
ยกคำร้อง!ขอทุเลาขึ้นค่าทางด่วน
'ศาลปกครอง' ยกคำร้องขอทุเลาขึ้นค่าทางด่วน ระบุหากไม่ทำ อาจผิดสัญญาสัมปทาน
21 ต.ค. 56 นายวุฒิชัย แสงสำราญ ตุลาการศาลปกครองกลาง และเจ้าของสำนวน มีคำสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับปรับขึ้นค่าผ่านทางพิเศษ ที่นายสุทธิ ผลสวัสดิ์ และนายธรรมนูญ จุลมณีโชติ ได้ยื่นฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม , รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และคณะกรรมการ (บอร์ด) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. เรื่องเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีเมื่อวันที่ 2 ส.ค. 56 รมช.คมนาคม ได้ออกประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องกำหนดให้ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางพิเศษสายดินแดง - ท่าเรือ สายบางนา - ท่าเรือ และสายดาวคะนอง - ท่าเรือ) และทางพิเศษศรีรัช (ทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่ และสายพญาไท - ศรีนครินทร์) เป็นทาง ต้องเสียค่าผ่านทางพิเศษประเภทรถที่ต้องเสีย หรือยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ และอัตราค่าผ่านทางพิเศษ พ.ศ. 2556 , ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องกำหนดให้ทางพิเศษอุดรรัถยา (ทางพิเศษสายบางปะอิน - ปากเกร็ด) เป็นทาง ต้องเสียค่าผ่านทางพิเศษประเภทรถที่ต้องเสีย หรือยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ และอัตราค่าผ่านทางพิเศษ พ.ศ. 2556 และประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องกำหนดให้ทางพิเศษบูรพาวิถี (ทางพิเศษสายบางนา - ชลบุรี) ทางยกระดับด้านทิศใต้สนามบินสุวรรณภูมิเชื่อมทางพิเศษบูรพาวิถี และทางเชื่อมต่อพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี - สุขสวัสดิ์) กับทางพิเศษบูรพาวิถี เป็นทางที่ต้องเสียค่าผ่านทางพิเศษประเภทรถที่ต้องเสีย หรือยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ และอัตราค่าผ่านทางพิเศษ พ.ศ. 2556 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 56
โดยเนื้อหานั้นมีการปรับขึ้นค่าผ่านทาง ทั้งที่เป็นโครงข่ายคมนาคมขนส่งทางรถยนต์ เป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐที่บริหารจัดการโดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ภายใต้กำกับดูแล รมว.คมนาคม ซึ่งการปรับจะต้องนำดัชนีราคาผู้บริโภคสำหรับ จ.นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ที่ทางทั้งสามพาดผ่าน มาเปรียบเทียบประกอบด้วยการใช้อำนาจออกประกาศนั้น จึงสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร จึงขอให้ศาลปกครองเพิกถอนประกาศกระทรวงคมนาคม ทั้ง 3 ฉบับ รวมทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามประกาศกระทรวงคมนาคมดังกล่าวด้วย
โดยศาลได้ไต่สวนคู่กรณี และพิเคราะห์ข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่า การดำเนินปรับค่าผ่านทางพิเศษเฉลิมมหานคร ทางพิเศษศรีรัช ทางพิเศษอุดรรัถยานั้น เป็นการดำเนินตาม พ.ร.บ.การทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 5 , 19 และ 39 รวมทั้งเงื่อนไขในสัญญาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 ลงวันที่ 22 ธ.ค. 31 และสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอิน - ปากเกร็ด ลงวันที่ 27 ก.ย. 39
ส่วนทางด่วนพิเศษบูรพาวิถี แม้จะไม่ได้มีการทำสัญญาเอกชน แต่ก็ใช้หลักเกณฑ์การปรับอัตราค่าผ่านทางในแนวทางเดียวกับการปรับอัตราค่าผ่านทางพิเศษเฉลิมมหานคร และทางพิเศษศรีรัช และในการไต่สวนผู้รับมอบอำนาจของผู้ถูกฟ้องยังส่งเอกสารเพิ่มเติมต่อศาลว่า ในการอนุญาตดำเนินโครงการเส้นทางสายนี้ได้ตั้งสมมติฐานว่า จะต้องมีการปรับอัตราค่าผ่านทางตามอัตราเพิ่มดัชนีราคาผู้บริโภค เพื่อคงมูลค่าที่แท้จริงของอัตราค่าผ่านทางเดิม ณ วันที่เปิดให้บริการไว้ และจะปรับอัตราค่าผ่านทางพิเศษทุก 5 ปี ซึ่งปัจจุบันการทางพิเศษฯ ยังต้องรับภาระในการชำระหนี้เงินกู้อีก จึงต้องปรับค่าผ่านทางเพื่อให้มีรายได้เพียงพอสำหรับคืนเงินกู้และค่าใช้จ่ายต่างๆ นอกจากนั้นอัตราเพิ่มของดัชนีราคาผู้บริโภคสำหรับกรุงเทพ ฯ ต่ำกว่าอัตราเพิ่มของดัชนีราคาผู้บริโภค จ.สมุทรปราการ , นนทบุรี และปทุมธานี หากนำมาพิจารณาเปรียบเทียบจะทำให้อัตราค่าผ่านทางที่คำนวณได้ มีราคาสูงกว่าการคำนวณโดยใช้ดัชนีราคาผู้บริโภคของกรุงเทพฯ เพียงจังหวัดเดียว
ดังนั้นชั้นนี้จึงยังไม่พอรับฟังได้ว่า ประกาศกระทรวงคมนาคมฯ ทั้ง 3 ฉบับ ที่เป็นมูลฟ้องคดี ไม่น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้หากบอร์ด กทพ. ผู้ถูกฟ้องที่ 3 ไม่ดำเนินการปรับค่าผ่านทางตามข้อตกลงในสัญญา ก็อาจตกเป็นผู้ผิดสัญญา และจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารกิจการทางพิเศษ ซึ่งเป็นบริการสาธารณะของ กทพ. กรณีจึงไม่สมควรมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามกฎของผู้ถูกฟ้องที่ 2 จึงมีคำสั่งให้ยกร้องในส่วนนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ศาลจะมีคำสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับ แต่เนื้อหาคดีหลักยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล เพื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อไป



