
'แนวรบน้ำด้านตะวันออก'ในวันเหตุการณ์ไม่ปกติ
'แนวรบน้ำด้านตะวันออก' ในวันเหตุการณ์ไม่ปกติ : รายงาน
ไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมาย คล้ายจะเป็นสัจธรรมยามเมื่อน้ำป่าบ่าท่วมเมือง สิ่งที่จะตามมาก็คือ แผนบริหารจัดการน้ำภายใต้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นฝาย เขื่อน หรือแม้กระทั่งทางผันน้ำหรือฟลัดเวย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกหลายจังหวัดที่ถูกน้ำท่วมอย่างชนิดเหนือความคาดหมายทั้งโดยคนทั่วไป และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)
"โครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ และจะมีผลมาถึงประชาชนบางส่วนที่จะต้องได้รับกระทบ ในแง่ของการเวนคืนพื้นที่เพื่อจัดทำโครงการ ดังนั้น การรับฟังความเห็น และตระหนักถึงสิทธิของชุมชน จึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ" วิชิต ชาตไพสิฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง แสดงความเห็น แต่ก็ยอมรับว่า เป็นความจำเป็นของรัฐบาลที่ต้องหันกลับมาทบทวนแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยอาจจะควบรวมเข้ากับโครงการใหญ่ทั้งหมดภายใต้วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท
แต่ก็ใช่เรื่องง่ายถ้าหากจะคลอดโครงการขึ้นมาใหม่ ในมุมมองของหนึ่งในคณะกรรมการ กบอ.
“วันนี้โครงการ 3.5 แสนล้านไม่สามารถปรับหรือเพิ่มอะไรได้อีก เนื่องจากมีทีโออาร์กำหนดไว้แล้ว โครงการที่จะทำเพิ่มต้องหางบในส่วนอื่น จัดลำดับความสำคัญใหม่ โดยจังหวัดในภาคตะวันออก สามารถเสนอของบประมาณเพื่อลงทุนผ่าน กบอ. เพื่อแก้ปัญหาได้” นายอภิชาติ อนุกูลอำไพ ประธานอนุกรรมการวิชาการและวิเคราะห์โครงการ กบอ.ยืนยัน
“วันนี้เรายังไม่พูดถึงตัวเงิน ต้องดูความจำเป็นก่อน ไม่ใช่ตั้งวงเงินและเอาโครงการมาใส่ ต้องพิจารณาตามความพร้อมในแต่ละพื้นที่ซึ่งนอกเหนือจากการลงทุน 3.5 แสนล้านบาท” อภิชาติบอกว่า รัฐบาลเปิดโอกาสให้จังหวัดที่ประสบภัยของบประมาณเพื่อปัญหาผ่านเข้ามาทาง กบอ. เพื่อเสนอรัฐบาลจัดสรรงบกลางให้ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในระดับหมื่นล้านบาทเลยทีเดียว ซึ่ง กบอ.ก็ต้องพิจารณาจัดลำดับความสำคัญตั้งแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปถึงโครงการใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันน้ำท่วม เช่น ประตูระบายน้ำ ฯลฯ
ในทางตรงกันข้าม สำหรับความเห็นของปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกบอ.ได้เปิดประเด็นแผนงานป้องกันน้ำท่วมภาคตะวันออกทั้งระบบเอาไว้เมื่อครั้งลงพื้นที่ชลบุรีเมื่อวันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา ว่าจะดึงงบประมาณจากโครงการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท บางส่วนมาสนับสนุนแผนการลงทุนเพื่อจัดการน้ำภาคตะวันออก จากเดิมที่ให้น้ำหนักไปที่ภาคเหนือที่เป็นต้นน้ำ และภาคกลางที่เป็นกลางน้ำ จากการจัดทำทางผันน้ำ หรือฟลัดเวย์
ปลอดประสพคาดหมายว่า งบประมาณที่จะนำมาใช้กับพื้นที่ภาคตะวันออกจะอยู่ที่ 10,000-50,000 ล้านบาท จากเดิมที่ตั้งงบประมาณไว้เพียง 3,800 ล้านบาท เท่านั้น โดยโครงการลงทุนจะครอบคลุมการสร้างอ่างเก็บน้ำ การขุดลอกแม่น้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่ชลบุรี นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว ได้อย่างยั่งยืน
และนี่จึงเป็นที่มาของเขื่อนและฟลัดเวย์ภาคตะวันออก ที่กำลังจะกลายเป็นเรื่องร้อนๆ ของ กบอ.อีกประเด็นหนึ่ง เมื่อโครงการใหญ่เช่นว่าโดยเฉพาะแผนบริหารจัดการน้ำนพื้นที่ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และชลบุรี จะมีผลกระทบต่ออุทยานแห่งชาติทับลาน-ปางสีดาซึ่งเป็นพื้นที่มรดกโลก
กล่าวสำหรับปราจีนบุรี สำนักชลประทานที่ 9 มีแผนที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำใสน้อยและอ่างเก็บน้ำใสใหญ่เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมกบินทร์บุรี ศรีมหาโพธิ์ และอ.เมืองในวงเงินงบประมาณ 6,000 ล้านบาท ส่วนแผนรองรับชลบุรีและฉะเชิงเทราเน้นขุดลอกฟื้นฟูและขยายแม่น้ำบางปะกงวงเงิน 2,000 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่นอกแผน 3.5 แสนล้านบาท
แต่กระนั้น ในความเห็นของคนในพื้นที่ เขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้านของการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะสำหรับพื้นที่ อ.พานทองและพนัสนิคม จ.ชลบุรี
สุพจน์ งานสง่า นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโคกขี้หนอน อ.พานทอง เห็นว่า จากการที่ได้ติดตามโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ อ.พานทอง ตั้งแต่สร้างอ่างเก็บน้ำแควระบมที่ อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา เสร็จในปี 2548 ปรากฏว่า นับจากนั้นอ่างเก็บน้ำได้ปล่อยน้ำมาตามคลองชลประทาน และแนวคลองชลประทานที่มาสิ้นสุดในพื้นที่ อ.พานทอง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมทุกปี เพราะ อ.พานทองเปรียบเสมือนแอ่งกระทะ น้ำอีกเส้นทางหนึ่งคือ อ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทร ซึ่งกำลังก่อสร้างได้ผันน้ำลงมาในพื้นที่ อ.พานทอง อีกเช่นกัน ทำให้ปีนี้เกิดน้ำท่วมถึง 2 ครั้ง ระดับน้ำสูงประมาณ 1.5 เมตร สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนทั้งตำบล
สำหรับแนวทางในการผันน้ำลงสู่ทะเลทั้งจาก อ.พนัสนิคม และ อ.พานทอง เจ้าของพื้นที่บอกว่า มีเพียงเส้นทางเดียวคือ คลองพานทองขยาย ซึ่งเส้นทางน้ำจะผ่าน ต.เกาะลอย ก่อนที่จะสู่แม่น้ำบางปะกงมีระยะทางยาวมากถึง 27 กิโลเมตร ต่อมาคลองพานทองถูกขยายออกเป็น 60 เมตร ทำให้น้ำไหลเร็วขึ้น ระยะทางสั้นลงเหลือ 9 กิโลเมตร แต่การผันน้ำก็ยังไม่สามารถรับมือกับสภาพน้ำล้นทุ่งได้เพราะพื้นที่ อ.พานทอง มีเนื้อที่กว่า 120,000 ไร่ เปรียบเสมือนทุ่งรับน้ำ ส่งผลให้น้ำท่วมขังประมาณ 1-2 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย
"หากรัฐบาลจะผันงบประมาณมาช่วยพื้นที่ตะวันออก เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นรูปธรรม ในส่วนชลบุรี เห็นว่าควรจะมีการก่อสร้างคลองพานทองขยาย 2 ซึ่งเป็นคลองเก่า เพื่อผันน้ำลงแม่น้ำบางปะกงระยะทาง 3.7 กิโลเมตรเท่านั้น พื้นที่บริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยรวม 13 หลังคาเรือน ซึ่งจะใช้งบประมาณเวนคืนน้อยมาก จึงอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการโดยเร็ว พร้อมกับพัฒนาคูคลองและตัดให้ตรงมากขึ้น"
ขณะที่ สุนทร ธัญญวัฒนกุล ประธานหอการค้าจังหวัดชลบุรี เห็นว่า ปัญหาน้ำท่วม อ.พนัสนิคม และ อ.พานทอง เป็นเพราะการถมคูคลองสร้างโรงงาน หมู่บ้าน ทำให้น้ำเปลี่ยนทิศทางไหลช้าลง พื้นที่รับน้ำก็ลดลงเช่นกัน เขาแนะนำว่า รัฐบาลควรขยายคูคลอง วางท่อใหม่ตามถนนสายต่างๆ เช่น 1.ชลบุรี-พนัสนิคม 2.ชลบุรี-พานทอง-บ้านเก่า และพนัสนิคม-ฉะเชิงเทรา พร้อมขยายท่อระบายน้ำริมทางรถไฟและมอเตอร์เวย์ที่กลายเป็นเขื่อนกักเก็บน้ำไปแล้ว
ที่สำคัญ สุนทรมองว่า ปัญหาน้ำท่วมเกิดจากการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด เพราะได้กักเก็บน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำถึง 50-60% ทั้งที่ควรพร่องให้เหลือสัก 30% ก่อนถึงหน้าฝน
อย่ามองแยกส่วน-ต้องทบทวนใหม่
รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ จากภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมในภาคตะวันออกน่าจะมีหลายวิธี แต่ต้องกลับมาดูใหม่ทั้งลุ่มน้ำ จากเดิมพื้นที่ภาคตะวันออกมีความขาดแคลน แต่ในปีนี้กลับมีฝนตกมาก ทำให้ปริมาณน้ำกระจุกตัว จำเป็นต้องวางแผนการระบายน้ำ และใช้หลายวิธีร่วมกัน
"รัฐบาลไม่ควรมองแยกส่วน เพราะการสร้างทางระบายน้ำอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ต้องวางแผนทั้งหมด ตั้งแต่ตัวอ่างเก็บน้ำ พื้นที่กักน้ำ ทางระบายน้ำ" รศ.ดร.สุจริต กล่าวและว่า ภาคตะวันออกเคยมีพื้นที่สร้างอ่างเก็บน้ำ 2-3 แห่ง แต่ปัจจุบันมีคนเข้าไปจับจองพื้นที่อยู่อาศัย ทำให้โอกาสในการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกทำได้ยากขึ้น
สิ่งที่ทำได้จากนี้คือสร้างอ่างที่มีขนาดเล็กลงให้มีการกระจาย และหาพื้นที่ที่ยอมให้ท่วมได้โดยกำหนดเป็นเขต หรือพื้นที่แก้มลิงตะวันออก กำหนดเขตการใช้ที่ดินให้เหมาะสม ทำให้น้ำท่วมในพื้นที่ที่กำหนด ส่วนเรื่องระบายน้ำเป็นเรื่องที่ตามมา
ในกรณีที่มีชุมชนขวางทางน้ำ เป็นเรื่องที่ต้องจัดการใหม่ ซึ่งการที่กรมชลประทานเสนอให้ทำทางระบายน้ำใหม่ หรือบายพาส ก็เพื่อที่จะหลบชุมชนที่อยู่ในบริเวณนั้น
นักวิชาการด้านน้ำบอกว่า ในแผน 3.5 แสนล้านบาท มีการก่อสร้างเขื่อนขนาดเล็ก ซึ่งในความเป็นจริงไม่น่าจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมในภาคตะวันออกได้มากนัก ซึ่งเป้าหมายของแผนดังกล่าวคือแก้ปัญหาในภาพรวม
ปัญหาของแผน 3.5 แสนล้านบาท คือการรวมแผนที่มีอยู่เข้าไว้ด้วยกัน พอเกิดปัญหาในพื้นที่ใหม่ก็มีการวางแผนทำทางเพื่อระบายน้ำออก แต่จะเข้าไปอยู่ในงบเดิมหรือกู้เงินก้อนใหม่ รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญในการทำโครงการ
"ผมเชื่อว่ากระบวนการนี้ทำได้ยากเนื่องจากมีการประมูลโครงการแล้ว แม้จะยังไม่ได้เซ็นสัญญา แต่ผู้รับเหมาได้ถูกล็อกงานไว้พอสมควร โดยพร้อมดำเนินการทันทีหลังประชาพิจารณ์ผ่าน สิ่งที่รัฐบาลจะทำได้คือการกู้เพิ่ม" รศ.ดร.สุจริตกล่าวและทิ้งท้ายว่า สถานการณ์น้ำในภาคตะวันออกวันนี้เป็นอีกมิติหนึ่งที่ต้องกลับมาทบทวนและวางแผนใหม่ จากแผนเดิมมีเขื่อนขนาดเล็กที่ล้อมกบินทร์บุรี กับปราจีนบุรีเท่านั้น
............................
(หมายเหตุ : 'แนวรบน้ำด้านตะวันออก' ในวันเหตุการณ์ไม่ปกติ : รายงาน)



