ข่าว

ถมทะเลหาดพัทยา แก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่ง?(2)

ถมทะเลหาดพัทยา แก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่ง?(2)

23 ต.ค. 2556

ถมทะเลหาดพัทยา แก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่ง?(2) : โดย...ธนภัท กิจจาโกศล

               ภายหลังการเตรียมการถมทะเลตั้งแต่พัทยาเหนือถึงพัทยาใต้ ระยะทางยาว 2.7 กิโลเมตร เพื่อแก้ปัญหาทะเลกัดเซาะชายฝั่ง ด้วยงบประมาณ 450 ล้านบาท ทำให้หลายฝ่ายหวั่นวิตกว่าจะแก้ปัญหาไม่ได้ หลังจากมีการนำร่องถมทะเลไปแล้ว 200 เมตร ผ่านไป 1 ปี ชายหาดถูกกัดเซาะเหลือแค่กระสอบทรายบิ๊กแบ็กที่นำไปเสริมไว้เท่านั้น และอาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ชายหาดพัทยาในระยะยาว ทำให้กลุ่มอนุรักษ์และนักวิชาการไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว เพราะเห็นว่าส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและถมไปเท่าไหร่ทรายก็จะหายไปหมดในเวลาอันสั้น เป็นการสู้กับธรรมชาติและเป็นผลพวงของการก่อสร้างท่าเรือและสิ่งก่อสร้างกลางทะเล

               "รัตนา อ่องสมบัติ" ประธานกลุ่มอนุรักษ์อ่าวนาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี บอกว่า เคยเสนอหลายครั้งว่าปัญหาการถมทะเลจะมีผลกระทบชายหาด ซึ่งตามธรรมชาติลมจะพัดทรายไปอีกซีกของหาดในฤดูหนาวและมีการพัดกลับมาในฤดูร้อน แต่พอมีการก่อสร้างหลายอย่างริมหาดหรือแนวกันคลื่นยื่นลงไปในทะเล ส่งผลให้ทรายไม่กลับมา จึงทำให้พื้นที่นั้นๆ เกิดการกัดเซาะชายฝั่งมีผลต่อระบบนิเวศที่เปลี่ยนไปชัดเจน เช่น กรณีของปราสาทสัจธรรมของพัทยาและการถมตลาดลานโพธิ์ ซึ่งการถมทะเลไม่ใช่การแก้ปัญหา เคยเสนอว่าจะทำเพื่ออะไร โดยเฉพาะการเสริมแนวไส้กรอกสลับหว่างระหว่างการถมทะเล ไม่ได้ช่วยอะไรได้ นอกจากบอกแค่ว่ามันกัดเซาะมาถึงกระสอบทรายแล้ว

                "ตัวอย่างการถมทะเลภาคใต้ใช้วิธีเดียวกันก็ไม่สำเร็จ หลายประเทศทำก็ไม่สำเร็จ แนวไส้กรอกกลายเป็นเขื่อนหินหรือแนวโขดหินมีผลต่อภาพลักษณ์และภูมิทัศน์ของหาดแน่นอน การทำประชาพิจารณ์มีประชาชนแค่ 50 คนได้ยินในที่ประชุมและบอกว่าเข้าร่วมเพราะต้องการแสดงความเห็น ไม่ใช่เครื่องมือให้นำชื่อไปเสนอว่ามีฝ่ายอนุรักษ์เข้าร่วมด้วย เข้าไปฟังได้ แต่ไม่เห็นด้วย ดังนั้นการถมหาดพัทยาตั้งแต่พัทยาเหนือ-พัทยาใต้ ซึ่งวันนี้ชายหาดหายไปมาก ไม่เห็นด้วย เพราะไม่ช่วยอะไร ถมแล้วหาดก็จะหายไปอีก" รัตนา กล่าวและว่า

                ไม่รู้จะเกิดอะไรตามมาหลังจากนี้หากมีการถมทะเลพัทยา เพราะทรายที่นำมาถมจากพื้นที่ปากน้ำระยองซึ่งบริษัทด้านการจัดการน้ำเคยมีการนำทรายมาตรวจร่วมกับกลุ่มอนุรักษ์แล้วพบเชื้อโรคมากมาย อีกทั้งมีการต่อต้านและไม่เห็นด้วยจากระยอง จึงไม่รู้ว่าหน่วยงานที่ทำโครงการจะแก้ปัญหาอย่างไร กลุ่มอนุรักษ์มองว่าการถมทะเลอาจจะได้รายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น แต่การบริหารจัดการโดยปล่อยให้มีการปักร่ม มีสิ่งของลุกล้ำน้ำ กลุ่มไม่เห็นด้วยเห็นว่าควรปล่อยให้มีเฉพาะหาดธรรมชาติ ปัจจุบันโรงแรมใหญ่ๆ เก่งในการบริหารจัดการและเลี่ยงกฎหมาย จะก่อสร้างอะไรริมหาด แค่เอาหินก้อนใหญ่มาลงชายหาด แล้วเอาทรายมาถม เอาต้นมะพร้าวมาปลูกใส่ จัดสวนให้เสมือนว่า หาดอยู่ห่างตัวโรงแรม 800 เมตร ก็สามารถสร้างอาคารสูง 9 ชั้น 10 ชั้นได้

                "นั่นเป็นการสร้างระบบนิเวศให้ระบบนิเวศเปลี่ยนไปจนนำมาสู่การเกิดปัญหาการกัดเซาะ การก่อสร้างที่มีการนำแผ่นปูนไปก่อสร้างล้ำลงไปในทะเล ส่งผลทำให้เกิดการกัดเซาะเกิดขึ้น เพราะความแรงของน้ำทะเลที่เข้ามาสู่ชายฝั่งจะแรงขึ้นกว่าเดิม การกัดเซาะจะมากขึ้น ดังนั้นการถมทะเลของเมืองพัทยาที่ทำไปเมื่อปีที่แล้วสร้างเป็นแนวไส้กรอกและถุงกระสอบทราย พบการกัดเซาะรวดเร็วชัดเจน แค่ปีเดียวทรายที่นำมาถมไว้ทั้งหมดถูกหอบออกไปหมดคือคำตอบว่าควรทำหรือไม่ควรทำ กลุ่มอนุรักษ์ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้" รัตนากล่าว

                ขณะที่ ดร.สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการสิ่งแวดล้อมเครือข่ายภาคตะวันออกและอาจารย์ประจำ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ระบุว่า การถมทะเลสามารถทำได้แต่เป็นเพียงการสู้กับธรรมชาติ จะต้องแก้ที่ปัญหาที่ต้นเหตุที่ทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง การไปก่อสร้างอะไรที่อยู่กลางทะเลขวางทะเลเป็นตัวเร่งให้เกิดการกัดเซาะเร็วขึ้น เหล่านี้มีผลพวงจากการสร้างท่าเรือในพื้นที่อ่าวอุดม เขื่อนกันคลื่นของท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังที่ยาว 4 กิโลเมตรมีผลมาถึงหาดพัทยาและบ้านนายอำเภอ วันนี้พื้นที่อ่าวอุดมซึ่งมีการศึกษาโดยชุมชนพบการกัดเซาะถึง 25 ไร่

               "ตั้งแต่มีการถมทะเลเพื่อทำท่าเรือน้ำลึกปี 2530 เป็นต้นมา ส่งผลให้เกิดตะกอนเลนมีผลไปถึงชายฝั่งไปอ่าวนาเกลือถึงพัทยา ปัญหาปัจจุบันหาดจอมเทียนกำลังมีปัญหากัดเซาะรุนแรง ระยะแรกของการทำท่าเรือน้ำลึกที่มีการถมทะเลแค่ 4,000 ไร่ ก็มีการถมเพิ่มอีก 4,000 ไร่ เป็น 8,000 ไร่ในปี 2540 มีผลมากกับการเกิดตะกอนเลนและการกัดเซาะพื้นที่ต่างๆ เนื่องจากทรายตามธรรมชาติที่จะไปเติมไม่สามารถผ่านไปได้ นอกจากตะกอนเลนจึงส่งผลให้เกิดการกัดเซาะชายหาดตรงๆ เพราะเมื่อน้ำทะเลเข้ากระแทกชายฝั่งเต็มๆ โดยไม่มีทรายเข้าไปเติมทรายริมชายฝั่ง ยิ่งทำให้มีการกัดเซาะเร็วขึ้น" ดร.สมนึก กล่าวและว่า

               การเปลี่ยนแปลงส่งผลให้เกิดการกัดเซาะเร็วมาก พื้นที่พัทยาริมชายหาดบริเวณปราสาทสัจธรรมพบการกัดเซาะรุนแรง ต้องมีการสร้างเขื่อนกันคลื่นขนาดใหญ่ ส่วนชาวบ้านและเอกชนสร้างเขื่อนกันด้วย ส่งผลให้หาดแถบบางละมุง กระทิงลาย นาเกลือ พัทยา และนาจอมเทียน กระทบต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ดังนั้นการถมทะเลเท่ากับเป็นการสู้กับธรรมชาติ พักเดียวทรายที่นำมาถมจะหายไปหมด ไม่ใช่ 10-14 ปี อย่างที่บอกไว้แน่นอน พื้นที่พัทยาเคยทำแล้ว อ่าวอุดมเคยทำแล้ว เวลาผ่านไปปีเดียวทรายที่เอามาถมหายไปหมด

               ดร.สมนึก กล่าวว่า วิธีแก้ปัญหาเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งที่ยั่งยืนในอนาคตคือการกำหนดระยะถอยร่น กรณีหาดพัทยาหากมีการถมทะเลแม้เป็นคนละโครงการที่ทำก่อนหน้านี้ เมื่อทำแล้วเสร็จทรายก็จะหายไปเร็วมาก ดังนั้นต้องมีการเติมทรายบ่อยๆ ถือเป็นการสู้กับธรรมชาติ สุดท้ายก็สู้ไม่ได้ ในส่วนนักวิชาการเคยเสนอแนะไปแต่ก็ไม่มีใครฟัง เพราะกลุ่มคนที่อนุมัติเงินก่อสร้างมีอำนาจ ไม่มีใครขวางได้

               โครงการถมทะเลหาดพัทยาเพื่อเพิ่มชายหาดครั้งนี้จะทำให้ชายหาดที่ถมใหม่อยู่คงทนไปนานหรือไม่และโครงการในภาพรวมเพื่อแก้ปัญหานี้จะแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริงเพียงใด ต้องจัดสรรงบเพื่อถมใหม่ทุกๆ ปี ในอนาคต และหากชายหาดพัทยากลายเป็นชายหาดบิ๊กแบ็กแห่งแรกของไทย จะเกิดอะไรขึ้นกับการท่องเที่ยวเมืองพัทยา

 

 ........................

(ถมทะเลหาดพัทยา แก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่ง?(2) : โดย...ธนภัท กิจจาโกศล )