความมั่นคง โดยขณะนี้สถานการณ์ยังไม่น่าเป็นห่วง อีกทั้งยังไม่มีความจำเป็นต้องขยาย พ.ร.บ.ความมั่นคงต่อจากวันที่ 30 พฤศจิกายน ถึงแม้จะมีการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่เนื่องจากการพิจารณากฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องของรัฐสภาไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ไม่ได้ประมาท และพร้อมปรับแผนและยืดหยุ่นตามสถานการณ์หากมีเหตุรุนแรง


สมช.ตั้งทีม”รองโฆษก”แจงเหตุป่วนมั่นคงรายวัน

              เมื่อเวลา 13.30 น. พล.ต.สุรชาติ จิตต์แจ้ง หัวหน้าส่วนประชาสัมพันธ์ และสารสนเทศ สำนักรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์และแถลงข่าว พร้อมด้วยผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยพ.อ.จรูญ อำภา ที่ปรึกษา สมช. กล่าวว่า จากกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตผู้อำนวยศูนย์ปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์(ผอ.ศปก.กปต. )ได้เซ็นคำสั่งเมื่อวันที่ 19 พ.ย.2555 ให้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการร่วมสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (ศอร.สมช.) ซึ่งเป็นศูนย์เฉพาะกิจภายใน สมช. เพื่อให้การทำงานมีการบูรณาการร่วมมือทั้งจากพลเรือน ตำรวจ ทหาร ซึ่งขณะนี้คณะทำงานดังกล่าวตั้งมาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว  พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช. ในฐานะ ผอ.ศอร.สมช.จึงได้แต่งตั้ง ตนและ พ.อ.ปริญญา ฉายดิลก เป็น รองโฆษก ศอร.สมช. เพื่อช่วยงานการชี้แจงทำความเข้าใจกับสื่อมวลชนถึงงานด้านความมั่นคงที่ สมช.เกี่ยวข้อง โดยทีมรองโฆษกจะมีการแถลงข่าวทุกวันที่มีเหตุการณ์ที่สำคัญเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เหตุการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การชุมนุมของกลุ่มต่างๆที่กระทบต่อความมั่นคง สถานการณ์ชายแดนเขาพระวิหาร โดยจะมีการชี้แจงที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล

              พ.อ.จรูญ กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ในภาคใต้ดีขึ้นตามลำดับ ส่วนความคืบหน้าการพูดคุยสันติภาพกับลุ่มบีอาร์เอ็น ครั้งที่ 4 นั้น ยังไม่ได้มีการกำหนดวันการพูดคุยสันติภาพที่ชัดเจน ซึ่งขณะนี้ข้อมูลจาก 4 ส่วนงานทั้งส่วนงานด้านพัฒนา ด้านความมั่นคง ด้านยุติธรรม และด้านสิทธิมนุษยชน มีความพร้อมที่จะนำข้อมูลเข้าสู่ที่ประชุม ศปก.กปต. ขณะนี้รอเพียงสัญญาณจาก พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศปก.กปต.นัดวันประชุม เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตกผลึกออกมาเป็นแนวทางปฎิบัติให้กับทีมคณะพูดคุยต่อไป

              ด้านพ.อ.ปริญญา ฉายดิลก รองโฆษก ศอร.สมช. กล่าวว่า การเริ่มใช้กลไกของ ศอร.สมช. ในการจัดทีมประชาสัมพันธ์ชี้แจงหลังจากที่มีคำสั่งออกมาแล้ว 1 ปี เพราะสถานการณ์ขณะนี้เปลี่ยนแปลงไป  จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อให้ทันท่วงทีต่อสถานการณ์ เพราะปัจจุบันข่าวสารเกิดขึ้นรวดเร็วมาก อีกทั้งที่ผ่านมา เลขาธิการ สมช. เป็นผู้ชี้แจงเพียงคนเดียว แต่ตอนนี้จะให้รองโฆษก ศอร.สมช.ทั้ง 2 คนช่วยชี้แจงขยายความในเรื่องภัยคุกคามที่เกี่ยวกับงานด้านความมั่นคง โดย นายธีรัชต์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรท.หญิง สุนิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะชี้แจงในส่วนของการเมือง โดยจะชี้แจงในประเด็นที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขาพระวิหาร ภาคใต้ ประเด็นที่พาดพิงส่งผลกระทบต่อความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกับรัฐบาล

              “ส่วนหนึ่ง คือเรื่องม็อบ หากมีอะไรพาดพิงเรื่องการเมือง ทางฝ่ายการเมืองจะชี้แจง หากเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคง เราจะชี้แจง แต่เรื่องการเมืองเกี่ยวโยงกับเรื่องความมั่นคงอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ว่าเราเอา สมช.ไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ประเด็นเกี่ยวเนื่อง ต้องมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประเมิน อย่างประเด็นการก่อเหตุในภาคใต้ อาจจะมีการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (วีทีซี) กับพ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าจากพื้นที่ ทั้งนี้ นายนิวัติธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี จะเรียกประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนจะทำงาน โดยเบื้องต้นจะทำเป็นตัววิ่งบนบอร์ดอิเล็กทรอนิคส์ภายในทำเนียบรัฐบาลโดยเร็วเมื่อเกิดเหตุการณ์ เพื่อให้การชี้แจงเป็นไปด้วยความรวดเร็วพอๆ กับการส่งไลน์ จากนั้นจะมีการแถลงชี้แจงเหตุการณ์ต่อสื่อมวลชนต่อไป”พ.อ.ปริญญา กล่าว

              พ.ต.อ.อนุชา รมยะนันทน์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) กล่าวถึงกรณีที่มีการกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ปฎิบัติงานเกินกว่าเหตุในการวิสามัญนายอับดุลรอฮิง ดาอีซอ หรือ เปเล่ดำ หัวหน้ากลุ่มอาร์เคเคว่า การดำเนินการดังกล่าวเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุ เพราะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 2 นาย และเป็นความสูญเสียที่สำคัญ ยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการปิดล้อมตรวจค้นตามสายข่าวที่ได้แจ้งมา ซึ่งพบว่า มีผู้ก่อความไม่สงบอยู่จริงจนเกิดการปะทะกันทำให้ผู้ก่อความไม่สงบและเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายเสียชีวิต อย่างไรก็ตามการดำเนินการดังกล่าวสามารถทำให้เจ้าหน้าที่สามารถออกมาหมายจับผู้ก่อความไม่สงบเพิ่มอีก3 คน นอกจากนี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการไปยังสถานีตำรวจภูธรในพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้จัดหน่วยจู่โจมขนาดเล็ก 3 ชุดปฏิบัติการต่อ 1 สถานีตำรวจ และให้ลดกำลังตำรวจธุรการ และงานประจำลง เพื่อให้มีความคล่องตัวในการปิดล้อมตรวจค้น

              พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวต่อว่า การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกครั้งจะถูกตรวจสอบทั้งในและนอกประเทศ ถึงแม้จะไม่มีเหตุการณ์นี้ เจ้าหน้าที่ก็ถูกกล่าวหาตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะผู้ก่อความไม่สงบมักจะแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่เพื่อไปก่อเหตุ ทั้งนี้ในพื้นที่เรายังมีการเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องนโยบายและแนวทางในการแก้ปัญหาของรัฐบาล โดยเคารพหลักสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในการบังคับใช้กฎหมายภายใต้ความเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ อีกทั้งยังมีการเสริมสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่และนอกพื้นที่ในเรื่องต่างๆที่ผู้ก่อเหตุนำมาเป็นเงื่อนไขในการก่อเหตุรุนแรง สร้างมวลชน ซึ่งที่ผ่านมาเรายอมรับความเห็นต่างในการเปิดพื้นที่เพื่อพูดคัยสันติภาพกับบุคคลที่เห็นต่างจากรัฐ


คปท.เดินสายไหว้ขอพรสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์

              เมื่อเวลา 11.45 น. กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดยนายอุทัย ยอดมณี นายนิติธร ล้ำเหลือ พร้อมมวลชน 100 คนเดินทางออกจากแยกอุรุพงษ์ เขตราชเทวี เพื่อไปสักการะพระแก้วมรกต ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว โดยใช้เส้นทางถนนหลานหลวง ถนนราชดำเนินกลาง สนามหลวง  นายอุทัย กล่าวภายหลังการเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ศาลหลักเมือง และศาลเจ้าพ่อเสือ ว่า การมาในวันนี้เป็นการเรียกขวัญและกำลังใจให้กับผู้ชุมนุม ในการโค่นระบอบทักษิณให้หมดไป เพื่อประชาชนจะได้อยู่อย่างสงบ ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย โดยขอเชิญชวนประชาชน นักศึกษาที่ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ออกมาร่วมชุมนุมกับกลุ่ม คปท. ซึ่งขณะนี้ได้มีการตอบรับจากเครือข่ายนักศึกษาจากหลายๆสถาบัน ซึ่งคาดว่าในวันเสาร์ และวันอาทิตย์นี้ จะมีมวลชนมาร่วมเป็นจำนวนมาก 

              นายอุทัย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลระบุว่า หากไม่แก้ไข พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้กับผู้กระทำผิดทุกฝ่ายรวมถึงแกนนำ จะทำให้ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 เรื่องความเสมอภาค ว่า ตนเห็นว่าเป็นการตลบแตลงไปเรื่อยของรัฐบาล ซึ่งคปท. ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว เพราะการโกงกิน การทุจริตคอรัปชั่น และรู้ว่ามีการกระทำผิดนั้น ไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปอุ้มชูผู้กระทำผิดอยู่แล้ว

              ด้านนายนิติธร กล่าวว่า การอ้างเรื่องความเสมอภาคในการแก้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม รัฐบาลต้องตอบคำถามให้ได้ว่าผู้ที่สูญเสีย ทั้งเสียชีวิตและทรัพย์สิน ได้รับความเสมอภาคตรงไหน หลักการออกกฏหมายผิดทั้งหมด ถ้ามีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน วันนี้จะไม่เกิดการต่อต้าน ไม่เกิดความขัดแย้ง ซึ่งต้องกลับไปทบทวน โดยในขณะนี้ยังไม่ทราบว่าการกระทำจุดสุดท้ายคืออะไร หมายความว่าการกระทำของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รวมถึงคณะรัฐมนตรี ที่กำลังถูกตรวจสอบอยู่ ก็จะได้รับการนิรโทษกรรมไปด้วย

              ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเดินขบวนว่า ขบวนมวลชนเริ่มตั้งขบวนในเวลา 11.35 น. ที่แยกอุรุพงษ์ ฝั่งถนนพระราม 6 เพื่อเดินทางไปสักการะพระแก้วมรกต ที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามฯ ยอดในขบวนประมาณ 100 คน เหลือเฝ้าเวที ประมาณ 50 คน ต่อมาเวลา 11.45 น. เริ่มเคลื่อนขบวนไปวัดพระศรีรัตนศาสดารามฯ 12.55 น. กลุ่ม คปท. ยอดประมาณ 150 คน เดินทางถึง บริเวณประตูมณีนพรัตน์ พระบรมมหาราชวัง 13.05 น.จัดตัวแทนจำนวน 20 คน นำโดยนายอุทัย และ นายนิติธร เข้าสักการะพระแก้วมรกต ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง จากนั้นเวลา 13.15 น. กลุ่มผู้ชุมนุมที่เหลือ เดินทางไปยังศาลหลักเมือง ข้างกระทรวงกลาโหม 13.25 น. กลุ่ม คปท. เคลื่อนขบวนไปยัง ศาลเจ้าพ่อเสือ 13.50 น. กลุ่ม คปท. เคลื่อนขบวนถึง หน้าศาลเจ้าพ่อเสือ ถนนตะนาว 14.15 น.หน้าศาลเจ้าพ่อเสือ ถนนตะนาว กลุ่ม คปท. ยุติกิจกรรม และเคลื่อนขบวนกลับชุมนุมที่แยกอุรุพงษ์


กรมคุ้มครองสิทธิฯเกาะติดผลกระทบพ.ร.บ.นิรโทษกรรม

              นายไพฑูรย์  สว่างกมล  รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ  กล่าวถึงกรณีที่รัฐสภาอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองว่า  ในส่วนของกรมคุ้มครองสิทธิฯอาจมีประเด็นที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมหากมีการนิรโทษกรรมให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายพ้นจากการกระทำผิดจริง เนื่องจากก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติให้ผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากเหตุชุมนุมทางการเมืองระหว่างปี 2548-2553 ได้รับค่าเยียวยาด้านการเงินตามหลักสิทธิมนุษยธรรม ซึ่งกรมคุ้มครองสิทธิฯในฐานะคณะทำงานพิจารณาจ่ายเงินให้กับผู้ได้รับผลกระทบไปแล้วบางส่วน

              โดยหลักเกณฑ์คือการเยียวยากลุ่มที่อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีหรือศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องแต่ต้องถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี  ซึ่งเกรงกันว่าหากมีการนิรโทษกรรมให้ผู้กระทำผิดทั้งหมดแล้ว กลุ่มที่ถูกนิรโทษกรรมจะถือว่าเข้าข่ายได้รับสิทธิเยียวยาด้านการเงินด้วยหรือไม่  ทั้งนี้ เบื้องต้นเท่าที่พิจารณาการได้รับนิรโทษกรรมไม่เข้าข่ายตามหลักเกณฑ์ เพราะประเด็นหลักในการเยียวยาด้านการเงินคือต้องเป็นกลุ่มที่ถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาแต่อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องหรือศาลมีคำพิพากษายกฟ้องเท่านั้น การนิรโทษกรรมยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเป็นการนิรโทษกรรมให้พ้นผิดแล้วปล่อยตัวโดยปริยาย  ไม่ได้เกิดจากการกรณีที่อัยการถอนฟ้อง หรือศาลมีคำสั่งยกฟ้องซึ่งจะไม่เข้าหลักเกณฑ์ต้องจ่ายเงิน  อย่างไรก็ตาม  กรณีดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหม่เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยมีการจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ถูกดำเนินคดี  กรมคุ้มครองสิทธิฯจะติดตามรายละเอียดข้อกฎหมายและศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายนิรโทษกรรมอย่างใกล้ชิด

              สำหรับที่ผ่านมาครม.ให้งบประมาณในการใช้จ่ายเป็นค่าเยียวยาด้านการเงินรวมกว่า 290 ล้านบาท  ล่าสุดคณะทำงานพิจารณาจ่ายเงินให้กับผู้ได้รับผลกระทบไปแล้ว  7 ครั้ง จำนวน 179 ราย จากจำนวนทั้งหมด 371 ราย  รวมเงินที่ใช้จ่ายกว่า 55 ล้านบาท