
อภิปรายพรก.กู้เงิน(2):พท.อัดรัฐบาลหมกเม็ดแฝงโครงการลงทุนสร้างหนี้เพิ่มหัวละ3หมื่น
เพื่อไทยอัดรัฐบาลหมกเม็ดแฝงโครงการลงทุน ผ่าน ไทยเข้มแข็งหลีกการตรวจสอบ สุรพงษ์ ย้ำไม่เร่งด่วนต้องออกพ.ร.ก. สับ อภิสิทธิ์" 2 วัน ทำหนี้เพิ่มต่อหัว 3 หมื่นบาท ประเกียรติ แฉมีนัยยะนัยยะทางการเมือง เชื่อสร้างทุจริตเชิงนโยบายรอบใหม่ ด้านเด็กปชป.แก้แม้รั
เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 15 มิ.ย. การประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยที่ประชุมได้มีการพิจารณาพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552
นายกรณ์ จาติกวานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง(รมว.คลัง) กล่าวถึงหลักการและเหตุผลว่า เชื่อว่าการออกกฎหมายดังกล่าวว่าจะทำให้รัฐบาลมีเงินเพียงพอสำหรับใช้จ่าย เพื่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และจัดทำบริการสาธารณะของรัฐได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ โดยจะทำให้ฐานะการคลังของประเทศมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพในระยะยาว ซึ่งการดำเนินงานตาม "แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555" ที่จะใช้เงินกู้ภายใต้กรอบของกฎหมายดังกล่าวนี้จะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ( จีดีพี) พลิกกลับมาเป็นบวกได้ตั้งแต่ปี 2553 และอัตราการขยายตัวจะทยอยเข้าสู่ภาวะปกติตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตาม การเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกจากปัญหาวิกฤติสถาบันการเงินในสหรัฐฯและยุโรปส่งผลต่อประเทศคู่ค้าของไทยหลายประเทศ และส่งผลต่อเศรษฐกิจของไทยตามมา เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าและบริการในสัดส่วนที่สูงมากถึง 70% ของจีดีพี ดังจะเห็นได้จากการส่งออกของไทยที่เริ่มติดลบต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 51 จนถึงปัจจุบัน
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยจะถูกซ้ำเติมจากปัญหาการเมืองในประเทศ ซึ่งมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน จึงทำให้เศรษฐกิจของไทยประสบภาวะตกต่ำที่รุนแรงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค โดยเห็นได้จากภาคธุรกิจที่ทยอยปิดกิจการมากถึง 1.2 หมื่นราย การว่างงานสูงถึง 7.1 แสนคนในปัจจุบัน ส่งผลให้การใช้จ่ายและการบริโภคในภาคเอกชนลดลงอย่างมาก หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้จะยิ่งทำให้กำลังซื้อและการบริโภคของประชาชนยิ่งหดตัวลงมากขึ้น ถ้าไม่เร่งแก้ปัญหาอย่างทันท่วงทีจะส่งผลต่อเนื่องไปทุกภาคส่วน เช่น หนี้เสียในระบบสถาบันการเงินสูงขึ้น , รายได้ภาคการท่องเที่ยวลดลง
รมว.คลัง กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจของไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากปัจจัยทั้งในและนอกประเทศ ดังจะเห็นได้จากจีดีพี ที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2551 ซึ่งหดตัว 4.2% และไตรมาส 1 ของปี 2552 หดตัว 7.2% ขณะที่คาดการณ์ว่าสิ้นปีงบประมาณ 2552 รายได้ที่ภาครัฐจัดเก็บได้จะต่ำกว่าประมาณการราว 2.8 แสนล้านบาท
นายกรณ์ กล่าวว่า เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องและรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมทั้งยังเกิดปัจจัยปัญหาอื่นๆ ในเวลาต่อมา เช่น การชุมนุมขัดขวางการประชุมผู้นำอาเซียนที่เมืองพัทยา ต่อเนื่องไปถึงการชุมนุมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ การแพร่ระบาดไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ทำให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนหยุดชะงักลง ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสหดตัวถึง 4-5% หรือทำให้รายได้ประชาชาติลดลงประมาณปีละ 4-5 แสนล้านบาท
รมว.คลัง กล่าวว่า ขณะนี้ภาคเอกชนไม่อยู่ฐานะที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาครัฐจึงจำเป็นต้องรีบดำเนินมาตรการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจโดยเร่งด่วน เพื่อป้องกันปัญหาทันทีก่อนที่ปัญหาเศรษฐกิจจะลุกลามใหญ่โตไปสู่ภาคเศรษฐกิจอื่นๆ โดยจะต้องสวมบทบาทหลักในการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง ด้วยการจัดทำโครงการของภาครัฐ เพื่อให้มีการกระจายเงินจากภาครัฐลงไปในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการในปริมาณที่มากเพียงพอ เพื่อให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกลับสู่ในภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าส.ส.จากพรรคเพื่อไทยต่างอภิปรายคัดค้านการออกพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังฯของรัฐบาล โดยเห็นว่าการออกพ.ร.ก.ดังกล่าวมีนัยยะทางการเมือง และเกรงว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณไม่โปร่งใสเพราะเป็นการกู้เงินนอกงบประมาณ ซึ่งไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน
นายสุรพงษ์ โตวิจักชัยกุล ส.ส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การตั้งงบกู้เงิน 4 แสนล้านบาท นั้น 2 แสนล้านบาทนำมาเพื่อปิดหีบเงินคงคลังที่รัฐบาลถังแตก ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยไปดูงบ 52 วันนี้ใช้ไปแล้วเท่าไหร่ จาก 1.9 ล้านล้านบาท สำนักงบรายงว่าใช้งบไป 60 % เหลืออีก 40 % แสดงว่ามีโอกาสที่จะหาเงินเข้ามา ส่วนอีก 2 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลจะนำไปลงทุน ซึ่งรัฐบาลไม่ได้บอกความจริงว่า จะนำงบลงทุนไปฝากไว้ใน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 ในส่วนของ 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะไม่มีการตรวจสอบเหมือนงบประมาณประจำปี ที่จะมีกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบรายละเอียด แต่โครงการไทยเข็มแข็งไม่มีรายละเอียด มีแต่ชื่อ จะไปลงจังหวัดไหนก็ไม่รู้ จะลงทางใต้ที่เดียว หรือ แถวจ .บุรีรัมย์ที่เดียวก็ไม่รู้
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เป็นที่สังเกตว่างบนี้ กลายเป็นงบหาเสียงหรือไม่ เพราะ จากที่เปิดดูรายละเอียด 2553 งบ 1.9 ล้านล้านบาท เหลือ 1.7 ล้านล้านบาท งบลงทุนเหลือ 2 แสนล้านบาท ทำให้หลายฝ่ายออกมาโวยวายว่าแม้แต่ทหาร แต่พอมีงบกระตุ้นเศรษฐกิจก้อนนี้ออกมากลับทำให้เสียงโวยวายเงียบฉี่ ซึ่ง โครงการต่างๆ เหล่านี้ ไม่ได้บอกว่าจะจ้างงานได้กี่คน เพราะที่ผ่านมาทั้งโครงการเช็คช่วยชาติ ต้นกล้าอาชีพรัฐบาลก็ทำล้มเหลว และที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ ถนนไร้ฝุ่น และโครงการแหล่งน้ำชลประทานเพื่อการเกษตรที่ปกติอยู่ในงบประมาณแต่ละปีอยู่แล้วแต่วันนี้มาอยู่ในโครงการไทยเข้มแข็ง
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ส่งข้อมูลผิดๆ ให้ส.ส.พิจารณา ในกรรมาธิการการเงินการคลังสภาผู้แทนราษฏร เพราะวันที่ 18 พ.ค. เอกสารโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 ระยะหนึ่ง ทำมาแบบรีบๆ พบว่า 2552-2553 มีเงินลงทุนทั้งสิ้น 2.89 แสนล้านบาท รัฐบาลจะต้องจัดหาแหล่งเงินลงทุนเพิ่มเติมตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ 4 แสนล้านบาท แสดงว่า เงินที่รัฐบาลจะนำมาปิดหีบจะเหลือเพียงแค่ 1.1 แสนล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ยอมรับว่า ได้เตรียมให้รัฐบาลจริงๆ ต่อมาเจ้าหน้าที่ส่งเอกสารมาอีกครั้ง งบกระตุ้นเศรษฐกิจไทยเข็ง จะใช้แค่ 2.8 หมื่นล้านบาท ที่เหลือใช้ปี 2553 ซึ่งใช้ 2.16 แสนล้านบาท รวมกัน ก็แค่ 2.4 แสนล้านบาท แต่ส่งมาให้ครั้งที่ 2 เหลือ 2.4 แล้วจะให้ตนยึดตัวเลขไหน ทำให้ตนไม่สามารถผ่าน พ.ร.ก.นี้ได้จึงต้องส่งไปตีความศาลรัฐธรรมนูญ
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การออกพ.ร.ก. ฉบับนี้โดยอ้างว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนนั้นแต่ ข้อเท็จจริง เป็นการกู้ไปปิดหีบแค่ 1.11 แสนล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เพราะรัฐบาลสามารถชะลอการจ่ายเงินโครงการในปี 2552 ที่มีการซื้ออาวุธของกองทัพ 1.7 แสนล้าบาท สามารถดึงกลับมาก่อนได้ นอกจากนี้ อธิบดีกรมบัญชีกลางระบุเมื่อวันที่ 26 พ.ค. ว่า เงินคงคลัง มี 1.14 แสนล้านบาท จึงไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ที่ต้องรีบกู้เพราะสภาพคล่องยังมีอยู่เพราะอธิบดีกรมบัญชีกลาง ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ว่า หากพ.ร.ก.ไม่ผ่านศาลรัฐธรรมนูญก็ยังสามารถจัดการสภาพคล่องได้ จึงไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนในการออก พ.ร.ก.
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลคาดการสภาวะเศรษฐกิจผิดพลาดขาดประสบการณ์บริหารงานไม่เป็น ตอนรับหน้าที่ใหม่ๆ บอกว่าเศรษฐกิจประเทศจะขยายตัว 0-3 % แต่ตอนนี้ออกมายอมรับว่าเศรษฐกิจจะติดลบ 4-5 % วันนี้ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ถ้าอยู่ในบริษัทใหญ่ แล้วผู้บริหารทำบริษัทขาดทุน ซึ่งวันนี้ขาดทุนแน่นอนต้องไปกู้หนี้ยืมสิน จัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้าก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ และคงอยู่ไม่ได้ วันนี้ รัฐบาลยังไม่สายที่จะพิจารณาตัวเองลาออก เพราะท่านทำไม่ได้แล้ว นอกจากนี้ อย่าไปอวดรวย ช่วยสนับสนุนบริษัทจีเอ็มและ ฟอร์ด การเอาเงินกู้ไปช่วยฝรั่งคิดได้อย่างไร
“วันนี้ ท่านทำให้ประเทศชาติเป็นหนี้ 8 แสนล้านบาท ยังไม่รวมอีก 4 แสนล้านบาทที่จะพิจารณาวันพรุ่งนี้ ท่านใช้เงินเก่งมาก พูดง่ายๆ รัฐบาลทำหนี้ต่อหัวเพิ่มเป็น 1.2 หมื่นบาท เด็กเกิดมาอุแว้ๆ เป็นหนี้แล้ว 1.2 หมื่นบวกหนี้เก่าอีก 3 หมื่น ณ วันนี้คนไทยมีหนี้ 4 หมื่นบาทกว่าบาทต่อหัว พรุ่งนี้ ถ้าหนี้สาธารณะเข้าอีก 4 แสนบาท หนี้คนไทยจะเพิ่มเป็น 8 หมื่นบาทต่อหัว โดยเฉพาะรัฐบาลนี้ทำหนี้ให้กับลูกหลานไทย เบ็ดเสร็จ 2 วัน เพิ่มอีก 3 หมื่นบาทต่อหัว ” นายสุรพงษ์ กล่าวว่า
นายประเกียรติ นาสิมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ตนไม่ทราบว่าที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพ.ร.ก.ดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญเพราะรัฐบาลให้ข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริงหรือไม่ ซึ่งการกู้เงินถึง 800,000 ล้านมันไม่ใช่เรื่องเล่น เป็นเงินก้อนมหึมา ซึ่งต้องตรวจสอบอย่างใกล้ชิด และไม่ใช่ฝ่ายค้านจะมาขัดขวางตลอด แต่การกู้เงินครั้งนี้มันผิดปกติ ซึ่งความจริงไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ ออกเป็นร่างพ.ร.บ.ก็ทัน นอกจากนี้ในพ.ร.ก.ยังให้อำนาจกำหนดโครงการและพิจารณาอยู่ในอำนาจครม.และคนใช้เงินคือรมว.คลัง ซึ่งแบบนี้หากใช้ถูกใช้ผิดอย่างไรครม.อนุมัติได้ แบบนี้ความโปร่งใสมีไหม แล้วเรื่องการโยกงบประมาณหากปกติทำไม่ได้ แต่สามารถโยกเงินกู้ได้ แบบนี้อาจทำให้มีการทุจริตเกิดขึ้น การหลีกเลี่ยงแบบนี้เป็นการหลีกเลี่ยงรัฐธรรมนูญ
นายประเกียรติ กล่าวต่อว่า นโยบายรัฐบาลกู้เงินครั้งนี้จึงมีนัยยะสำคัญ 1 .นัยยะทางการเมือง คือถ้าเงินก้อน 800,000 ล้านไปงบปกติ รัฐบาลคุมพรรคร่วมฯไม่ได้ จึงเอาเงินก้อนนี้มาอยู่นอกงบประมาณเพื่อจัดงบประมาณ โดยไม่รู้จัดจริงหรือหลอก แล้วโยกภายหลังหรือไม่ไม่ทราบ แต่ที่เห็นมีงบกระทรวงคมนาคมมาก 2 .นัยยะทางผลประโยชน์ ซึ่งงบก้อนนี้เป็นงบแผ่นดินจะต้องเข้าคลังแผ่นดิน เข้าคลังประเทศ แต่ตอนนี้จะเก็บไว้นอกคลัง ซึ่งก็มีธนาคารพาณิชน์ ธนาคารอื่นๆ ก็จะมีผลประโยชน์ตอบแทนจากธนาคารและธนาคารจะได้ผลประโยชน์ต่างตอบแทน ซึ่งเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ตนยืนยันมีผลประโยชน์ทางนโยบาย และ 3 .เป็นเรื่องที่นำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อนและทุจริตเชิงนโยบายรอบใหม่ ขอยืนยันว่าโครงการที่รัฐบาลบอกว่าให้ประเทศไทยเข้มแข็ง ตนฟันธงได้ว่าคนไทยไม่มีโอกาสเข้มแข็งแต่ความเข้มแข็งอยู่ที่กลุ่มบุคคล กลุ่มพรรคการเมือง คนไทยทั้งชาติที่ได้รับอีก 3 ปีถึงปี 2555 คือเนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่งแต่เอากระดูกไปแขวนคอ ซึ่งคนไทยต้องมาร่วมกันใช้หนี้ เชื่อว่าผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นแน่ จึงขอโหวตคัดค้าน
นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ที่รัฐบาลอ้างว่าวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำต่อเนื่อง ต้องออกพ.ร.ก.กู้เงินฯเพราะเกิดจากเสื้อแดงชุมนุมช่วงสงกรานต์ และชุมนุมที่พัทยาจนทำให้ไม่สามารถประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยาได้ ซึ่งการอ้างเช่นนี้ตนรู้สึกได้ว่านายกฯและรมว.คลังไม่เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เกี่ยวกับกลุ่มเสื้อแดงแต่อย่างใด แต่มันได้เกิดขึ้นทั่วโลกและส่งผลกระทบต่อประเทศไทย วันนี้ชาวบ้านพูดไปทั่วว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาล 4 ก.คือ 1 .แก้ตัว 2 .กู้เงิน 3 .เก็บภาษี และ 4 .โกงกิน ดังนั้นขอให้รัฐบาลนี้อยู่ไปนานๆ ประชาชนจะได้รู้ว่ารัฐบาลนี้เป็นอย่างไร
ด้านนายสรรเสริญ สมะลาภา ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตั้งแต่ปี 2544-2551 เศรษฐกิจพอไปได้ โดยมีอัตราเศรษฐกิจปรับตัว 5.1 % แต่หากดูวินัยทางการเงินของรัฐบาลที่ผ่านมา โดยดูหนี้สาธารณะพบว่าปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลสมัยนั้นได้กู้เงิน 700,000 ล้าน ซึ่งหากเศรษฐกิจไม่ดีไปจนถึงปี 2555 เรามีหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น 5.7% ซึ่งก็ถือว่ายังรับได้ ซึ่งหลังวิกฤตเศรษฐกิจผ่านพ้นไปประเมินเลวร้ายที่สุดคือรัฐบาลไม่ใช่หนี้สักบาทเดียว ถามว่าเมื่อไหร่หนี้สาธารณะกลับมาอยู่ทีเดิม 41% ก็ใช้เวลาแค่ 4 ปีเท่านั้น โดยประเมินที่ภาวะเศรษฐกิจปานกลาง ส่วนรัฐบาลกู้เงินแล้วนำไปใช้อะไรเหมาะสมหรือไม่ หากดูโครงการไทยเข้มแข็งส่วนใหญ่เป็นเรื่องการลงุทน ซึ่งเหมาะสมเพราะขณะนี้ภาคเศรษฐกิจมีปัญหาทุกภาคส่วน



