
'คำนูณ'ติงรัฐด่วนยอมทำตามศาลโลก
'คำนูณ' แนะ 'สุรพงษ์' ตั้งกรรมการศึกษาคดีเขาพระวิหารฝ่ายเดียว เตือนไทยไม่รับเขตอำนาจศาล
21 ต.ค. 56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันนี้มีการประชุมวุฒิสภา โดยมีนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา หารือว่า กรณีคำพิพากษาคดีเขาพระวิหารนั้น ตนไม่เห็นด้วยที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ที่จะเร่งตั้งคณะกรรมการร่วมไทย-กัมพูชา เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ อย่ากระเหี้ยนกระหือรือที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษา สิ่งที่ควรทำคือ การตั้งคณะกรรมการฝ่ายไทยฝ่ายเดียว เพื่อศึกษาคำพิพากษาก่อน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก อย่าเพิ่งด่วนพูดว่าจะปฏิบัติตามพิพากษาหรือไม่ เราควรศึกษาให้รอบคอบ คณะกรรมการประกอบด้วยตัวแทนจากทุกภาคส่วน หากมีความไม่แน่ใจในประเด็นใด ให้ถามประชาชนผ่านการลงประชามติ
นายคำนูณ กล่าวว่า ต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยไม่ได้รับเขตอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมาแล้วตั้งแต่ปี 2503 หรือ 51 ปี ก่อนกัมพูชายื่นขอตีความคำพิพากษาปี 2505 หรือ 49 ปี หลังมีคำพิพากษาปี 2505 แม้จะอ้างว่าเป็นการขอตีความคำพิพากษาเดิมตามธรรมนูญศาลข้อ 60 ซึ่งประเทศไทยยังคงจะต้องผูกพันอยู่ก็ตาม แต่มีข้อสังเกต 2 ประการ คือ 1. เป็นคดีที่ยาวนานที่สุดใน 4 คดี ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีการรับตีความ นานที่สุดก่อนหน้านี้คือ 4 ปี 2. จะต้องศึกษาถึงมาตรฐานในการตีความคำพิพากษาตามธรรมนูญศาลข้อ 60 ใน 4 คดีที่ผ่านมา กล่าวคือ 1. คดีการให้ลี้ภัยระหว่างโคลัมเบียกับเปรู ปี 1950 2. คดีไหล่ทวีประหว่างตูนิเซียกับลิเบียปี 1984 3. คดีเขตแดนทางบกและทางทะเลระหว่างแคมารูนกับไนจีเรียปี 1998 และ 4. คดีอัลรีน่าและชาวเม็กซิโก ระหว่างเม็กซิโกกับสหรัฐฯปี 2008-2009 ต้องดูว่าคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในครั้งนี้ดำเนินการไปตามมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ หรือนอกมาตรฐาน และมีความยุติธรรมเพียงพอหรือไม่ อย่าด่วนพูดว่าจะต้องปฏิบัติตาม



