ข่าว

ภูมิปุตรา VS ภูมิปุตรา (1)

ภูมิปุตรา VS ภูมิปุตรา (1)

23 ต.ค. 2556

นอกบ้านผ่านเมือง : ภูมิปุตรา VS ภูมิปุตรา (1) : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 

                                 แม้สื่อตะวันตกจะยกให้เป็นตัวเต็งในศึกชิงตำแหน่งรองประธานพรรคองค์การสหชาติมาเลย์ (อัมโน) แกนนำพรรครัฐบาลแดนเสือเหลืองมาเลเซีย แต่นายมุคริซ มหาธีร์ วัย 48 ปี มุขมนตรีรัฐเคดะห์ ผู้เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงทางการเมืองกลับตกม้าตายในโค้งสุดท้ายอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อได้ที่  4 ในการเลือกรองประธานพรรค 3 คนด้วยกัน ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่าก็คือแพ้ใครไม่ว่าดันมาแพ้นายฮิชัมมุดดิน ฮุสเซน รัฐมนตรีกลาโหมสายเหยี่ยว ผู้เป็นหลานชายของนายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรี ทำให้ความฝันอันสูงสุดที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำรุ่นใหม่ในอนาคตตามรอยเท้าของดอกเตอร์มหาธีร์ โมฮัมหมัด ผู้เป็นพ่อซึ่งได้ชื่อว่าเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่สวมหัวโขนนานที่สุดถึง 22 ปีดับวูบลงทันที

                                 แม้ความพ่ายแพ้ของนายมุคริซ มหาธีร์ ครั้งนี้ สะท้อนความจริงประการหนึ่งว่าอิทธิพลของนายมหาธีร์ผู้พ่อ วัย 88 ปีซึ่งได้ล้างมือในอ่างทองคำเมื่อ 10 ปีที่แล้วและกลุ่มอนุรักษนิยมในพรรคอัมโนได้เสื่อมมนต์ขลังลงไปมาก หลังจากครองอำนาจมานานจากนโยบายภูมิปุตรา หรือประชานิยมเพื่อคนเชื้อชาติมาเลย์ จนกลายเป็นชนวนของจลาจลเชื้อชาติอย่างน้อย 2 ครั้ง

                                 แต่นักวิเคราะห์กลุ่มใหญ่ต่างมีความเห็นตรงกันว่าชัยชนะของกลุ่มนายราซัคในสงครามตัวแทนครั้งนี้ มาจากยุทธการเหนือเมฆที่งัดกลยุทธ์ “เกลือจิ้มเกลือ” หรือ “ภูมิปุตรา” vs “ภูมิปุตรา" มาพิชิตกลุ่มหัวเก่า ด้วยการปัดฝุ่นนโยบาย "ภูมิปุตรา” มาใช้ใหม่เพื่อซื้อใจสมาชิกพรรคอัมโนเชื้อสายมาเลย์ ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ในพรรค แม้ถูกโจมตีว่ากลืนน้ำลายตัวเองจากเดิมที่เคยให้สัญญาคราวขึ้นมารับตำแหน่งเมื่อปี 2552 ว่าเพื่อเป็นหลักประกันเสถียรภาพทางสังคม รัฐบาลมีแผนจะเปิดกว้างในการแข่งขันมากขึ้น เพื่อป้องกันศึกเชื้อชาติเกิดขึ้นซ้ำรอย เหมือนเมื่อครั้งที่นายอับดุล ราซัค ฮุสเซน พ่อของตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี และได้เสนอนโยบายลดทอนอิทธิพลของคนเชื้อสายจีนที่ครอบงำเศรษฐกิจในมาเลเซีย

                                 ปรากฏว่านโยบายใหม่ของนายนาจิบครั้งนั้นถูกต่อต้านอย่างหนักจากสมาชิกพรรคอัมโน เนื่องจากทำให้ชาวมาเลย์สูญเสียอภิสิทธิ์ต่างๆ ที่เคยมี สุดท้ายทำให้พรรครัฐบาลเสียที่นั่งในการเลือกตั้ง 2 สมัยติดต่อกัน ทำให้นายนาจิบต้องหันมาทบทวนนโยบายใหม่หันไปเอาใจสมาชิกพรรคเชื้อชาติมาเลย์มากขึ้น

                                 นายนาจิบยืนยันเสียงแข็งว่าไม่ได้กลืนน้ำลายตัวเองและไม่ได้ปัดฝุ่นนโยบาย "ภูมิปุตรา” มาใช้ใหม่ แต่จำเป็นต้องปฏิรูปนโยบายให้สิทธิพิเศษแก่คนเชื้อชาติมาเลย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจกับชนกลุ่มน้อยเชื้อสายจีน ที่สำคัญก็คือ หากไม่ยกระดับการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของภูมิปุตรา มาเลเซียอาจไม่บรรลุเป้าหมายที่จะเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2563 หรือในอีก 7 ปีข้างหน้า

 

 

------------------------

(นอกบ้านผ่านเมือง : ภูมิปุตรา VS ภูมิปุตรา (1) : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)