ข่าว

'ปชป.'โต้'แม้ว'ศัตรูคือยาชูกำลัง!

'ปชป.'โต้'แม้ว'ศัตรูคือยาชูกำลัง!

24 ต.ค. 2556

'อลงกรณ์' ทวิตโต้ 'ทักษิณ' ปมปฏิรูป 'ปชป.' ชี้ วิเคราะห์ถูก-ประเมินผิด เตือนอย่าประมาทคู่แข่ง ระบุ พรรคกำลังก้าวสู่ 2.0 แต่ 'พท.' กำลังถดถอย

 

                          24 ต.ค. 56  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ทวิตเตอร์ @alongkornpb ตอบโต้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า  " เท่าที่ผมอ่านการสัมภาษณ์คุณทักษิณ โดย บก.ลายจุด เกี่ยวกับการปฏิรูปพรรคปชป. พอสรุปสั้นได้ว่า คุณทักษิณ วิเคราะห์ถูก แต่ประเมินผิด วิเคราะห์ถูก ว่าการปฏิรูประบบบริหารจัดการไม่พอ ต้องปฏิรูปความคิด และวัฒนธรรมองค์กร รวมทั้งจุดยืนต้องยึดมั่นประชาธิปไตย และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ประเมินผิด ว่าการปฏิรูปพรรคปชป. จะไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งผมก็อยากให้คุณทักษิณ เชื่อเช่นนี้ตลอดไป เพราะการประเมินคู่แข่งต่ำ คือความประมาท ผมไม่เคยประเมินคู่แข่ง คือพรรคเพื่อไทย (พท.) ต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะปชป.แพ้คุณทักษิณ ในการเลือกตั้งทั่วไป 4 ครั้งติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 2544 แนวทางการปฏิรูปปชป. จึงเป็นการปฏิรูปแบบองค์รวม 3 ด้าน ครบวงจร คือ ปฏิรูปโครงสร้าง , ปฏิรูประบบบริหารจัดการ และปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กร และบุคลากร จุดยืนของการปฏิรูปปชป. คือ ยึดมั่นประชาธิปไตย และประโยชน์ส่วนรวม ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ และต่อต้านคอร์รัปชั่น โดยมียุทธศาสตร์ คือ ชนะใจประชาชน

                          แม้การปฏิรูปจะยากในช่วงแรก ซึ่งเป็นธรรมดาของการปรับปรุงองค์กรขนาดใหญ่ที่มีอายุยาวนาน 68 ปี แต่วันนี้การปฏิรูปคืบหน้ามาก และจะเสร็จภายในปีนี้ แนวคิดการปฏิรูปปชป. ตั้งบนพื้นฐานการมองปัญหาเชิงโครงสร้าง และระบบต่างกับคุณทักษิณที่ยังมองไปที่ 'คน' ซึ่งเป็นมุมมองบริหารแบบเก่ายุค 1.0 ทักษิณ โครงสร้างและการบริหารจัดการที่ทันสมัยมีประสิทธิภาพปรับวิธีคิดเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรเป็นสถาบันการเมือง จะทำให้เรามีโอกาสชนะ พท. มากขึ้น ขณะที่ ปชป. ไต่บันไดสูงขึ้นทั้งการปฏิรูปพรรคและเดินหน้าวาระประชาชน 2.0 แต่รัฐบาล พท. กำลังถอยลง เพราะบริหารล้มเหลว , ทุจริต และติดกับปัญหาทักษิณ อย่างไรก็ตามคำสัมภาษณ์ของคุณทักษิณ ถือเป็นความท้าทายสำหรับการปฏิรูปพรรคปชป. ว่าต้องทำให้ได้ ผมขอใช้ภาษิตไทยที่ว่า 'ศัตรูคือยาชูกำลัง' "

 

 

แจงการปฏิรูป 'ปชป.' 13 ข้อ คาดปลายปีเลือก กก.บห.ชุดใหม่

 

                          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอลงกรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “อลงกรณ์ พลบุตร” ว่า โครงสร้างพรรคประชาธิปัตย์ และการบริหารจัดการใหม่หลังการปฏิรูปพรรค คือ 1. ตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์จะได้รับร่างข้อบังคับใหม่เพื่อศึกษา ก่อนประชุมร่วมกับคณะกรรมการบริหารพรรค ในวันที่ 29 พ.ย.หลังจากนั้นจะมีการประชุมใหญ่ปลาย ธ.ค. เพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ 2. โครงสร้างใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วยคณะกรรมการกลางพรรค , คณะกรรมการบริหารพรรค , คณะกรรมการปฏิบัติการพื้นที่ , สมัชชาประชาชน , คณะกรรมการนโยบาย และคณะกรรมการส่งเสริมประชาธิปไตย 3. สำนักงานใหญ่ของพรรคประกอบด้วย สำนักอำนวยการ , สำนักนโยบาย , สำนักยุทธศาสตร์และการสื่อสาร , สำนักระดมทุน , สำนักพัฒนาการมีส่วนร่วม , สำนักกิจการเยาวชน และสำนักหัวหน้าพรรค 4. แต่ละสำนักงานจะมี ผอ.เป็นนักบริหารมืออาชีพภายใต้การบริหารของ ผอ.พรรคในกำกับของเลขาธิการ ส่วนสำนักนโยบาย และสำนักยุทธศาสตร์ฯขึ้นตรงกับหัวหน้าพรรค 5. หัวหน้าพรรค และรองหัวหน้าพรรคทั้งรองภารกิจและรองหัวหน้าภาค มีสำนักอำนวยการหัวหน้าพรรคเป็นหน่วยสนับสนุนการทำงาน และมีหน่วยงานดูแลการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

                          นายอลงกรณ์ โพสต์อีกว่า 6. การปฏิรูปโครงสร้างและระบบบริหารจัดการของพรรคครั้งนี้ เหมือนการรีเอ็นจิเนียริ่งก์เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น 7. โครงสร้างและระบบใหม่ทำให้มีสาขาพรรค และคณะกรรมการโซนครอบคลุม 375 เขตเลือกตั้ง ทำงานร่วมกับ ส.ส.และผู้สมัครของพรรคโดยมีนโยบายใหม่ๆ นำเสนอพรรค 8. การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเห็นมิติใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ และนโยบายดีมีคุณภาพสำหรับประเทศและประชาชนพร้อมการบริหารแบบมืออาชีพทันสมัยฉับไวยึดมั่นประชาธิปไตย 9. ในการเลือกตั้งครั้งหน้าถ้าเราเพิ่มได้อีก 60 ที่นั่ง ประชาธิปัตย์จะเป็นพรรคใหญ่สุด โดย 15 ที่นั่งมาจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ 45 ที่นั่งมาจาก ส.ส.เขต 10.เป็นเวลา 6 เดือนนับแต่การจุดประกายปฏิรูปพรรคผ่านการโต้แย้งถกเถียงจนถึงวันนี้ วันที่หัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคเห็นชอบเดินหน้าปฏิรูปพรรคอย่างจริงจัง 11. แนวทางการทำงานทางการเมืองรวมทั้งการกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีใหม่จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ที่จะมาจากการเลือกตั้งปลายปีนี้ 12. ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 2 เดือนนับจากนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ถือเป็นห้วงเวลาที่ท้าทายของพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดของประเทศ ในการก้าวข้ามอดีตสู่อนาคตใหม่ และ 13. จุดเปลี่ยนของพรรค จะก่อให้เกิดจุดเปลี่ยนของการเมืองไทยและสร้างจุดเปลี่ยนสำหรับประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ