ข่าว

ครม.มีมติอนุมัติทำความตกลงยกเว้นวีซ่าพม่า

ครม.มีมติอนุมัติทำความตกลงยกเว้นวีซ่าพม่า

22 ต.ค. 2556

ครม.มีมติอนุมัติทำความตกลงยกเว้นวีซ่าพม่า เห็นชอบขยายเวลาปรับลดภาษีน้ำมันดีเซล ตั้งแต่ 1-30 พ.ย.นี้ อนุมัติลดหย่อนภาษีคนบริจาคเงิน-สิ่งของช่วยเหยื่อไฟใต้

              22ต.ค.2556 นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ​ครม.มีมติอนุมัติการจัดทำและเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาระหว่างไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ 2. อนุมัติให้ รมว.ต่างประเทศ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายลงนามในความตกลงดังกล่าว และ 3.หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างความตกลงฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์และนโยบายของไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศสามารถดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอ ครม.อีกครั้ง
​​
              โดยมีสาระสำคัญของร่างความตกลงฯดังนี้ 1.อนุญาตให้ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของแต่ละฝ่ายสามารถเดินทางเข้าประเทศและพำนักในประเทศผู้รับได้เป็นเวลาไม่เกิน 14 วัน โดยยกเว้นการขอรับการตรวจลงตราล่วงหน้า 2.อนุญาตให้เดินทางเข้า-ออกผ่านท่าอากาศยานของไทยจำนวน 23 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ เชียงราย หาดใหญ่ ภูเก็ต น่าน พิษณุโลก แม่สอด แม่ฮ่องสอน ขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี อุบลราชธานี กระบี่ ตรัง นราธิวาส ระนอง สุราษฎร์ธานี หัวหิน สมุย สุโขทัย และอู่ตะเภา ตามเกณฑ์ “ช่องทางอากาศของด่านตรวจคนเข้าเมือง” ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องกำหนดที่ตั้งด่านตรวจคนเข้าเมืองและช่องทางให้บุคคลเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรและกำหนดให้บุคคลหรือพาหนะที่จะเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรผ่านการตรวจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง พ.ศ. 2549 และฉบับที่กำลังเสนอแก้ไขเพิ่มเติม
​
              3.การปฏิเสธการเข้าเมือง การลดระยะเวลา และการบอกเลิก การอนุญาตพำนัก สามารถทำได้โดยไม่ต้องแจ้งเหตุผล 4.การระงับใช้ความตกลงฯ เป็นการชั่วคราวสามารถทำได้ เพื่อเหตุผลด้านความมั่นคงและด้านสาธารณสุข โดยต้องแจ้งอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรผ่านช่องทางการทูตอย่างน้อย 15 วัน 5. ไม่มีกำหนดอายุความตกลงฯ โดยจะมีผลบังคับใช้จนกว่าฝ่ายหนึ่งจะแจ้งยกเลิกความตกลงฯ เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งการยกเลิกจะมีผลหลังจากที่ได้มีหนังสือแจ้งผ่านช่องทางการทูตแล้วเป็นเวลา 60 วัน
​
              ทั้งนี้ ร่างความตกลงฯ เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของ ครม.ก่อนการลงนามให้มีผลผูกพัน แต่ไม่เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตามมาตรา 190 วรรคสอง เนื่องจากไม่เป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือกฎหมายระหว่างประเทศ หรือมีผลกระทบต่อความมั่งคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ


เห็นชอบขยายเวลาปรับลดภาษีน้ำมันดีเซลตั้งแต่1-30 พ.ย.นี้


              นายธีรัตถ์  แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ โดยมีสาระสำคัญของร่างประกาศ​กำหนดให้ขยายเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่มีปริมาณกำมะถันไม่เกินร้อยละ 0.005 โดยน้ำหนัก ในอัตราภาษี 0.005 บาท/ลิตร และน้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 ในอัตราภาษี 0.005 บาท/ลิตร ออกไปอีก 1 เดือน คือตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556

 

อนุมัติจ่ายค่าเสียหายผู้ประสบภัยจากรถเพิ่มจาก1.5หมื่นเป็น3หมื่น

              นายธีรัตถ์ แถลงว่า  ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดความเสียหายที่จะให้ได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้น การร้องขอรับและการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น พ.ศ. ....  ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ดังนี้ ​1.เนื่องจากปัจจุบันความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้ประสบภัยจากรถมีผลทำให้ผู้ประสบภัยต้องรับภาระในค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น สมควรที่จะได้มีการปรับปรุงจำนวนค่าเสียหายเบื้องต้นกรณีความเสียหายต่อร่างกายตามกฎกระทรวงกำหนดความเสียหายที่จะให้ได้รับค่าเสียหายเบื้องต้น จำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้น การร้องขอรับและการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น พ.ศ. 2552 เพิ่มจากจำนวนเงินไม่เกิน 15,000 บาทต่อคน เป็นจำนวนเงินไม่เกิน 30,000 บาทต่อคน โดยให้ได้รับเงินค่าเสียหายเบื้องต้นรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 65,000 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น และเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศในปัจจบัน ซึ่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้มีมติเห็นชอบด้วยแล้ว

              ​2.การปรับเพิ่มจำนวนเงินค่าเสียหายดังกล่าวจะเป็นการเพิ่มประโยชน์ด้านการคุ้มครองให้กับประชาชนในฐานะผู้ประสบภัยจากรถมากขึ้น และยังเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของ สปสช. ในกรณีที่ค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นของผู้ประสบภัยจากรถเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอีกด้วย นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ได้มีการประชุมร่วมกับภาคเอกชนเพื่อประเมินสถานการณ์และผลกระทบต่างๆ แล้วพบว่ายังสามารถรับภาระจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่มวงเงินค่าเสียหายเบื้องต้นนี้ได้ โดยที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 609  ล้านบาทต่อปีนั้น เป็นภาระงบประมาณของภาคเอกชนจำนวน 595 ล้านบาท และภาระของกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจำนวน 14 ล้านบาท โดยมี​สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง คือ ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดความเสียหายที่จะให้ได้รับค่าเสียหายเบื้องต้น จำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้น การร้องขอรับและการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น พ.ศ. 2552 ​ปรับปรุงจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้น และจำนวนเงินคุ้มครองสูงสุด ดังนี้ ความคุ้มครองความเสียหายต่อร่างกายและอนามัย ความคุ้มครองตามกฎกระทรวงเดิม ความคุ้มครองตามร่างกฎกระทรวงที่ กค. เสนอ 1. ค่าเสียหายเบื้องต้น 15,000 บาท / คน เป็น 30,000 บาท/คน 2.จำนวนเงินคุ้มครองสูงสุด50,000 บาท/คน เป็น 65,000 บาท/คน


อนุมัติลดหย่อนภาษีคนบริจาคเงิน-สิ่งของช่วยเหยื่อไฟใต้


              นายธีรัตถ์  แถลงว่า ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการบริจาคให้กับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ โดยกระทรวงการคลัง​ เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาดังนี้ ​1. ศอ.บต. เป็นส่วนราชการในกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินโครงการกิจกรรม “รวมน้ำใจไทย สู่ชายแดนภาคใต้” ซึ่งเป็นโครงการที่ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและมีภาคเอกชนสนับสนุนเพื่อหารายได้ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อส่งเสริมความสามัคคีปรองดองของคนในชาติและเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กลับคืนสู่ความสงบร่มเย็นตามนโยบายของ ครม.

              ​2. ในปัจจุบันได้กำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีกรณีการบริจาคไว้ ดังนี้ ​2.1 กำหนดให้บุคคลธรรมดาที่มีการบริจาคเงินให้แก่สถานพยาบาล สถานศึกษาของทางราชการ องค์การหรือสถานสาธารณกุศลตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดสามารถนำเงินบริจาคมาหักเป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้เป็นจำนวนเท่ากับเงินที่บริจาค แต่ไม่เกินร้อยละสิบของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ แล้ว ทั้งนี้ ตาม ม.47 (7) แห่งประมวลรัษฎากร ​2.2 กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่บริจาคเงินหรือทรัพย์สินเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อสาธารณประโยชน์สามารถนำเงินหรือมูลค่าทรัพย์สินที่บริจาคมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีได้ไม่เกินร้อยละสองของกำไรสุทธิ รวมถึงการบริจาคเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาให้นำมาหักเป็นรายจ่ายได้อีกในส่วนที่ไม่เกินร้อยละสองของกำไรสุทธิ ทั้งนี้ ตาม ม.65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร
​
              3. บุคคลธรรมดาที่บริจาคเงินและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่บริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้กับ ศอ.บต. เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะไม่สามารถหักค่าลดหย่อนหรือหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีได้ตามข้อ 2 เนื่องจากไม่เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ ​และ 4.เพื่อให้บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่บริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้กับ ศอ.บต. เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถนำเงิน หรือมูลค่าทรัพย์สินไปหักเป็นค่าลดหย่อนหรือรายจ่ายในการคำนวณภาษีได้ ต้องมีการกำหนดให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งจะต้องให้ความเห็นชอบจากระดับนโยบาย

 

หั่นค่าตอบแทนปปง.-เพิ่มอาหารกลางวันนักเรียน

              ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบอัตราค่าตอบแทนคณะกรรมการ ธุรกรรม และอนุกรรมการ ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดังนี้ 1.ค่าตอบแทนกรรมการธุรกรรม ตำแหน่งประธานกรรมการ เดือนละ 40,000 บาท และ กรรมการธุรกรรม เดือนละ 30,000 บาท ทั้งนี้ หากเดือนใดไม่มีการประชุมหรือหากกรรมการดังกล่าวไม่ได้เข้าประชุม ให้งดจ่าย  2.ค่าตอบแทนอนุกรรมการในคณะกรรมงาน ปปง. ให้จ่ายเป็นรายครั้ง เฉพาะครั้งที่มาประชุม โดย ประธานอนุกรรมการ ครั้งละ 1,875 บาท อนุกรรมการ ครั้งละ 1,500 บาท เลขานุการ ครั้งละ 1,200 บาท และผู้ช่วยเลขานุการ ครั้งละ 800 บาท โดยให้จ่ายเบี้ยประชุมได้ไม่เกินเดือนละ 4 ครั้ง ซึ่งเป็นไปตามข้อเสนอของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ที่มี นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน 

              รองโฆษกฯ กล่าวอีกว่า โดยคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ได้ปรับลดอัตราค่าตอบแทนที่กระทรวงยุติธรรม ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานปปง.เคยเสนอขอมาก่อนหน้านี้ เช่น ค่าตอบแทนประธานกรรมการ จากเดิมขอเดือนละ 115,000 บาท แต่คณะกรรมการกลั่นกรองฯอนุมัติให้ เดือนละ 40,000 บาท หรือให้น้อยกว่าที่ขอเดือนละ 75,000 บาท และกรรมการธุรกรรม จากเดิมขอเดือนละ 100,000 บาท แต่คณะกรรมการกลั่นกรองฯ อนุมัติให้ เดือนละ 30,000 บาท หรือให้น้อยกว่าที่ขอเดือนละ 70,000 บาท ค่าตอบแทนอนุกรรมการฯ ในส่วนของประธานอนุกรรมการ จากเดิม ขอครั้งละ 4,500 บาท อนุมัติให้ ครั้งละ 1,875 บาท และอนุกรรมการ จากเดิม ขอครั้งละ 4,000 บาท อนุมัติให้ 1,500 บาท เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้มีความคุ้มค่าในการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน และเพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างกรรมการธุรกรรม และอนุกรรมการ คณะกรรมการ ปปง. กับหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีภารกิจใกล้เคียงกัน
  
              ร.ท.หญิงสุณิสา กล่าวด้วยว่า ครม.ยังเห็นชอบให้ปรับเพิ่มการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 สำหรับโครงการอาหารกลางวันของนักเรียน จากเดิม อัตรา 13 บาท ต่อคน ต่อวัน เพิ่มเป็น 20 บาท ต่อคนต่อวัน ซึ่งจะทำให้มีนักเรียนได้รับเงินเพิ่ม 5,800,469 คน โดยจะต้องใช้งบประมาณ 24,775,999,200 บาท

              “ทั้งนี้ เนื่องจากการสนับสนุนงบประมาณอาหารกลางวัน ในอัตราเดิม คือ 13 บาท ต่อคน ต่อวัน ซึ่งดำเนินการในรัฐบาลที่แล้วสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นตัวเลขที่น้อยเกินไป ทำให้เด็กนักเรียนได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ จึงมีความจำเป็นต้องขอเปลี่ยนแปลงงบประมาณดังกล่าว”รองโฆษกฯ กล่าว
 
              ร.ท.หญิงสุณิสา กล่าวอีกว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า รัฐบาลยินดีเพิ่มงบประมาณให้เด็กนักเรียนทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กไทยมีสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ขอให้กระทรวงศึกษาธิการวางกลไกเพื่อควบคุมให้การใช้จ่ายงบประมาณ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ คือ ทำให้เด็กนักเรียนมีโภชนาการที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

              ซึ่งรัฐมนตรีว่าการะทรวงศึกษาธิการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้รับทราบคำสั่งและข้อห่วงใยของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ และรับปากว่าจะไปร่วมหารือ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ด้านโภชนาการที่จำเป็นสำหรับเด็กนักเรียน ว่าต้องมีส่วนประกอบของอาหารอย่างไรบ้างโดยจะกำหนดตัวชี้วัดและประเมินผลสำเร็จว่า หลังจากดำเนินการดังกล่าวแล้ว จะส่งผลดีอย่างไรต่อสุขภาพของเด็กไทย